บทย่อ
"แต่งงานสามปี เขาไม่เคยแม้แต่จะเข้าห้องหอ" ซูเยว่หลัน บุตรสาวแม่ทัพผู้ล่วงลับ ถูกฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้แต่งกับแม่ทัพหนุ่มรูปงาม หลี่เจิ้ง แต่คืนแต่งงาน สามีของนางกลับถูกส่งไปออกรบ และตั้งแต่นั้น นางก็กลายเป็นเพียง ฮูหยินที่ไม่มีสามี เมื่อเขากลับมา เขากลับพาหญิงคนรักและลูกกลับจวน พร้อมประกาศจะลดขั้นนางเป็น อนุภรรยา แม่ผัวร้าย สามีทรยศ หญิงอื่นเหยียบย่ำ พวกเขาคิดว่านางจะยอมจำนน แต่พวกเขาไม่รู้ว่า หญิงที่ถูกดูถูกผู้นี้ กำลังรวบรวมหลักฐานทีละชิ้น เพื่อล้มจวนแม่ทัพทั้งจวน และในวันที่นางหย่าสามีชั่ว ใต้หล้ากลับต้องตะลึง เมื่อชายผู้หนึ่งเปิดเผยตัวตน เขาคือ ฮ่องเต้แห่งแผ่นดิน และหญิงที่พวกเขาเคยดูถูก กำลังจะกลายเป็น ฮองเฮาแห่งใต้หล้า
1
ลมหนาวพัดแรงเหนือทุ่งรบที่ยังคละคลุ้งด้วยกลิ่นเลือด ธงศึกสีดำปักเอียงอยู่บนผืนดินชุ่มโคลน ม้าศึกไร้เจ้าของเดินวนอย่างสับสน เสียงคร่ำครวญของทหารบาดเจ็บดังแว่วมาจากไกล ๆ แต่เมื่อสายลมพัดผ่าน ทุกเสียงกลับจมหายไปเหลือเพียงความเงียบที่น่าหวาดหวั่นตรงกลางซากความพินาศนั้น ร่างในชุดไว้ทุกข์สีขาวยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลัก
ซูเยว่หลันยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ชายผ้าเปื้อนเลือดมากไปกว่าเดิม ดวงตาคู่งามทอดมองกองร่างที่ถูกคลุมด้วยผ้าหยาบสองร่างตรงหน้า โดยไม่กะพริบแม้สักครั้ง
ข้างกายนางคือชิงเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทกัดริมฝีปากแน่นจนซีด มือที่ถือร่มสั่นไม่หยุด นางพยายามยืนให้มั่นคง แต่สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไม่ไหว
“คุณหนู...” ชิงเอ๋อร์เสียงเครือ
“กลับกันเถิดเจ้าค่ะ หากท่านยังยืนตากลมหนาวอยู่อีก เดี๋ยวจะล้มเอา”
ซูเยว่หลันไม่ได้ตอบทันที นางก้าวเข้าไปทีละก้าว คุกเข่าลงช้า ๆ ต่อหน้าร่างทั้งสอง มือเรียวสวยยื่นออกไปเปิดผ้าคลุมออกครึ่งหนึ่ง
ใบหน้าของซูเจิ้นกั๋ว แม่ทัพใหญ่แห่งต้าเซิ่ง ผู้เคยทำให้ศัตรูครั่นคร้าม บัดนี้ซีดเผือดไร้ชีวิต ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ ซูจิ้งเฉินพี่ชายคนเดียวของนาง ผู้เคยหัวเราะเสียงดังและสัญญาว่าจะปกป้องน้องสาวไปตลอดชีวิต
วันนี้เขานอนนิ่งอยู่เคียงข้างบิดา ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีคำปลอบโยน และไม่มีวันลืมตาขึ้นมาอีก
ชิงเอ๋อร์ยกมือปิดปาก ร้องไห้ออกมาในที่สุด แต่ซูเยว่หลันกลับนิ่งเหลือเกิน
นิ่งเสียจนทหารเฒ่าที่นำทางนางมาเริ่มใจไม่ดี เขาคุกเข่าลงอย่างละล่ำละลัก
“คุณหนูซู เป็นความผิดของข้าน้อยที่คุ้มกันนายท่านและคุณชายไม่ดี โปรดลงโทษด้วยเถิด!”
ซูเยว่หลันค่อย ๆ วางผ้าคลุมกลับดังเดิม ก่อนหันไปมองทหารเฒ่า
“ใต้เท้าเหอ” นางเอ่ยเรียบ ๆ
“สนามรบไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะกำหนดเป็นกำหนดตายได้ ท่านตามบิดาและพี่ชายข้ามาหลายปี คำขอโทษนี้ไม่จำเป็น” น้ำเสียงของนางไม่ดังนัก แต่กลับทำให้คนฟังเจ็บลึกในอกยิ่งกว่าเสียงร่ำไห้ ทหารเฒ่าผู้นั้นก้มหน้าลงกับพื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม
ซูเยว่หลันเงยหน้ามองท้องฟ้าหม่นมัว สูดลมหายใจลึก ๆ คล้ายต้องการกดความปวดร้าวทั้งหมดลงไปใต้ทรวงอก
“เก็บศพท่านพ่อกับพี่ใหญ่ให้เรียบร้อย” นางกล่าว
“เราจะพาท่านทั้งสองกลับบ้าน”
คำว่า “บ้าน” หลุดออกจากริมฝีปากแล้วกลับแทงใจนางเอง บ้านที่กลับไปครั้งนี้ จะไม่มีบุรุษสองคนที่เป็นเสาหลักของตระกูลซูอีกต่อไป
ชิงเอ๋อร์รีบเช็ดน้ำตา ลุกขึ้นไปช่วยจัดการทุกอย่างทันที ถึงกระนั้นปากก็ยังไม่วายพึมพำอย่างเคียดแค้น
“พวกสุนัขในเมืองหลวงพอรู้ข่าว ต้องเริ่มคิดกันแล้วว่าตระกูลซูหมดอำนาจ ท่านดูเถิดเจ้าค่ะ พวกมันต้องโผล่หัวออกมาทีละตัวแน่” ซูเยว่หลันหันไปมองสาวใช้คนสนิท ดวงตาอ่อนลงเพียงน้อยนิด
“เจ้าจะร้องไห้หรือจะด่าคนอื่นกันแน่”
ชิงเอ๋อร์สะอึกสะอื้นก่อนตอบทั้งน้ำตา
“ข้าร้องไปด้วย ด่าไปด้วยได้เจ้าค่ะ” เป็นประโยคที่ฟังดูน่าขันอย่างประหลาด แม้ในห้วงแห่งความตาย ซูเยว่หลันก็เกือบเผลอยกมุมปากขึ้น แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงส่ายหน้าเบา ๆ
“ชิงเอ๋อร์”
“เจ้าค่ะ”
“อย่าให้ใครเห็นว่าเราอ่อนแอ”
ชิงเอ๋อร์ยืดอกทันที
“ต่อให้ฟ้าถล่ม ข้าก็จะยืนบังให้คุณหนูเองเจ้าค่ะ”
ซูเยว่หลันมองนางครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา
“ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าบังฟ้า”
“เช่นนั้นให้ข้าบังคนเลว ๆ ก็ได้เจ้าค่ะ”
คราวนี้ซูเยว่หลันหลุดหัวเราะสั้น ๆ ออกมาจริง ๆ เสียงนั้นเบามาก แต่ในสนามรบที่เงียบงันกลับชัดเจนเหลือเกิน
ชิงเอ๋อร์มองนางแล้วตาแดงกว่าเดิม เพราะรู้ดีว่าคุณหนูของตนไม่ได้หัวเราะง่าย ๆ เช่นนี้ในวันที่หัวใจแตกสลาย นางคุกเข่าลงข้างซูเยว่หลันแล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น
“คุณหนู ต่อให้ทั้งโลกทอดทิ้งท่าน ข้าก็จะไม่ทิ้ง”
ซูเยว่หลันหันไปมอง ในที่สุดแววตาที่เย็นนิ่งตลอดทั้งเช้าก็ไหววูบเล็กน้อย
“ข้ารู้” สองคำสั้น ๆ แต่มากพอให้ชิงเอ๋อร์เช็ดน้ำตาแล้วลุกขึ้นไปสั่งคนงานต่อทันที ขบวนเกวียนศพเคลื่อนกลับเมืองหลวงช้า ๆ ตลอดทาง มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยคุกเข่าริมถนน บ้างร้องไห้ บ้างพนมมือคารวะ เพราะซูเจิ้นกั๋วกับซูจิ้งเฉินคือผู้ที่ออกไปรบเพื่อบ้านเมืองหลายต่อหลายครั้ง
แต่ในความอาลัยนั้น ซูเยว่หลันเห็นสิ่งอื่นปะปนอยู่ด้วย แววตาหวาดหวั่น แววตาลอบมอง แววตาประเมินทุกคนต่างรู้ว่า เมื่อแม่ทัพซูสิ้น ตระกูลซูย่อมเหลือเพียงสตรีในจวน และเมื่อจวนหนึ่งไม่มีบุรุษค้ำหัว คนจำนวนไม่น้อยย่อมคิดว่าจวนนั้นอ่อนแอ
ชิงเอ๋อร์ขี่ม้าเคียงเกวียน พลางเหลือบมองสองข้างทางอย่างระแวดระวัง
“คุณหนู คนพวกนั้นมองท่านเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักว่าจะรังแกง่ายหรือไม่”
“ก็ปล่อยให้พวกเขาชั่งไป” ซูเยว่หลันตอบจากในเกวียน
“ใครพลาด ก็ต้องจ่ายราคาเอง”
ชิงเอ๋อร์นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วค่อยแย้มยิ้ม
“เจ้าค่ะ ข้าชอบตอนท่านพูดเช่นนี้ที่สุด”
เกวียนแล่นผ่านประตูเมืองเข้าสู่เมืองหลวงยามเย็น เงาตะวันสีชาดทาบลงบนกำแพงสูง ทั้งเมืองคล้ายจมอยู่ในสีเศร้าหม่น หน้าจวนซูมีโคมขาวแขวนเรียงรายตั้งแต่บ่ายแล้ว

