4
ลมกลางคืนพัดเข้ามาอีกระลอก เปลวเทียนสั่นไหว เงาของซูเยว่หลันทอดยาวบนพื้นหินเย็นเฉียบ ราวกับแม้คืนนี้ทั้งจวนจะเต็มไปด้วยความสูญเสีย แต่เงานั้นกลับยืนหยัดไม่ยอมล้ม นางเพิ่งสูญเสียบิดาและพี่ชายในวันเดียว และในวันเดียวกันนั้นเอง ราชโองการสมรสก็ถูกส่งมาถึงจวนซู ประตูชะตากรรมอีกบานได้เปิดออกแล้วโดยที่ซูเยว่หลันไม่มีสิทธิ์เลือกปิดมัน
หลังราชโองการสมรสมาถึงจวนซู บรรยากาศทั้งจวนก็ยิ่งเงียบงันกว่าเดิม หากก่อนหน้านี้ความเศร้าโศกเป็นเหมือนหมอกหนาหนักที่ปกคลุมเรือนใหญ่ทั้งเรือน
หลังจากนั้นมันกลับกลายเป็นแรงกดทับที่มองไม่เห็นแต่ทำให้ทุกคนหายใจลำบากขึ้นทุกขณะ
โถงใหญ่ยังคงตั้งศพของซูเจิ้นกั๋วและซูจิ้งเฉินไว้อย่างสมเกียรติ ผ้าขาวและแสงเทียนส่องให้เงาของผู้คุกเข่าไว้ทุกข์ทอดยาวไปทั่วพื้นหินเย็นเฉียบ กลิ่นธูปไม่เคยจางหายตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่ต่อให้จวนซูยังอยู่ในช่วงโศกเศร้า งานที่ต้องทำก็ยังมีมากมาย
ตั้งแต่พิธีรับศพ การเชิญพระมาสวด การเตรียมสุสาน ไปจนถึงการรับแขกที่ทยอยมาแสดงความเสียใจ
หลายเรื่องที่แต่ก่อน ซูเจิ้นกั๋วหรือซูจิ้งเฉินจะเป็นผู้ตัดสินใจ บัดนี้กลับตกอยู่ในมือของสตรีเพียงสามคนในจวน ฮูหยินเฒ่าซูประคองจวนด้วยประสบการณ์
ซูฮูหยินผู้เป็นมารดาพยายามฝืนลุกขึ้นมาจัดการเรื่องภายใน
ส่วนซูเยว่หลัน กลับเป็นคนที่รับภาระหนักที่สุดโดยไม่เอ่ยปากบ่นแม้เพียงคำเดียว
ยามเช้าวันที่สามหลังรับศพกลับจวน แสงอ่อนสีเทาส่องลอดผ่านหน้าต่างกระดาษเข้ามาในห้องหนังสือเล็กด้านข้างเรือนหลัก
ซูเยว่หลันนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้แดง มีสมุดบัญชี รายการพิธี และแผ่นรายชื่อแขกวางเรียงอยู่เต็มโต๊ะ ใบหน้างามซีดลงเพราะพักผ่อนไม่พอ แต่แววตากลับนิ่งกว่าทุกวัน
ชิงเอ๋อร์ถือถาดชาเดินเข้ามา เมื่อเห็นกองเอกสารบนโต๊ะก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อีกครั้ง
“คุณหนูเจ้าคะ...” นางวางถาดลงเบา ๆ
“เมื่อคืนท่านแทบไม่ได้นอนเลยนะเจ้าคะ”
ซูเยว่หลันไม่เงยหน้าขึ้น
“หนึ่งยามได้กระมัง”
“หนึ่งยาม” ชิงเอ๋อร์ขึ้นเสียงทันที
“อย่างนั้นจะเรียกว่านอนหรือเจ้าคะ เรียกว่าเผลอหลับยังดูดีมากกว่า!”
ซูเยว่หลันวางพู่กันลงชั่วครู่แล้วมองสาวใช้คนสนิท
“ถ้าเจ้ามัวแต่โวยวาย ข้าจะไม่ได้นอนแม้แต่หนึ่งยาม” ชิงเอ๋อร์อ้าปากค้าง
“คุณหนู ข้าขอโทษเจ้าคะ แต่ข้าเป็นห่วงคุณหนูนี่เจ้าคะ”
“ข้ารู้” ซูเยว่หลันตอบเรียบ
“ข้าจึงยังให้เจ้ายืนอยู่ตรงนี้”
ชิงเอ๋อร์พ่นลมหายใจฟึดฟัด แต่สุดท้ายก็ยื่นถ้วยชาให้นางอย่างอ่อนแรง
“ดื่มก่อนเถิดเจ้าค่ะ ถ้าท่านล้มไปอีกคน ข้าคงต้องแบกทั้งจวนไว้คนเดียว”
ซูเยว่หลันรับถ้วยชาไปจิบเล็กน้อยแล้วตอบนิ่ง ๆ
“อย่างเจ้าแบกได้แต่ปาก”
“แบกดาบได้ด้วยเจ้าค่ะ” ชิงเอ๋อร์รีบแก้
“ถ้าคุณหนูอนุญาต ข้าจะไปฟันคนที่นอกประตูจวนให้หมดเลย”
ซูเยว่หลันเลิกคิ้ว
“คนไหน”
ชิงเอ๋อร์ขยับเข้าใกล้แล้วลดเสียง
“คนพวกนั้นที่มางานศพแต่สายตาเหมือนมาชั่งน้ำหนักว่าจวนซูจะล้มเมื่อไรเจ้าค่ะ ข้าเห็นแล้วคันมือ”
คราวนี้ซูเยว่หลันยอมวางถ้วยชาแล้วมองหน้าสาวใช้ตรง ๆ
“ถ้าเจ้าฟันพวกเขาหมดจริง ๆ ทางการก็มาชั่งน้ำหนักจวนซูเร็วกว่าเดิม”
ชิงเอ๋อร์เม้มปาก
“เช่นนั้นข้าจะฟันแต่คนละเบา ๆ”
“เบาของเจ้า หมายถึงนอนสามเดือนกระมัง”
สาวใช้คนสนิทกะพริบตาปริบ ๆ แล้วหลุดหัวเราะออกมาในที่สุด ห้องเล็ก ๆ ที่อึมครึมอยู่หลายวันจึงคล้ายมีลมเบาพัดผ่าน แต่เพียงไม่นาน บ่าวในเรือนก็เดินเข้ามาคุกเข่ารายงาน
“คุณหนู ข้างนอกมีคนจากตระกูลโจวและตระกูลหยางมาคารวะศพขอรับ”
ซูเยว่หลันพยักหน้า
“จัดให้นั่งรอที่โถงหน้า ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
“ขอรับ”
เมื่อบ่าวถอยออกไป ชิงเอ๋อร์กลับเบะปากทันที
“ตระกูลโจวกับตระกูลหยางหรือเจ้าคะ ข้าว่าพวกเขาไม่ได้มาแค่คารวะศพหรอก”
“แน่นอนว่าไม่ใช่” ซูเยว่หลันลุกขึ้นช้า ๆ พลางจัดแขนเสื้อสีไว้ทุกข์ให้เรียบ
“คนหนึ่งอยากดูว่าจวนซูยังมีมูลค่าให้คบหาหรือไม่ อีกคนอยากรู้ว่าราชโองการสมรสจะเปลี่ยนฐานะข้าอย่างไร”
“เช่นนั้นท่านยังจะออกไปพบอีกหรือเจ้าคะ”
“ต้องพบ”
“ทำไมเจ้าคะ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าพวกเขามาดูถูก”
ซูเยว่หลันหันมามองชิงเอ๋อร์ แววตานิ่งสนิท
“ยิ่งพวกเขาอยากเห็นข้าอ่อนแอ ข้ายิ่งต้องไปให้เขาเห็นว่าข้ายังยืนอยู่”
ชิงเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าแรง ๆ
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะยืนข้างท่าน แล้วส่งสายตาถลึงใส่พวกเขาเอง”
“ไม่ต้อง”
“เหตุใดเล่าเจ้าคะ”
“เสียแรงเปล่า” ซูเยว่หลันเดินออกจากห้อง
“สำหรับคนบางจำพวก แค่ข้ายืนเฉย ๆ เขาก็อึดอัด
พอแล้ว”
ชิงเอ๋อร์รีบเดินตาม พลางพึมพำเบา ๆ
“คุณหนูของข้านี่น่ากลัวจริง ๆ”
“เจ้าพูดอะไร”
“ข้าชมท่านอยู่เจ้าค่ะ” นางรีบยิ้มประจบเจ้านายสาวในทันที
ช่วงสายผ่านไปอย่างเชื่องช้า แขกที่มาคารวะศพพูดจาไว้ทุกข์อย่างเหมาะสม แต่คำปลอบเหล่านั้นหลายคำกลับซ่อนปลายแหลมไว้ชัดเจน
“คุณหนูซูช่างน่าสงสารนัก เพิ่งเสียท่านแม่ทัพกับคุณชายไปพร้อมกัน แล้วยังต้องเตรียมแต่งงานอีก”
