5
“ต่อไปมีจวนแม่ทัพหลี่หนุนหลัง ฮูหยินซูคงสบายใจขึ้นไม่น้อย”
“สตรีอย่างท่าน แม้บ้านเดิมจะล้ม แต่หากมีสามีดี ก็ยังถือว่ามีวาสนา” ทุกประโยคฟังเหมือนปลอบ แต่ทุกประโยคก็ล้วนตอกย้ำว่าจวนซูไม่มีเสาหลักอีกแล้ว
ซูเยว่หลันรับคำด้วยสีหน้าสุขุม ไม่เถียง ไม่แสดงอารมณ์ จนเมื่อบุตรสะใภ้ตระกูลหยางคนหนึ่งยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยขึ้นต่อหน้าหลายคน
“ถึงอย่างไรคุณหนูซูก็ยังโชคดีกว่าสตรีมากมายนัก อย่างน้อยก็ได้แต่งกับแม่ทัพรูปงามที่ผู้คนหมายปองกันทั้งเมือง หากเป็นข้า ต่อให้ไว้ทุกข์หนักเพียงใด ก็คงถือว่าเป็นข่าวมงคล” สิ้นคำนั้น โถงรับแขกก็เงียบลงนิดหนึ่ง เพราะคำว่า “ข่าวมงคล” ฟังอย่างไรก็ไม่เหมาะจะเอ่ยในเรือนศพ
ชิงเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านหลังซูเยว่หลัน กำมือแน่นจนเส้นเอ็นขึ้นชัด แต่ซูเยว่หลันเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ แล้ววางลงดังเดิม ก่อนเอ่ยเรียบ ๆ
“ฮูหยินหยางพูดถูก”
อีกฝ่ายคลี่ยิ้มกว้างขึ้นนิดหนึ่ง ซูเยว่หลันจึงกล่าวต่ออย่างสงบ
“เรื่องมงคลเช่นนี้ หากท่านชอบนัก ข้ายินดีอธิษฐานให้บุตรสาวท่านได้พบเจอบ้างในวันตั้งศพคนในครอบครัว” คนทั้งห้องแข็งค้างทันที ฮูหยินหยางหน้าชา
“เจ้า!”
ชิงเอ๋อร์รีบก้มหน้าลง แต่ไหล่กลับสั่นน้อย ๆ ด้วยความกลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว
ซูเยว่หลันยังคงสีหน้าเดิม
“ข้าพูดผิดหรือ หากท่านเห็นว่าเป็นข่าวมงคล ก็ควรแบ่งวาสนานี้ให้คนใกล้ตัวด้วยจึงจะถูก”
ฮูหยินหยางหน้าเขียวสลับแดง รีบลุกขึ้นด้วยสีหน้าแข็งทื่อ
“วันนี้...เห็นทีข้าคงรบกวนมากไปแล้ว”
“เชิญตามสบาย” ซูเยว่หลันตอบ
เมื่อคนกลุ่มนั้นจากไป ชิงเอ๋อร์ก็รีบพุ่งเข้ามาทันที
“คุณหนู!” นางกดเสียงต่ำแต่แววตาเป็นประกาย
“เมื่อครู่ท่านพูดได้สะใจยิ่งนัก!”
ซูเยว่หลันรับถ้วยชาจากนางใหม่อีกครั้ง
“ข้าเพียงตอบตามคำพูดนาง”
“แต่คำตอบนั้นทำเอาฮูหยินหยางหน้าเบี้ยวเชียวเจ้าค่ะ”
“ถ้านางไม่เอ่ยคำที่ไม่ควรเอ่ยก่อน ข้าก็ไม่จำเป็นต้องสอนมารยาทให้นาง”
ชิงเอ๋อร์ยิ้มกว้าง
“สมแล้วที่เป็นคุณหนูของข้า” ซูเยว่หลันเหลือบมอง
“เจ้าพูดเหมือนกำลังชมม้าศึก”
“ถ้าท่านเป็นม้าศึกจริง ข้าก็จะเป็นคนถือแส้ให้เจ้าค่ะ”
“ข้าว่าเจ้าคงเป็นคนวิ่งไล่กัดคนข้างทางมากกว่า”
ชิงเอ๋อร์ทำหน้ามุ่ยทันที
“คุณหนู!” แม้จะเป็นเพียงบทสนทนาสั้น ๆ แต่ก็ทำให้ความอึมครึมในอกของซูเยว่หลันคลายลงเล็กน้อย กระนั้นงานใหญ่ยังไม่จบ ยามบ่าย ซูเยว่หลันต้องออกไปดูสุสานตระกูลซูนอกเมืองด้วยตนเอง เพราะแม้ฮูหยินเฒ่าซูจะยืนยันให้คนของจวนจัดการได้ แต่นางกลับไม่วางใจ หากเป็นเรื่องของบิดาและพี่ชาย นางอยากเห็นทุกอย่างด้วยตา
ทางไปสุสานอยู่เชิงเขาด้านตะวันตก ต้องผ่านถนนหินเก่าและแนวป่าเบญจพรรณที่คนสัญจรไม่มากนัก
รถม้าคันเล็กของจวนซูเคลื่อนตัวออกจากเมืองในยามบ่ายคล้อย ท้องฟ้าเหนือยอดเขาถูกเมฆสีเทากลืนกินทีละน้อย ลมเย็นพัดใบไม้แห้งปลิวผ่านหน้าต่าง
ภายในรถม้า ซูเยว่หลันนั่งอ่านรายชื่อของที่ต้องใช้ในพิธีฝัง ส่วนชิงเอ๋อร์นั่งตรงข้าม คอยชำเลืองออกไปนอกม่านเป็นระยะ
“คุณหนู” ชิงเอ๋อร์ลดเสียง
“ข้ารู้สึกเหมือนมีคนตามมาเจ้าค่ะ”
ซูเยว่หลันไม่เงยหน้า
“เจ้าคิดว่าตามมาจากในเมืองหรือเพิ่งเริ่มตาม”
“น่าจะตั้งแต่ออกจากประตูเมืองเจ้าค่ะ แต่ไม่แน่ชัด ข้าเห็นเงาอยู่สองครั้ง”
ซูเยว่หลันวางแผ่นรายชื่อลงอย่างสงบ
“แล้วเจ้าคิดว่าเป็นคนของตระกูลใด”
“ถ้าให้เดา คงมีได้หลายพวก” ชิงเอ๋อร์ทำหน้าเบ้
“พวกอยากประจบ พวกอยากจับผิด หรือพวกอยากรู้ว่าคุณหนูจะล้มเมื่อไร”
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้ตาม”
“ท่านไม่กลัวหรือเจ้าคะ”
“กลัวแล้วเขาจะเลิกตามหรือ”
ชิงเอ๋อร์นิ่งไป ก่อนพยักหน้า
“ไม่เลิกเจ้าค่ะ”
“เพราะฉะนั้นเก็บแรงไว้ดีกว่า”
ชิงเอ๋อร์ถอนหายใจ
“บางครั้งข้าก็ไม่รู้ว่าท่านใจแข็งหรือใจเย็นกันแน่”
ซูเยว่หลันตอบโดยไม่คิด
“ถ้าข้าใจไม่แข็ง ป่านนี้เจ้าคงร้องไห้ท่วมเมืองไปแล้ว”
สาวใช้คนสนิทเม้มปาก
“ท่านชอบว่าเรื่องข้าร้องไห้เหลือเกิน”
“ก็เจ้าเกือบร้องทุกชั่วยามจริง”
“ข้าร้องเฉพาะตอนเศร้า ตอนโกรธ ตอนหิว ตอน
ง่วง”
ซูเยว่หลันยกมือห้าม
“พอเถิด ข้าเข้าใจแล้วว่าเจ้าร้องได้ตลอดเวลา”
ชิงเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนอดหัวเราะเองไม่ได้ รถม้าเคลื่อนต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงเชิงเขา สุสานตระกูลซูตั้งอยู่ในพื้นที่เงียบสงบ มีต้นสนสูงเรียงตัวอยู่สองข้างทาง บรรยากาศวังเวงแต่สงบ
ซูเยว่หลันลงจากรถ ตรวจดูตำแหน่งสุสานใหม่ที่กำลังเตรียมไว้ข้างหลุมของบรรพชนด้วยตนเอง นางถามรายละเอียดเรื่องหินจารึก เรื่องพิธี และเรื่องทหารที่คอยอารักขาอย่างละเอียดจนคนดูแลสุสานไม่กล้าพลาดแม้แต่น้อย ชิงเอ๋อร์ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล คอยสังเกตทุกทิศทางไม่ห่าง
กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม เสียงนกยามเย็นค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสน
“กลับกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู” ชิงเอ๋อร์เดินเข้ามาใกล้
“มืดกว่านี้ทางจะยิ่งเปลี่ยว”
ซูเยว่หลันพยักหน้า ก่อนหันกลับไปมองพื้นที่ซึ่งอีกไม่นานจะเป็นที่พำนักนิรันดร์ของบิดาและพี่ชาย นางยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะ
