บทที่ 5
ชุ่ยจูถามเสียงสั่นอย่างวิตกกังวล ทว่ากลับต่างจากเจ้านายยิ่งนัก เฟยอวี้ถอนหายใจยาวพลางเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก
“ไม่ต้องกังวลไป ข้าคาดไว้อยู่แล้วว่าการชิงดีชิงเด่นในวังมันน่ากลัว ข้าจึงสั่งตัดชุดสำรองไว้อีกชุดหนึ่ง เผื่อว่าจะมีคนพยายามสกัดขาข้าไม่ให้งามเกินหน้าเกินตา”
ไม่พูดเปล่าเฟยอวี้เดินตรงไปที่เตียงนอนแล้วล้วงมือเข้าไปใต้หมอน หยิบห่อผ้าที่ซ่อนไว้ออกมา เมื่อคลี่ออกทั้งชุ่ยจูและเสี่ยวเฉินถึงกับมองตาค้างทันใด
ชุดใหม่นี้เป็นผ้าเนื้อบางสีขาวสะอาดตา ทว่าความโปร่งแสงของมันกลับเย้ายวนยิ่งกว่าชุดสีแดงเดิมเสียอีก หากสวมใส่ออกไปคงไม่ต่างจากการนำหิมะในฤดูคิมหันต์มาห่อหุ้มร่างกายที่งดงามกลมกลืนเป็นแน่
“ชุดนี้เดิมทีข้าเก็บไว้เพราะมันดู... เปิดเผยไปเสียหน่อยแต่ในเมื่อไม่มีชุดสีแดงนั่นแล้ว ข้าก็ไม่มีทางเลือกที่จะต้องสวมมัน เพราะข้าจะไม่ยอมชวดเงินรางวัลเด็ดขาด!”
เฟยอวี้ประกาศด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวสีหน้ามุ่งมั่น ส่วนสองบ่าวอย่างชุ่ยจูและเสี่ยวเฉินกลับหันมองหน้ากันด้วยสายตาเวทนาปนหวาดเสียวในใจ
ณ ลานพิธีตกแต่งงดงาม เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงสร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง ขณะที่เมื่อถึงเวลาเริ่มงานขบวนเสด็จของคนในราชวงศ์นำโดยฮ่องเต้อย่างเยี่ยนหมิงเทียนก็เดินผ่านตรงกลางผ่านสองข้างทางที่ขนาบด้วยเหล่าขุนนางขั้นสูงและครอบครัวที่คุกเข่าถวายพระพรอย่างพร้อมเพรียง ในขณะที่เหล่าทหารกล้าที่ร่วมกรำศึกได้รับการจัดเลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่อยู่บริเวณชั้นนอกขอบเขตพระราชวัง
ฉู่เฟยอวี้นั่งอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนมาทางด้านหลังตามลำดับยศสนมของนาง ทำให้ลานการแสดงกึ่งกลางดูไกลออกไปเล็กน้อย สายตาคมเหลือบมองโดยรอยก็ยังพอสังเกตเห็นครอบครัวสกุลฉู่ที่มาร่วมงานกันครบครัน ทั้งบิดา จ้าวซื่อ พี่ใหญ่พร้อมสะใภ้ ชิงเยียนและไห่ถังน้องชายตัวแสบที่ดูจะตื่นตาตื่นใจกับความหรูหรา
ทว่าจังหวะที่นางกวาดสายตาผ่านไปต่อไปนั้นดันไปสบเข้ากับดวงตาหลี่เล็กที่จ้องมองนางอยู่แล้วของเฉิงอี้เทียนอดีตคู่หมั้นที่นั่งอยู่ในกลุ่มขุนนางรุ่นเยาว์ เขาจ้องมองนางอย่างตกตะลึงจนลืมมารยาท เพราะในอดีตเฟยอวี้มักสวมเพียงชุดสีซีดจืดชืดและใบหน้าไร้เครื่องประทินผิว แต่ยามนี้นางกลับงดงามผุดผ่องจนเขามิอาจละสายตาได้ เฟยอวี้เพียงแค่นยิ้มเย็นในใจก่อนจะเชิดหน้ามองผ่านเขาไปราวกับเห็นเพียงอากาศธาตุ
สายตาของนางเลื่อนไปหยุดอยู่ที่เบื้องบนที่นั่งตำแหน่งประธาน ฮ่องเต้เยี่ยนหมิงเทียนดูสง่างามสมเป็นโอรสสวรรค์ กลิ่นอายความสุขุมและเปี่ยมอำนาจของพระองค์แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นที่ชวนให้ผู้คนยำเกรง หากเปรียบเทียบเขากับบุรุษที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันอย่างรุ่ยอ๋องผู้มีศักดิ์เป็นน้องชายต่างมารดาแล้วนั้น ออกจะดูแตกต่างชัดเจนอยู่บ้าง
แม้ทั้งคู่จะมีเค้าโครงใบหน้าคล้ายคลึงกัน แต่รุ่ยอ๋องกลับแผ่ซ่านความสง่างามที่ดิบเถื่อน เย็นชา และดุดันราวกับพยัคฆ์ที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ เฟยอวี้เผลอสำรวจรูปลักษณ์ของเขาเนิ่นนานเกินไป จนกระทั่งคนถูกมองรู้ตัว เยี่ยนจงเหลียนตวัดสายตาคมกริบกลับมาสบประสานกับนางทันควัน!
เฟยอวี้สะดุ้งโหยง หัวใจกระตุกวูบและเต้นรัวแรงจนแทบหลุดออกมาจากอก นางรีบก้มหน้ามองตักตนเองทันทีด้วยความเลิ่กลั่ก ไม่คิดว่าเขาจะจับสังเกตได้ไวถึงเพียงนี้ ความรู้สึกร้อนผ่าวลามไปทั่วใบหน้าจนนางไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองทางนั้นอีกเลย
จนกระทั่งนางกำนัลผู้หนึ่งเดินเข้ามาซิบที่ข้างหูเพื่อเรียกให้ไปเตรียมตัวสำหรับการแสดง เฟยอวี้จึงลุกขึ้นเดินเลี่ยงออกจากกลุ่มสนมไป ความตื่นเต้นที่ต้องขึ้นเวทีสลายความตกใจเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะคว้าเงินรางวัลกลับมาให้ได้
ณ ลานกว้างกลางพิธี แสงโคมไฟถูกปรับให้สว่างไสวขึ้นเพื่อต้อนรับการแสดงชุดหนึ่งของสนมฉู่ เหล่านางรำในชุดสีขาวนวลเดินเยื้องกรายเข้ามาประจำที่ ทว่าท่ามกลางหญิงงามมากมายนั้นมีหญิงงามโดดเด่นอย่างฉู่เฟยอวี้ยืนตระหง่านอยู่ตรงกลาง
ชุดร่ายรำสีขาวตัวสำรองของนางนั้นบางเบาและแทบแนบเนียนไปกับผิวพรรณนวลเนียน ยามที่นางขยับกาย ผ้าไหมโปร่งแสงพลิ้วไหวไปตามจังหวะ เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าที่งดงามชวนฝันและช่วงเอวคอดกิ่วที่ขยับเขยื้อนอย่างมีเสน่ห์ เหล่าขุนนางบุรุษทั่วทั้งงานต่างพากันนิ่งงัน ลืมสิ้นแม้กระทั่งจอกเหล้าในมือ สายตาโหยหาจับจ้องไปที่ร่างอรชรนั้นเป็นจุดเดียว
เฟยอวี้เริ่มร่ายรำด้วยท่วงท่าที่มารดาพร่ำสอน นางมิได้สนใจสายตาหิวกระหายรอบข้าง แต่กลับจงใจทอดสายตาเย้ายวนโปรยเสน่ห์ไปที่ฮ่องเต้ผู้เป็นสามีเพียงผู้เดียว นางรู้ดีว่ามูลค่าของรางวัลจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความพอใจของโอรสสวรรค์ นางจึงทุ่มเททุกกระบวนท่าเพื่อให้เขาลุ่มหลง
ทว่าในขณะที่การแสดงกำลังดำเนินไปถึงจุดที่ตราตรึงใจที่สุด...
ตึง!
เสียงเส้นสายพิณที่บรรเลงคลออยู่พลันขาดสะบั้นลงพร้อมกันอย่างน่าอัศจรรย์ แรงสั่นสะเทือนนั้นดังสนั่นจนกลบเสียงดนตรีอื่นหมดสิ้น การร่ายรำที่พลิ้วไหวหยุดชะงักลงทันที เฟยอวี้ยืนนิ่งค้างกลางลานพิธีด้วยความมึนงง ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นทว่ากลับดูน่าทะนุถนอมจนบุรุษในงานแทบอยากจะเข้าไปโอบอุ้ม
แต่ความเงียบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเสียงตะคอกทรงอำนาจที่แฝงไปด้วยความเดือดดาลดังขึ้นจนผู้คนสะดุ้งสุดตัว
“สายพิณขาดสะบั้นเช่นนี้ถือเป็นลางไม่ดี! ยังไม่รีบเปลี่ยนการแสดงอีกหรือ!”
เป็น รุ่ยอ๋อง เยี่ยนจงเหลียน นั่นเองที่เป็นต้นเหตุ เขาใช้ลมปราณอันแกร่งกล้าตัดสายพิณจนขาดเพียงเพราะทนดูไม่ได้อีกต่อไป ทั้งโทสะที่เห็นนางสวมชุดที่อันตรายยิ่งกว่าซากผ้าสีแดงที่เขาทำลายไปเมื่อคืนวาน และความริษยาที่เห็นนางเอาแต่ส่งสายตาชมดชม้อยให้พี่ชายของเขาอย่างไม่ลดละ
เฟยอวี้ตกใจจนหน้าถอดสีเมื่อถูกเสียงตะคอกนั้นข่มขวัญ นางรีบคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ร่างบางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวรุ่ยอ๋องจากก้นบึ้งของหัวใจ นางรีบก้มหน้าไม่กล้าสบตาเขาแม้แต่เสี้ยววินาที ก่อนจะลนลานถอยออกไปจากการแสดงทันที
ทว่าที่น่าเสียใจยิ่งกว่าความอับอายก็คือความทุ่มเทพยายามของนางไม่มีแม้สักเงินก้อนเดียวตอบแทน!
