3 ภรรยาอาภัพ
ในทุกคืน…
ผืนแพรเข้านอนโดยไม่รอสามี เป็นอย่างนี้แทบทุกวัน ภาคินกลับดึกทุกวันจนชิน เท่าที่ผืนแพรเห็นและสังเกตพฤติกรรมเขา เธอค่อนข้างมั่นใจว่าเขาไม่มีเรื่องผู้หญิงอื่น แต่ที่กลับบ้านดึกดื่นเพราะสังสรรค์กับเพื่อนๆแทบจะทุกคืน เหตุผลก็เพราะไม่อยากกลับบ้านมาเจอเมียที่ไม่ต้องการอย่างเธอ
…ข้อดีข้อนี้เป็นเหมือนหยาดน้ำเล็กๆคอยประโลมจิตใจให้มีแรงสู้ อย่างน้อยๆ สามีของเธอไม่เคยนอกใจ ไม่ได้มีเรื่องหญิงอื่นให้ผืนแพรต้องเจ็บปวดมากขึ้น
สิ่งที่เขาเป็นอยู่ ก็เพราะโกรธเคืองเธอที่เหมือนเป็นราคีในชีวิตเขา ทำให้เขาแปดเปื้อน
วันหนึ่งที่เขายอมรับเธอ ทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้น…ผืนแพรบอกตัวเองเช่นนี้ทุกวัน…
เสียงกุกกักในห้องปลุกผืนแพรขึ้นจากนิทรา หันไปมองประตูก็เห็นร่างสูงโปร่งของสามีเดินเซไปมา
นับจากวันแรกที่เข้าหอ…นี่เป็นครั้งที่สามที่เขาดื่มหนักจนขาดสติ
ผืนแพรรีบเข้าไปประคองเช่นเคย แต่ภาคินเมาจนทรงตัวไม่อยู่ล้มลงไปบนเตียง แถมยังคว้าร่างเธอล้มลงไปด้วยกัน
“พี่คิน ไหวไหมคะ”
ดวงตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรามองผืนแพรอย่างปราถนา ก่อนจะซุกใบหน้าเข้าหาซอกคอหอมละมุน
ผืนแพรไม่ได้ถามอะไรต่อ เธอโอนอ่อนไปตามเขา สามปีที่ผ่านมาผืนแพรเรียนรู้ว่าไม่ควรขัดใจเขา ถ้าภาคินเสียอารมณ์เพียงนิดเดียว เพลิงโทสะของชายหนุ่มก็แผดเผาเธอได้ทันตา
อารมณ์รักของภาคินเริ่มรุนแรงขึ้น เขาจับร่างบางถอดชุดนอนตัวบางออก ซุกไซ้ไปตามเรือนร่างน้อยแล้วพรมจูบทั่วร่าง
ผืนแพรรู้ดีว่ามันเป็นไปเพราะความใคร่ไม่ใช่ความรัก แต่เธอก็ยอม…อย่างน้อยๆช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาเดียว ที่ผืนแพรจะได้ความสุขจากตัวผู้เป็นสามีอย่างเขา
“อ๊ะ! พี่คิน”
“เงียบน่า!”
เขาคำรามในคอ ก่อนจะก้มลงไปขบฟันลงกับเนื้อนุ่มด้วยแรงราคะ ทุกครั้งที่เขาอารมณ์พลุ่งพล่านกว่าปกติ บทรักของเขาจะรุนแรงเกินกว่าผืนแพรจะรับไหว หากเธอก็กัดฟันทน
‘ถ้าไม่พอใจ ก็จะไปกินที่อื่น’
ครั้งหนึ่งภาคินเคยขู่เธอแบบนั้น
ผืนแพรส่งเสียงครวญครางเมื่อเขาผนึกร่างกายส่วนล่างเข้าหา ปลดปล่อยจังหวะรักอย่างรุนแรง จนร่างน้อยสั่นสะเทือนไปมา
ภาคินกำลังจะถึงปลายฝัน เขาก็ครวญครางออกมา
“ลิษา ลิษา”
“อะไรนะคะพี่คิน”
“เงียบน่า!”
ภาคินดุเธอ ก่อนที่ร่างหนาจะกระตุกเฮือก จากนั้นก็ทิ้งร่างทาบทับลงมาหาเธออย่างหมดแรง ผืนแพรเองก็ถึงฝั่งฝัน วงแขนน้อยโอบกอดร่างสามีไว้
“พี่คิน พี่คินคะ”
ภาคินฟุบกับอกอวบอยู่นานจนเธอต้องเรียก เขางึมงำเพราะเมาจนสติเหลือน้อยเต็มที ผืนแพรจึงดันร่างเขาออก พาร่างบอบบางของตัวเองลุกขึ้น
เมื่อสำรวจร่างกายเปลือยเปล่าก็พบรอยฟันของเขาทิ้งไว้ตามผิวเนื้อบาง
ตรงท้องน้อยก็ยังเจ็บหน่วง แต่หญิงสาวก็พยายามยกร่างของเขาขึ้นเพื่อจัดท่าทางให้นอนดีๆ แล้วก็หันไปเก็บเสื้อผ้าของเขาหย่อนลงตะกร้า จากนั้นเธอก็เดินเข้าไปในห้องน้ำ นำอ่างใบเล็กรองน้ำและผ้าขนหนูหนึ่งผืนเพื่อเช็ดตัวให้เขาและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้
หญิงสาวทำเช่นนี้ทุกครั้งที่เขาเมามายจนไม่ได้สติ
เมื่อเสร็จสิ้นทุกอย่าง ผืนแพรก็จะล้มตัวลงนอนข้างๆ เขา
เธอเห็นเขาหลับสนิท จึงขยับกายเข้าไปกอดร่างใหญ่ของสามีไว้หลวมๆอย่างระวัง เพราะเกรงว่าเขาจะรู้สึกตัวตื่น
นี่เป็นช่วงเวลาเดียว ที่เธอสามารถรับไออุ่นจากเขาได้ โดยที่ไม่โดนเขาผลักไสเหมือนตอนมีสติ
“แพรรักพี่นะคะพี่คิน…แพรจะพยายาม…จะทำให้พี่ยอมรับแพรให้ได้…”
ผืนแพรปรารภกับภาคินที่หลับไหลไม่รู้เรื่อง
เธอพยายามอย่างที่สุด ที่จะประคับประคองความสัมพันธ์ของเธอกับเขาให้ตลอดรอดฝั่ง
บอกตัวเองเสมอว่าถ้าเขาเป็นไฟ เธอจะเป็นน้ำ
แม้ในหลายๆครั้ง น้ำน้อยอย่างเธอก็ถูกไฟกาฬอย่างเขาแผดเผาจนแห้งเหือดไม่เหลือชิ้นดี
หลายวันต่อมาหลังจากวันนั้น
ในช่วงเย็น…ผืนแพรก็พบว่า วันนั้นสามีกลับมาบ้านเร็วกว่าปกติ
ภาคินเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ปู่พุฒินาถกำลังนั่งอ่านหนังสือ ส่วนเธอก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆ
ผืนแพรไม่ใช่คนหัวดีนัก แต่เธอก็เป็นคนสรรรู้สรรอ่านพอสมควร มุมโต๊ะหนังสือจึงเป็นอีกมุมหนึ่งที่ทำให้เธอผ่อนคลายจากความเครียดได้บ้าง
เมื่อเห็นร่างสามี ผืนแพรก็คลี่ยิ้มอย่างยินดี เพราะเข้าใจว่าเย็นนี้เขากลับมาทานมื้อเย็นด้วยกัน ซึ่งน้อยครั้งมากที่ภาคินจะอยู่ร่วมโต๊ะมื้อเย็น นับตั้งแต่แต่งงานกันมา
“อ้าว เจ้าคิน กลับมาไวนี่ พายุจะเข้าละมั้ง”
“วันนี้ไม่มีอะไรมากครับ ผมเคลียร์งานเสร็จแล้ว”
“งั้นก็ดีเลย อยู่พร้อมหน้ากันแบบนี้ งั้น…เราไปทานมื้อเย็นที่โรงแรมดีกว่า เดี๋ยวให้เจ้าสรรค์บุ๊คไว้ให้…”
“ผมไม่ไปนะครับ ผมแค่กลับมาเปลี่ยนชุด ผมต้องไปธุระ”
ปู่พุฒินาถขมวดคิ้วมุ่น
“ธุระอะไรของแก”
“ก็…งานเลี้ยงบ้านเพื่อนครับ”
“ฉันเห็นแกกินเลี้ยงกับเพื่อนทุกวัน วันนี้ไม่ไปสักวันคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”
“เป็นครับ เพราะผมนัดเพื่อนไว้แล้ว”
“เออดี! เพื่อนมันสำคัญกว่าเมีย มีเวลาให้เพื่อนทุกวัน แต่ไม่มีเวลาให้เมียสักครั้ง ย้ายไปอยู่บ้านเพื่อนเสียคงดี…”
“ถ้าปู่อนุญาตผมก็จะไปครับ”
“ไอ้คิน! แกอย่ามาพูดชุ่ยๆนะ นี่เมียแกทั้งคน แกเคยดูแลใส่ใจเขาอย่างที่เขาดูแลแกบ้างไหม”
ประมุขของบ้านขึ้นเสียง น้อยครั้งที่จะได้เห็นท่านเวลาโมโหเดือดดาล เหล่าแม่บ้านที่ปัดกวาดอยู่ตรงนั้นรวมทั้งผืนแพรเองก็พากันใจสั่นเป็นแถบๆ
มีเพียงหลานชายของท่านที่ยังยืนหลังตรง เชิดหน้าอย่างไม่นึกกลัว
“แล้วยังไง ก็ผมไม่ได้ร้องขอนี่…”
“ไอ้คิน!”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณปู่ ไว้พี่คินว่างก็ได้ ไปตอนไหนก็ได้ค่ะ”
ผืนแพรบอกออกไปเพื่อลดแรงโทสะของประมุขชรา ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ภาคินยิ่งหงุดหงิด เพราะเข้าใจว่าเธอกำลังสร้างภาพ พูดเพื่อเอาใจคุณปู่ และเอาดีเข้าตัวเอง
“ผมขอตัวนะ ผมรีบไปแต่งตัว”
ภาคินบอกแค่นั้นแล้วก็สาวเท้าเดินตรงไปที่บันไดหรู ผืนแพรรีบพับหนังสือลงและเก็บเข้าชั้น
“แพรขอตัวไปดูเสื้อผ้าให้พี่คินก่อนนะคะคุณปู่”
จากนั้นหญิงสาวก็รีบลุกตามเขาไป เพราะทุกครั้งเธอจะต้องเข้าไปช่วยเขาแต่งตัวตามหน้าที่
ปู่พุฒินาถมองตามร่างหลานสะใภ้ด้วยความสงสารแกมชื่นชม
ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ต้องแบกรับความรู้สึกอึดอัดมากมาย แต่เธอก็ไม่เคยปริปากถึงความร้ายกาจของสามีให้เขาฟังสักครั้ง ซ้ำยังคอยดูแลและปกป้องเจ้าหลานชายตัวดีเสียอีก
หลานสะใภ้เรียบร้อยซื่อสัตย์ และรักหลานชายของเขามากมาย เขาเลือกผืนแพรให้หลานชายเพราะอยากปูอนาคตดีๆไว้ให้
เขาหวังว่าสักวัน ภาคินจะเข้าใจความหวังดีนี้ ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายไป…
ผืนแพรตามภาคินเข้ามาในห้อง เพื่อที่จะเลือกชุดที่เธอซักรีดหอมๆให้ เธอเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วถามเขาพร้อมรอยยิ้มหวาน
“พี่คินจะใส่ชุดไหนเหรอคะ”
“ไม่ละอายใจบ้างเหรอแพร”
ประโยคที่เขาเอ่ย กลบรอยยิ้มของเธอไปจนหมด
“กี่ครั้งแล้วที่เธอทำให้ฉันทะเลาะกับปู่ ทุกอย่างที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะเธอ”
“แพรทำอะไรผิด…”
“ก็ถ้าพ่อแม่เธอไม่ยัดเยียดเธอมา ฉันก็ไม่ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ไง เพราะคำพูดของพ่อแม่เธอ ตัวเธอ ปู่ฉันก็เลยบ้าจี้ตามพวกเธอ ไม่งั้นฉันก็ไม่ต้องโดนบังคับหรอก”
“ถ้าแพรจำไม่ผิด พี่เป็นคนตอบตกลง…”
“ก็ต้องตกลงสิ คุณปู่ให้ฉันเลือกระหว่างแต่งงานแล้วได้ทุกอย่าง กับการไม่มีชื่อในมรดกสักชิ้น”
“แต่พี่ก็เลือกนี่คะ สุดท้ายพี่เลือกแต่งกับแพร พี่ก็เลือกเอง”
“ฉันไม่ได้เลือกเธอ ฉันเลือกมรดกของฉัน เธอไม่ได้มีค่าอะไรเท่ากับทรัพย์สินของฉัน จำไว้ด้วย!…”
วาจาเจ็บแสบเชือดเฉือน ทำให้ผืนแพรเริ่มแสบร้อนตรงหัวตา นัยน์ตาเริ่มแดงเรื่อ ความเจ็บแสบทางคำพูดของเขา มันทำร้ายเธอได้มากกว่าที่เขาคิด
เพียงแต่เขาไม่เคยรู้เลย
หรืออาจจะรู้…แต่ก็เลือกจะทำ
“ทำไม จะร้องไห้เหรอ ร้องสิ…ร้องเลย น้ำตาเธอมันหลอกปู่ฉันได้ แต่หลอกฉันไม่ได้หรอกนะแพร”
“แพรไม่ร้องหรอกค่ะ แค่คำพูดแรงๆแพรทนได้ แพรก็ทนเหมือนวัวเหมือนควายนั่นแหละค่ะ”
“ใช่สิ ไม่งั้นเธอไม่หน้าด้านอยู่ที่นี่มาได้ตั้งสามปีหรอก เงินมันหอมหวานล่ะสิ แลกกับการได้ใช้ชีวิตเป็นคุณนาย สบายใช่ไหมล่ะ หึ!”
ภาคินยิ้มหยันทิ้งท้าย แล้วหันไปดึงเสื้อผ้าจากตู้ จากนั้นเขาก็เดินเข้าห้องแต่งตัวไป
ทิ้งให้ผืนแพรยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิม ปล่อยสายธารน้ำตาไหลลงมาช้าๆ โดยไร้เสียงสะอื้น
ไม่ใช่เพียงแต่ตัวเขาที่ออกไป แต่ผืนแพรรู้สึกว่าใจของเธอก็เริ่มห่างเขาไปเรื่อยๆเช่นกัน
‘พี่คิน เมื่อไหร่พี่จะมองแพรดีๆบ้าง แพรเหนื่อยเหลือเกิน…’
ผืนแพรปรารภในใจด้วยอารมณ์ท้อแท้และเหนื่อยล้า
สามปีที่ผ่านมา มีเพียงความหวังน้อยๆที่เหลืออยู่
แต่มันก็ลีบเล็กลง เล็กลงเรื่อยๆ จนจะกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายเต็มที
