บทที่ 6
เฟยอวี้จัดการเปลี่ยนชุดกลับมาเป็นชุดเดิมด้วยความรู้สึกหดหู่ นางเดินกลับมานั่งลงที่ตำแหน่งเดิมท่ามกลางสายตาเยาะเย้ยของเหล่าสนมด้วยกันเองโดยเฉพาะเฉินเสี่ยวอิน ที่พอนางเดินมาก็รีบเอ่ยกระซิบถากถางถึงความล้มเหลวของการแสดงเมื่อครู่ทันที ทว่าเฟยอวี้กลับไม่มีอารมณ์จะโต้ตอบ นางเอาแต่ถอนหายใจทิ้งด้วยความเสียดายเงินรางวัลที่หลุดลอยไป ทั้งที่ตรากตรำซ้อมมาหลายวันแต่ทุกอย่างกลับพังทลายเพียงชั่วพริบตา
นางนั่งนิ่งพลางทอดถอนใจจนแทบไม่ได้สนใจเหตุการณ์กลางลานพิธี ซึ่งบัดนี้ เกาเต๋อเฉิง หัวหน้าขันที กำลังร่ายราชโองการปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่เหล่าทหารตามลำดับชั้น จนกระทั่งดำเนินมาถึงผู้นำทัพสูงสุดอย่าง รุ่ยอ๋อง
“เยี่ยนจงเหลียน ศึกครั้งนี้เจ้ามีความชอบใหญ่หลวงนัก เจ้าต้องการรางวัลอันใดก็ว่ามาเถิด ข้าจะให้เจ้าตามที่ปรารถนาทุกประการ”
สิ้นเสียงฮ่องเต้รุ่ยอ๋องก้าวออกมาคุกเข่าเบื้องหน้าพระที่นั่ง แววตาคมกริบฉายชัดถึงเจตจำนงที่แน่วแน่
“ฝ่าบาททรงแน่พระทัยแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะว่าจะประทานให้ทุกอย่าง?”
“ข้าพูดคำไหนคำนั้น” ฮ่องเต้ตอบพลางสบตาน้องชายอย่างรู้ทัน
“ถ้าเช่นนั้น... กระหม่อมขอพระสนมฉู่เฟยอวี้พ่ะย่ะค่ะ เมื่อครู่กระหม่อมได้ชมการร่ายรำของนางแล้วรู้สึกถูกตาต้องใจยิ่งนัก จึงอยากขอนางมาแต่งเป็นพระชายาเอกในตำหนักรุ่ยอ๋องของกระหม่อม”
สิ้นคำขอนั้น บรรยากาศทั่วทั้งงานพลันเงียบกริบก่อนจะเกิดเสียงฮือฮาดังระงมไปทั่ว เพราะไม่มีใครคาดคิดว่ารุ่ยอ๋องจะกล้าทูลขอสตรีของพี่ชาย และที่สำคัญคือมิได้ขอไปเป็นเพียงนางบำเรอ แต่กลับยกย่องขึ้นเป็นถึงพระชายาเอก!
เฟยอวี้ที่กำลังนั่งเหม่อลอยสะดุ้งสุดตัวเมื่อพบว่าสายตาทุกคู่พุ่งตรงมาที่นางเป็นจุดเดียว นางมองซ้ายมองขวาอย่างเหลอหลาด้วยความไม่เข้าใจสถานการณ์ ทว่าก่อนที่ฮ่องเต้จะตรัสสิ่งใด ฉู่เจิ้งหนาน บิดาของนางก็รีบก้าวออกมาคุกเข่าคัดค้านทันที
“กระหม่อมขอให้ฝ่าบาทโปรดทรงตรึกตรองอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ! แม้นางจะเป็นบุตรสาวของกระหม่อม แต่กิริยามารยาทนั้นยังไม่เรียบร้อย อีกทั้งมารดาก็เป็นเพียงสตรีต่ำต้อย เกรงว่าหากขึ้นเป็นถึงพระชายาเอกจะดูไม่คู่ควรยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!”
เฟยอวี้ฟังแล้วก็มองบิดาด้วยสายตาเย็นเยียบทันที นางรู้ดีว่าบิดาผู้นี้ไม่ได้เป็นห่วงราชวงศ์อย่างคำพูดแต่เขากลัวนางจะหลุดพ้นจากการควบคุมและได้ดีจนเกินหน้าเกินตาต่างหาก เท่านั้นไม่พอขุนนางผู้อื่นรวมถึงเฉิงอี้เทียนอดีตคู่หมั้นของนางก็ก้าวออกมากล่าวอ้างถึงความไม่เหมาะสมด้วยอีกคน
ทว่าคำพูดของพวกมดปลวกมีหรือจะทำให้รุ่ยอ๋องยั้งมือลงเขาเพียงแต่จ้องมองพี่ชายด้วยรอยยิ้มเย็นเยือกก่อนเอ่ยต่อ
“ฝ่าบาทว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ หรือจะทรงกลับคำ?”
ฮ่องเต้ทรงสรวลเบา ๆ ก่อนจะตรัสเสียงก้องกังวล “ฉู่เฟยอวี้ ก้าวออกมาข้างหน้า”
เฟยอวี้พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงหลังจากนางเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุจึงเกิดเช่นนี้ขึ้นก็ตาม แต่ตอนนี้นางไม่อาจขัดรับสั่งของโอรสสวรรค์ได้
“หม่อมฉันฉู่เฟยอวี้เพคะ”
ไม่รอเวลาให้ผ่านไปนานฮ่องเต้ก็ตรัสถามทันที
“เจ้าเต็มใจหรือไม่?”
สมองของเฟยอวี้หมุนวนอย่างรวดเร็ว แม้นางจะยังไม่เข้าใจว่ารุ่ยอ๋องต้องการสิ่งใดจากนางกันแน่ แต่นี่คือโอกาสทองที่จะตอกหน้าบิดาผู้ลำเอียง อีกทั้งการเป็นชายาเอกของท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจย่อมมั่นคงกว่าการเป็นสนมท้ายวังเป็นไหน ๆ นางไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว
“หม่อมฉัน... เต็มใจเพคะ”
คำตอบเพียงประโยคเดียวสั้น ๆ ทำเอาบิดาและอดีตคู่หมั้นหน้าซีดเผือด บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความกดดันหลากหลายอารมณ์ ทว่าท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ มีเพียงดวงตาคมกริบของรุ่ยอ๋องเท่านั้นที่วาวโรจน์ด้วยความพึงใจ ราวกับเสือร้ายที่เพิ่งตะปบเหยื่อล้ำค่าเอาไว้ได้สำเร็จในที่สุด
หลังจบงานเลี้ยงฉลองอันวุ่นวาย เฟยอวี้เดินแยกออกมาตามทางเดินที่เงียบสงบ นางบอกให้ชุ่ยจูเดินนำกลับตำหนักไปก่อนเพราะนางต้องการอยู่กับตัวเองเพื่อคิดทบทวนเรื่องราวใหญ่โตที่เพิ่งเกิดขึ้น ทว่าในความสลัวนั้นกลับมีมือหนึ่งกระชากแขนของเฟยอวี้อย่างแรงจนตัวปลิว
“อวี้เอ๋อร์เจ้าจะรีบไปไหน! ตอบข้ามาว่านี่มันเรื่องอะไรกัน!”
เฟยอวี้หันขวับไปมองด้วยความตกใจก็พบว่าเจ้าของแรงคือเฉิงอี้เทียน บัดนี้ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยโทสะ เขาบีบข้อมือนางแน่นจนนางนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด ลืมสิ้นซึ่งกิริยาสุภาพบุรุษที่เคยมีเหลือเพียงสภาพปิศาจที่ความหึงหวงครอบงำ
“เจ้าจะแต่งให้รุ่ยอ๋องจริงหรือ เจ้าแอบไปมีสัมพันธ์กับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงได้กล้าขอเจ้ากลางงานเช่นนี้!”
“ปล่อยข้า!”
เฟยอวี้ไม่ตอบแต่พยายามสะบัดแขนออกอย่างสุดแรง ทว่าเขากลับยิ่งกำแน่นขึ้นจนนางแทบจะร้องไห้เพราะความเจ็บปวด เมื่อเห็นสีหน้าของเฟยอวี้อี้เทียนจึงได้สติขึ้นมาก่อนจะยอมคลายแรงมือเล็กน้อยแต่ยังคงจับรั้งนางไว้ไม่ให้ไปไหน
“เจ้าลืมความรักของเราแล้วหรืออวี้เอ๋อร์? ข้าบอกให้เจ้ารอข้าก่อนไง ข้าจะหาทางพาเจ้าหนีออกจากวังนี้เอง หรือจะหนีไปตอนนี้เลยก็ย่อมได้”
เฟยอวี้แค่นยิ้มอย่างสมเพชทันใด แววตาที่มองเขาในชาตินี้ไม่มีความรักหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว บัดนนี้เหลือเพียงความเจ็บปวดจากความทรงจำในชาติก่อนที่ย้ำเตือนนางเสมอมาว่าบุรุษตรงน่าเชื่อถือไม่ได้เพียงใด