บทที่ 3
รถม้าสกุลเซี่ยค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากวัด เซี่ยเฟยหรงนั่งอยู่ด้านในกับหวังตั๋ว องครักษ์ผู้ติดตามของเขา
เซี่ยเฟยหรงหวนคิดถึงตอนเจอหลินลู่ซิงกับพี่สาวครั้งแรกที่วัดนี้เมื่อสี่เดือนก่อน หญิงทั้งสองนางถือได้ว่าเป็นหญิงงามที่ชายหนุ่มต่างเฝ้าฝันถึง หากจะเปรียบทั้งสองพี่น้อง คนพี่นั้นสวมใส่อาภรณ์สีขาวสะอาด บุคลิกเรียบร้อย ดูแล้วงามเหมือนดอกบัว ส่วนคนน้องก็คงเปรียบได้กับดอกโบตั๋น สวมใส่อาภรณ์สีกลีบบัว ขับให้ผิวขาวผ่องดูงดงามยิ่งนัก งามดุจนางอัปสร จนเขาเองก็ชะงักกับนางที่เห็นอยู่ตรงหน้า แม้พวกนางจะมีใบหน้าละม้ายคล้ายกันอยู่บ้าง แต่เขากลับสะดุดตากับผู้ที่เป็นน้อง
เป็นเรื่องจริงที่ว่าเขาไม่เหลียวแลสตรี แต่จริงเพียงแค่กึ่งหนึ่งเท่านั้น เพราะนอกจากสตรีที่เขาใฝ่ฝันและเป็นรักแรกของในวัยเยาว์ของเขา ก็ไม่มีใครทำให้เขารู้สึกอยากจะชายตามองแต่อย่างใด อีกทั้งคงจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ทั้งสองตระกูลได้หมั้นหมายเขากับพี่สาวของนางโดยที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน เขาจึงได้โอกาสลอบมองโดยไม่แสดงตัวออกมาในครั้งแรกที่เจอ
แม้ความคิดแรกเขาจินตนาการว่าพวกนางเองก็คงไม่ต่างจากหญิงงามทั่วไปที่ต่างก็อยากได้เขามาเป็นคู่ครอง แต่พวกนางกลับปฏิเสธเขาแบบไม่ไยดี คนหนึ่งเลือกที่จะหนีไปสุดหล้า ส่วนอีกคนก็ไม่ได้สนใจอยากจะแต่งงานกับเขา
“ให้คนส่งของขวัญไปให้คุณหนูหลิน”
หวังตั๋วพยักหน้ารับคำสั่ง เขาเป็นคนที่พูดน้อยแต่ทำงานได้รวดเร็ว และไว้ใจได้ ดังนั้นเซี่ยเฟยหรงจึงให้เขามาอยู่ข้างกาย ด้วยรูปร่างสูงโปร่งและหน้าตาหล่อเหลาประกอบกับการแต่งตัวที่สะอาดหมดจด นี่เองอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนคิดว่าเซี่ยเฟยหรงไม่สนใจในผู้หญิง
น้อยคนนักที่จะรู้เรื่องราวของหญิงนางหนึ่งที่อยู่ในใจเซี่ยเฟยหรงตั้งแต่ตอนเยาว์วัย และเป็นสาเหตุให้เขาไม่คิดจะมีใครจนถึงทุกวันนี้ ทว่าชะตาฟ้าลิขิต เขาและนางไม่อาจจะอยู่คู่กันได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง
หน้าที่การงาน และความจงรักภักดีที่มีให้ต่อวงศ์ตระกูลและราชวงศ์นั้นยิ่งใหญ่นัก เขาจึงไม่อาจจะทรยศครอบครัวและชาติบ้านเมืองเพียงเพื่อแลกกับหญิงงามผู้เป็นที่รักเพียงนางหนึ่ง
หลินลู่ซิงกลับมาที่จวนด้วยอารมณ์หงุดหงิด นางคิดไม่ถึงว่าการเจอกันครั้งนี้นอกจากจะไม่ได้จับผิดเขาแล้วยังพ่ายแพ้ให้แก่เขาอย่างไม่เป็นท่า
พ่อของนางเห็นบุตรีกลับมาด้วยหน้าตาที่บูดบึ้ง ก็กังวลจนต้องเข้ามาถามไถ่
“เขาล่วงเกินอะไรลูกหรือเปล่า”
หลินลู่ซิงเกรงว่าท่านพ่อของนางจะเข้าใจผิดจึงรีบอธิบาย “เปล่าเจ้าค่ะท่านพ่อ เพียงแต่ เขาไม่ยอมล้มเลิกงานแต่งงาน แถมอ้างว่าที่ทำไปเพราะช่วยเหลือสกุลหลินของเราอีกด้วย”
“เฮ้อ...ถ้าจะโทษก็โทษที่พ่อไม่ดีเอง ปกป้องพวกเจ้าพี่น้องไม่ได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้หากคุณชายเซี่ยไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย ก็เกรงว่าทั้งตระกูลคงจะถึงคราวเคราะห์”
“ท่านพ่อ ท่านอย่าโทษตัวเอง ข้าจะไม่บ่นมันอีกต่อไปแล้ว” หลินลู่ซิงรู้สึกผิดที่ทำให้พ่อตนเองต้องคิดมากและเสียใจ
“แม่เจ้าก็โกรธจนไม่ยอมคุยกับพ่อไปคนหนึ่งแล้ว เจ้าก็อย่าโกรธพ่ออีกเลยนะ” หลินถิงอวี่ถอนหายใจ เขาเองก็ไม่ได้อยากให้บุตรีที่เป็นดังแก้วตาดวงใจต้องแต่งออกไปกับชายที่ไม่ได้รักเช่นกัน
หากจะโทษ ก็ต้องโทษสวรรค์ที่ลิขิตมาให้เป็นแบบนี้
มื้อเย็นของสกุลหลินวันนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา รวมถึงซ่งซื่อ ผู้เป็นมารดายังคงนิ่งเงียบ และใช้ตะเกียบคีบอาหารทานอย่างใจเย็น ที่ดูมีทีท่าร้อนรนคงจะเป็นใครไม่ได้นอกจากบิดาของนาง
“ฟูเหริน นี่เจ้ายังไม่หายโกรธข้าอีกหรือ” สายตาอ้อนวอนของบิดาที่มีต่อมารดาทำให้หลินลู่ซิงนึกขันในใจแต่ก็อดสงสารไม่ได้
“เจ้าไปเจอกับคุณชายเซี่ยมา เป็นอย่างไรบ้าง”
“ปกติดีท่านแม่” หลินลูซิงตอบพลางคีบเนื้อชิ้นโตมาใส่จาน “แต่ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ตอนนี้ข้ายินดีที่จะแต่งงานกับเขาแล้ว”
“เพราะเหตุใด” ซ่งซื่อไม่เข้าใจในตัวบุตรสาวมากนัก
“เพราะเขาบอกข้าว่าหากข้าแต่งงานด้วย เขาจะยกทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่ข้า แล้วเหตุใดข้าจะไม่แต่งเล่าท่านแม่”
หลินลู่ซิงคีบเนื้อเข้าปากอย่างสบายใจ ที่จริงนางเป็นกังวลอยู่พอสมควร แต่ไม่อาจทำให้บิดามารดาขัดแย้งกันเพราะเรื่องตน จึงแสร้งทำเป็นไม่ขัดข้องใจกับการแต่งงานในครั้งนี้
หลินคุนลอบสังเกตอาการของน้องสาวก็พอจะเดาได้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว หลินลู่ซิงออกมานั่งพักผ่อนอยู่ที่สวน หลินคุนเองก็มานั่งด้วย
“ข้าไม่เป็นอันใดหรอกท่านพี่ ไม่ต้องกังวล”หลินลู่ซิงถอนหายใจเพียงเบาบาง “แต่ที่ข้าไม่เข้าใจ คือทำไมเขาจึงไม่ยอมยกเลิกงานแต่งนี่เสีย”
“ถ้าหากเจ้าไม่อยากแต่ง เราลองหาวิธีอื่นดูหรือไม่” หลินคุนเองก็เป็นห่วงความรู้สึกของน้องสาวยิ่งนัก
“เกรงว่าการแต่งงานคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว...ท่านพี่โปรดใจเย็นและรอดูก่อนเถิด”
“เช่นนั้นก็เป็นอย่างเจ้าว่า” หลินคุนเชื่อว่าน้องสาวย่อมทำการใด ๆ โดยไตร่ตรองดีแล้ว
แสงดาวในสวนค่ำคืนนี้งดงามยิ่งนัก หลินลู่ซิงไม่รู้ว่าจะได้ชื่นชมความงามอย่างสงบสุขแบบนี้ได้นานเท่าใด
นายท่านหลินให้คนมาปลุกหลินลู่ซิงแต่เช้า คนของสกุลเซี่ยนำของขวัญมาให้ พร้อมกับจดหมายหนึ่งฉบับ ใจความด้านในช่างชวนคลื่นเหียนอย่างไรไม่รู้
“หยกชิ้นงามเลือกเจ้าของ เฉกเช่นดังข้าเลือกท่าน หวังว่าคุณหนูจะถูกใจในสิ่งที่ข้ามอบให้”
นี่มันจดหมายรัก หรือข่มขู่กันแน่ หลินลู่ซิงเปิด กล่องไม้ฉลุลวดลายโบตั๋นสวยงาม ด้านในมีเครื่องประดับที่ทำมาจากหยกสีเขียวใส ปิ่นหยกงดงามหมดจด เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าหยกนี้คือหยกน้ำแข็ง สลักลายดอกโบตั๋นที่ประณีต
หลินลู่ซิงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง หากแต่สกุลเซี่ยที่มีฐานะจะนิยมสะสมของล้ำค่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อันใด แต่ที่ทำให้แปลกใจคือเรื่องการเอาใจผู้หญิงต่างหาก
ฉับพลันก็นึกถึงจางจื่อรั่ว เหตุใดจึงมีของเช่นเดียวกันนี้
นอกจากปิ่นหยกแล้ว ยังมีผ้าไหมและของขวัญอื่น ๆ ส่งมาอีกด้วย ในเมื่อเขาอยากส่งมาให้ หลินลู่ซิงก็ไม่ขัดข้องอันใด
“ฝากเรียนคุณชายสามด้วย ว่าข้ารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ทว่าตัวข้าชอบบุรุษที่มีความสม่ำเสมอเป็นยิ่งนัก หวังว่าคุณชายจะเข้าใจ”
พ่อบ้านกลับมารายงานคุณชายสามเซี่ยที่จวนถึงคำพูดของหลินลู่ซิง นั่นทำให้เซี่ยเฟยหรงถึงกลับหัวเราะออกมาเบา ๆ นางคิดจะปล้นข้างั้นรึ
“เช่นนั้นก็ทยอยส่งของไปให้นางเรื่อย ๆ จนกว่านางจะพอใจ อย่างไรเสีย หากแต่งกันแล้ว ข้าวของพวกนั้นก็ต้องตกเป็นของนางอยู่ดี”
“ขอรับนายท่าน บ่าวจะรีบไปดำเนินการ”
“มีข่าวพี่ใหญ่กับพี่รองบ้างหรือไม่”
“เรียนนายน้อย ทั้งสองท่านยังคอยเฝ้าที่ชายแดนอยู่ ทว่าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย จึงมิอาจกลับมาได้ในระยะนี้”
“เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร” เซี่ยเฟยหรงโบกมือให้สัญญาณกับพ่อบ้านเพื่อให้ออกไป
เขามักจะอยู่เงียบ ๆ กับหวังตั๋วเพียงลำพัง ในห้องเงียบ ๆ และไม่ให้ผู้ใดเข้ามาหากไม่มีคำสั่ง
ใครหรือจะขวัญกล้าแอบดูในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องนั้น
สกุลเซี่ยยังคงส่งของขวัญมาให้คุณหนูสามหลินเรื่อย ๆ จนนางเริ่มรู้สึกว่านางคิดผิดที่ไปท้าทายเขาแบบนั้น ว่าที่สามีข้าช่างร่ำรวยยิ่งนัก
ถึงแม้ว่าจะส่งของมามากเพียงใด แต่ก็ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่เขาจะมาเยี่ยมเยือนนางที่เรือนเลยแม้สักครั้ง
“อันที่จริงว่าที่สามีของเจ้าก็แปลกประหลาดอยู่ หากเป็นชายอื่นคงจะมาส่งของให้ด้วยตนเองเพื่อให้ได้เห็นหน้าเจ้าสักน้อยนิดก็ยังดี” ซ่งซื่อมีความกังวลในพฤติกรรมของเซี่ยเฟยหรงอยู่ไม่น้อย ดูคล้ายเขาเพียงแค่ส่งของมาเพื่อเป็นการเอาใจ แต่มิได้มีใจให้แก่บุตรีของนางแต่อย่างใด จริงอยู่ที่เขาเป็นคนทูลขอฮ่องเต้เพื่อสมรสกับบุตรสาว แต่ยังไร้วี่แววที่จะมาพบเจอผู้ใหญ่และพูดคุยให้เป็นเรื่องเป็นราว
คนสกุลเซี่ยนำของมาให้อีกครั้งในวันนี้ แต่คราวนี้ซ่งซื่อปฏิเสธข้าวของเหล่านั้น พร้อมด้วยเหตุผลที่ว่าสกุลหลินนั้นคับแคบ ไม่อาจเก็บของล้ำค่าของคุณชายเซี่ยได้อีกต่อไป ขอให้คุณชายเซี่ยโปรดเข้าใจและไม่จำเป็นต้องส่งมาอีก
พ่อบ้านใหญ่กลับมาส่งข่าวให้เซี่ยเฟยหรงฟัง นอกจากที่จะไม่โกรธ เขากลับยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดี
ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเซี่ยเฟยหรงคิดอย่างไร กระทั่งหวังตั๋วที่เป็นคนสนิทก็ยากจะคาดเดา
“เรื่องที่ข้าให้ไปสืบเป็นอย่างไรบ้าง” เซี่ยเฟยหรงเริ่มอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวของหลินลู่ซิงมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่รู้ว่าทำไมตั้งแต่วันนั้นเขามีความรู้สึกแปลก ๆ ทั้งที่เขาไม่ได้มีใจให้นาง แต่กลับนึกถึงเรื่องราวของนางอยู่ตลอด
“เรียนนายน้อย คุณหนูหลินที่ผ่านมาค่อนข้างเก็บตัว ทำให้ไม่ค่อยได้พบเจอผู้ใด จึงไม่พบว่าพึงใจต่อบุรุษใดจนกระทั่งถึงตอนนี้
“ส่วนโรคที่นางเป็นมิอาจตอบได้ว่าเป็นโรคใด ร่ำลือว่านางถูกพิษจากชายแดนทำให้ร่างกายอ่อนแอกว่าปกติ เกรงว่านางจะ..”
“นางจะอะไร” เซี่ยเฟยหรงเบิกตาขึ้นมองคนสนิทด้วยความสงสัย
“ลือกันว่านางจะอายุไม่ยืน” หวังตั๋วตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเวทนา
“เจ้าเชื่อข่าวลือนั้นด้วยหรือไม่”
“ข้าน้อยเพียงเชื่อแต่ว่านางมีปัญหาสุขภาพ จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอเท่านั้น”
“งั้นก็ดี พรุ่งนี้ข้าจะเข้าวัง เจ้าเตรียมสิ่งนั้นเพื่อนำไปให้ฮ่องเต้ด้วย”
“ขอรับ”
ฮ่องเต้หลี่หมิงซื่อดูท่าทางพอใจกับสิ่งที่เซี่ยเฟยหรงนำมามอบให้ แผนที่ชายแดนผืนใหญ่ที่ละเอียดเห็นชัดเจนถึงทุ่งหญ้า ภูเขา และแม่น้ำ รอบชายแดน ที่ถูกวาดโดยช่างฝีมือ
“ดี ดีมาก ช่างละเอียดและประณีตมาก” ฮ่องเต้ชื่นชมภาพวาดล้ำค่านี้ เพียงมีสิ่งนี้ ก็ทำให้เข้าใจข้าศึกที่จะมารุกรานและตั้งรับได้อย่างท่วงที
“เจ้าอยากได้สิ่งใดเป็นรางวัล”
“พระอาญามิพ้นเกล้า หม่อมฉันเพียงแต่ทำไปด้วยความจงรักภักดี มิได้ปรารถนาสิ่งใดตอบแทน”
“เอาเถิด เราบอกว่าจะให้ก็ย่อมต้องให้ ถ้าอย่างนั้น เราจะรีบจัดงานแต่งให้เจ้าก็แล้วกัน..เฉินกงกง”
“พะยะค่ะ” เฉินกงกงรับคำสั่งของฮ่องเต้
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เซี่ยเฟยหรงรู้สึกว่าฮ่องเต้กำลังพระราชทานอาญาให้มากเสียกว่าตบรางวัลในครั้งนี้
ฮ่องเต้หลี่หมิงซื่อย่อมมีเหตุผลที่จะให้เซี่ยเฟยหรงรีบจัดการแต่งงานให้เร็วที่สุด เพราะหากข่าวลือเป็นจริง พระองค์เองก็กลัวและไม่อยากที่จะต้องสูญเสียพระธิดาอันเป็นที่รักให้เซี่ยเฟยหรงเช่นกัน
กำหนดการงานสมรสพระราชทานถูกกำหนดขึ้นอย่างรวดเร็ว ชุดวิวาห์ถูกส่งมาให้หลินลู่ซิงเพื่อสวมใส่ งานปักและเนื้อผ้าทุกอย่างถูกเลือกอย่างประณีตเพื่อไม่ให้เสื่อมเสียถึงฮ่องเต้ทีพระราชทานงานแต่งให้
หลินลู่ซิงมองดูตนเองในกระจกอยู่เงียบ ๆ อาภรณ์สีแดงราวกับพระเพลิง ดิ้นทองลายดอกโบตั๋นที่ปักอยู่ผ้าและไข่มุกประดับยิ่งทำให้ชุดดูเด่นขึ้น ยามนี้หลินลู่ซิงช่างดูงดงามยิ่งนัก
แต่ถึงแม้ว่านางจะชอบความงามของชุดเพียงใด สีหน้ากลับมิได้ยินดียินร้ายกับงานมงคลในครั้งนี้
นางพลันนึกไปถึงเซี่ยเฟยหรง เขาเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกันมากเท่าใดนัก
“คุณหนูท่านคิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” ลู่หลันถามด้วยความเป็นห่วง งานมงคลนายหญิงของตนไม่ควรมีสีหน้าแบบนี้
“เปล่าหรอก ข้าแค่คิดว่า ชุดวิวาห์นี่งามเหลือเกิน”หลินลู่ซิงมิอาจกล่าวความในใจออกมาได้หมด
“คุณหนูช่างโชคดียิ่งนักที่ได้แต่งงาน” ลู่หลันพูดมันออกมาจากใจแต่กลับไม่ทำให้หลินลู่ซิงรู้สึกดีขึ้น
โชคดีอย่างนั้นหรือ หลินลู่ซิงนึกคร้านในใจ ถ้าอย่างนั้นมันคงเป็นโชคที่ถูกใช้ไปจนหมดแล้ว อิสระที่เคยมีก็กำลังจะหมดไปเช่นกัน
