2
เมื่อเกวียนหยุดลง สาวใช้และบ่าวรับใช้ในจวนต่างร้องไห้ระงม ซูฮูหยินผู้เป็นมารดาของซูเยว่หลันแทบทรุดลงกับพื้นทันทีที่เห็นศพสามีและบุตรชาย นางก้าวโซเซออกมาโดยไม่สนใจมารยาทใด ๆ
“ท่านพี่!... จิ้งเฉิน!...”
ซูเยว่หลันรีบประคองมารดาเอาไว้
“ท่านแม่”
ซูฮูหยินคว้าแขนบุตรสาวแน่น ดวงตาบวมแดงจนแทบลืมไม่ขึ้น
“เยว่หลัน...พวกเขา...พวกเขา...” คำพูดขาดหายไปกับเสียงสะอื้น นางแทบยืนไม่ไหว
ด้านหลังนั้นคือฮูหยินเฒ่าซู ผู้เป็นย่าเดินออกมาช้า ๆ แม้อายุจะมาก แต่แผ่นหลังยังตรง ดวงตาคมกริบที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งชีวิตมองผ้าขาวสองผืนบนเกวียนเพียงครู่เดียวก่อนหลับตาลง มือเหี่ยวย่นกำไม้เท้าแน่นจนข้อนิ้วขาว แต่ฮูหยินเฒ่าซูไม่ร้องไห้ นางเอ่ยเพียงว่า
“ยกนายท่านกับคุณชายเข้าเรือนเถิด” น้ำเสียงนั้นเรียบจนชวนปวดใจยิ่งกว่าเสียงร่ำไห้ใด ๆ
คนทั้งจวนรีบทำตามคำสั่ง ซูเยว่หลันช่วยประคองมารดาเข้าไปด้านใน ขณะเดินผ่านธรณีประตู นางเงยหน้ามองป้ายจวนซูที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ ป้ายเดิมจวนเดิม แต่ทุกอย่างกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
คืนนั้น จวนซูเต็มไปด้วยกลิ่นธูป ซูเจิ้นกั๋วและซูจิ้งเฉินถูกตั้งศพในโถงใหญ่ คนของตระกูล ทยอยกันมาคารวะ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมาด้วยความจริงใจ บางคนพูดปลอบ บางคนถอนใจ แต่สายตาที่ลอบมองซูเยว่หลันกลับซ่อนความหมายไว้มากมาย
“น่าเสียดายจริง ๆ ตระกูลซูมีเพียงคุณหนูเยว่หลันคนเดียวแล้ว”
“จากนี้คงลำบากไม่น้อย...”
“หญิงล้วนทั้งจวน จะรับมือไหวหรือ” คำพูดกระซิบกระซาบเล็ดลอดมาตามลม ชิงเอ๋อร์ยืนอยู่ไม่ไกล กัดฟันดังกรอด นางอยากพุ่งเข้าไปตบปากคนเหล่านั้นนัก แต่ซูเยว่หลันส่ายหน้าเบา ๆ
“ปล่อยพวกเขา”
ชิงเอ๋อร์ก้มหน้าลง
“ข้าได้ยินแล้วมันคันมือเจ้าค่ะ”
“เจ้าคันมือทั้งวันอยู่แล้ว”
สาวใช้คนสนิทเงยหน้าขึ้นทันที
“ข้าคันมือเป็นเวลาเจ้าค่ะ ตอนเห็นคนชั่วเท่านั้น”
ซูเยว่หลันเกือบยิ้มอีกครั้ง แต่สายตากลับหันไปเห็นมารดานั่งคุกเข่าอยู่หน้าโลงศพด้วยท่าทางเหมือนถูกดูดวิญญาณออกจากร่างแล้ว รอยยิ้มที่ริมฝีปากจึงเลือนหายไป
นางเดินเข้าไปนั่งข้างซูฮูหยิน คุกเข่าลงพร้อมกันโดยไม่พูดอะไร ผ่านไปครู่หนึ่ง ซูฮูหยินจึงเอ่ยแผ่วเบา
“เยว่หลัน แม่ไร้ประโยชน์เหลือเกิน”
“ท่านแม่อย่าพูดเช่นนั้น”
“พ่อเจ้าอยู่ชายแดนก็มีเสาหลัก พี่ชายเจ้าอยู่จวนซูก็มีคนสืบทอด แต่ตอนนี้...” ซูฮูหยินเสียงสั่น
“ตอนนี้เหลือเพียงพวกเรา”
ซูเยว่หลันมองควันธูปที่ลอยขึ้นเหนือโลงศพ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
“เหลือเพียงพวกเรา ก็ใช่ว่าจะยืนไม่ได้”
ซูฮูหยินหันมามองบุตรสาวคล้ายอยากพูดอะไรอีก แต่ฮูหยินเฒ่าซูเดินเข้ามาก่อน ผู้เฒ่านั่งลงฝั่งตรงข้าม หลับตาอยู่ชั่วอึดใจก่อนกล่าวว่า
“เยว่หลัน พรุ่งนี้คนในวังคงส่งคนมาถามเรื่องศพ”
“หลานทราบเจ้าค่ะ”
“ช่วงนี้เจ้าต้องระวังคำพูดทุกคำ ก้าวทุกก้าว” ผู้เฒ่าซูเปิดตาขึ้นช้า ๆ
“เวลาจวนหนึ่งอ่อนแอ คนที่อยากเหยียบซ้ำจะมีมากกว่าคนที่อยากช่วย” ซูเยว่หลันรับคำอย่างสงบ
“หลานจะจำไว้”
ฮูหยินเฒ่าซูจ้องหลานสาวอยู่พักหนึ่ง แววตาแข็งกร้าวอ่อนลงนิดเดียว
“เจ้าเหมือนพ่อเจ้ามากกว่าแม่เสียอีก” ซูฮูหยินน้ำตาไหลอีกครั้งเมื่อเอ่ยถึงสามี
ซูเยว่หลันจึงยื่นมือไปกุมมือมารดาเอาไว้ ขณะเดียวกันชิงเอ๋อร์ก็ย่องมานั่งเงียบ ๆ ด้านหลังนางอย่างรู้หน้าที่ ไม่พูดแทรกแม้แต่คำเดียว ภายในโถงใหญ่จมอยู่ในความเงียบงัน กระทั่งบ่าวเฝ้าประตูวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา แล้วคุกเข่าลงเสียงดัง
“ฮูหยินเฒ่า! ฮูหยิน! คุณหนู!” เขาหอบหายใจ
“มีคนจากวังมาขอรับ!” ทุกคนชะงัก ชิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วก่อนใคร
“ดึกป่านนี้?” ฮูหยินเฒ่าซูจับไม้เท้าแน่นขึ้น
“ผู้ใดมา”
บ่าวผู้นั้นก้มหน้าลง
“เป็น...เป็นขันทีหลวงเจ้าค่ะ และ...มีราชโองการมาด้วย” คำว่า “ราชโองการ” ทำให้ทั้งโถงแข็งค้างไปครู่หนึ่ง
ซูฮูหยินหน้าซีด
“ในเวลาเช่นนี้ เหตุใดจึงมีราชโองการ...”
ชิงเอ๋อร์สบถในลำคอเบา ๆ อย่างลืมตัว
“ไม่มีเรื่องดีแน่”
ซูเยว่หลันลุกขึ้นช้า ๆ ชายแขนเสื้อสีขาวของนางไหวตามแรงลม ดวงตาคู่งามไม่มีความหวาดหวั่น มีเพียงความเย็นสงบ
“เชิญเข้ามาเถิด”
ไม่นานนัก ขันทีหลวงในชุดสีเข้มก็เดินนำคนของวังเข้ามาในโถงใหญ่ มือถือม้วนผ้าไหมเหลืองอร่าม รัศมีของ
วังหลวงในค่ำคืนแห่งการไว้ทุกข์ช่างดูแปลกแยกและเย็นชา ทุกคนในจวนซูคุกเข่าลงตามธรรมเนียม
ซูเยว่หลันคุกเข่าหน้าแถว ถัดไปคือฮูหยินเฒ่าซู ซูฮูหยิน และเหล่าบ่าวไพร่
ขันทีหลวงกวาดตามองรอบโถงอย่างรวดเร็ว สายตาหยุดที่โลงศพทั้งสองเพียงแวบหนึ่ง ก่อนคลี่ราชโองการออกแล้วประกาศเสียงสูง
“รับสั่งจากฮ่องเต้” ลมกลางคืนพัดเข้ามาในโถงใหญ่ เปลวเทียนไหววูบ
“บุตรสาวแม่ทัพซู ซูเยว่หลัน เป็นสตรีเพียบพร้อม กิริยางดงาม สมควรเป็นคู่ครองขุนนางฝ่ายบู๊ บัดนี้แม่ทัพหนุ่มหลี่เจิ้ง มีความดีความชอบ สมควรได้รับพระมหากรุณา จึงมีพระราชโองการประทานสมรส ให้ซูเยว่หลันเข้าพิธีแต่งงานกับหลี่เจิ้งในหนึ่งเดือนนับจากนี้ ห้ามขัดราชโองการ” เสียงประกาศยังดังต่อไป
