บท
ตั้งค่า

บทที่ 7

“คุณชายเฉิง ข้าขอให้เจ้าลืมเรื่องอดีตทั้งหมดระหว่างเราไปเสีย ข้าไม่รักเจ้าและไม่คิดจะรอคนอย่างเจ้าอีกต่อไปแล้ว”

“เจ้าพูดง่ายเหลือเกินนะ!” อี้เทียนตะคอกกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าใครที่เคยช่วยเจ้าจากการถูกกลั่นแกล้งตั้งแต่เด็กยันโต ใครที่เป็นสหายเพียงคนเดียวที่ดีกับเจ้า!”

เฟยอวี้ส่ายหน้าให้ก่อนเอ่ยตอบเสียงแข็ง

“ข้าไม่ลืม แต่ความผูกพันของเราจบตั้งแต่วันที่เจ้ารับคำสั่งของบิดาข้าและไปสู่ขอชิงเยียนหมั้นแทนที่จะเป็นข้าแล้ว!”

หากเขาไม่ทำเช่นนั้นมีหรือที่นางจะต้องเข้าสู่กรงทองเช่นตอนนี้ ทั้งที่คนที่ควรจะเข้าสู่วังหลังคือฉู่ชิงเยียนที่คุณสมบัติครบต่างหาก

หลังได้ฟังคำพูดของเฟยอวี้ก็ทำให้อี้เทียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบแก้ตัวอย่างลื่นไหลทันที “เรื่องนั้นหากข้าไม่ทำ บิดาเจ้าก็จะไม่พอใจข้า... อวี้เอ๋อร์เจ้าก็รู้ว่าข้ายังมีตำแหน่งขุนนางไม่มั่นคงขะ--”

“พอแล้วข้าไม่อยากฟัง เราจบกันเพียงเท่านั้นเจ้าไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับข้าอีก!”

เฟยอวี้ไม่อยากฟังคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นอีกต่อไปนางพยายามเดินหนีทว่าความหึงหวงกลับทำให้เฉิงอี้เทียนขาดสติ เขารวบตัวนางเข้ามากอดแน่นจนหายใจแทบไม่ออกก่อนจะกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงคุกคาม

“คิดว่าเพียงเจ้าอยากจากไปก็จะไปได้งั้นหรือ... ข้าไม่ยอมปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ หรอก!”

เขาก้มลงซุกไซ้ที่ซอกคอของเฟยอวี้หมายจะบังคับจุมพิตเพื่อตีตราจอง เฟยอวี้รวบรวมแรงทั้งหมดกระทืบลงบนเท้าของเขาอย่างจัง เมื่อเขาเผลอคลายอ้อมกอด นางก็หมุนตัวถีบเข้าที่เป้าของเขาเต็มแรงจนอี้เทียนทรุดตัวลงกองกับพื้นนั่นเป็นโอกาสให้นางรีบหนีแต่เขากลับคว้าข้อเท้าเล็กไว้จนเฟยอวี้เสียหลักล้มลงกับพื้น

“มานี่!” เขาพยายามลากร่างของนางเข้าหาตัวด้วยความบ้าคลั่ง

พลั่ก!

ทว่ายังไม่ทันที่มือของเขาจะถึงตัวนาง ร่างของเฉิงอี้เทียนก็กระเด็นลอยละลิ่วไปไกลด้วยแรงเตะมหาศาลจากใครบางคนที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ

รุ่ยอ๋องหรือเยี่ยนจงเหลียนนั่นเอง...

เยี่ยนจงเหลียนสาวเท้าเข้าหาเฉิงอี้เทียนที่นอนคุดคู้ด้วยความจุกเสียดจากการถูกเตะกี่ทีไม่รู้กี่ที อ๋องหนุ่มใช้ปลายเท้าเหยียบลงบนกลางลำตัวของอีกฝ่ายย้ำจุดเดียวที่ถูกกอบกุมไว้ก่อนจะเริ่มขยี้ใส่แรงลงไปอย่างช้า ๆ น้ำหนักเท้าที่มหาศาลทำให้อี้เทียนเบิกตาโพลงกรีดร้องโหยหวนขอชีวิตอย่างหมดสภาพ กลิ่นอายสังหารจากรุ่ยอ๋องเข้มข้นจนบรรยากาศโดยรอบเย็นเยือกราวกับถูกแช่แข็ง

ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะออกแรงปลิดชีวิตมดปลวกตรงหน้า เสียงครางแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวดจากเบื้องหลังก็หยุดยั้งเขาไว้เสียก่อน

“อึก... เจ็บ...”

เฟยอวี้พยายามจะหยัดกายลุกขึ้น แต่ข้อเท้าที่ถูกกระชากจนเคล็ดกลับทำให้ร่างบางทรุดฮวบลงไปอีกครั้ง รุ่ยอ๋องละเท้าจากเหยื่อทันที เขาสะบัดมือเป็นสัญญาณเพียงนิด องครักษ์เงาก็โผล่ออกมาจากความมืดเข้าล็อกตัวเฉิงอี้เทียน กดใบหน้าของมันให้แนบสนิทไปกับพื้นดินจนขยับเขยื้อนไม่ได้แทบทุกส่วนยกเว้นลูกกระตา

“ปล่อยข้านะ! นี่มันในเขตพระราชฐานนะ ท่านอ๋อง... จะทำเช่นนี้ไม่ได้!”

อี้เทียนตะโกนก้องทั้งที่ใบหน้ายังบี้อยู่กับดิน ทว่ารุ่ยอ๋องกลับหาได้ใส่ใจต่อคำขู่เหล่านั้นไม่ เขารีบปรี่เข้าไปประคองร่างบางขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนของตน

สำหรับเฟยอวี้แล้วไม่ว่าชาติที่แล้วหรือก่อนหน้านี้ นางกลัวท่านอ๋องผู้แผ่รังสีเยือกเย็นจนแทบไม่กล้าสบตา แต่ไม่รู้เหตุใดพอได้มองเข้าไปในดวงตาของบุรุษเจ้าของอ้อมกอดใกล้ ๆ นางถึงรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด

“อย่าให้ถึงตายเลยเพคะ” เฟยอวี้เอ่ยเสียงแผ่วพลางยึดฉลองพระองค์ของเขาไว้มั่น แต่พอนางสังเกตเห็นว่าหลังนางพูดห้ามออกไปนั้นส่งผลให้รุ่ยอ๋องที่มองนางอย่างห่วงใยแปรเปลี่ยนเป็นแววตาเหี้ยมเกรียมแทนนางจึงรีบพูดต่อทันที “หม่อมฉันเกรงว่าชื่อเสียงของท่านอ๋องจะมัวหมอง อีกทั้งที่นี่คือในวัง หากมีคนตายเรื่องจะลุกลามใหญ่โตนะเพคะ”

ความเป็นห่วงของนางมีให้เขาไม่ใช่บุรุษสิ้นสภาพบนพื้น นั่นทำให้รุ่ยอ๋องพึงพอใจนัก แต่เขานั้นไม่ใช่คนใจดีที่จะปล่อยโอกาสทองหลุดมือ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากทันใด

“เสี่ยวเฟย เจ้ากำลังขอชีวิตให้ชายที่บังอาจล่วงเกินว่าที่พระชายาของข้างั้นหรือ?”

เขาถามด้วยเสียงต่ำพร่าชวนให้สั่นกลัวนัก แต่กับเฟยอวี้ที่ถูกเรียกอย่างเอ็นดูนั้นนางกลับใจกล้าพยักหน้าอย่างช้า ๆ

“ข้าจะเชื่อฟังเจ้า... แต่ย่อมต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”

เยี่ยนจงเหลียนกระตุกยิ้มที่มุมปาก ไม่เปิดโอกาสให้ริมฝีปากบางได้เอ่ยคัดค้านแม้เพียงคำเดียว เขาก็โน้มกายลงไปฉกชิงความหวานนั้นด้วยจุมพิตดุดันและเอาแต่ใจทันที

เขาส่งผ่านความต้องการอันร้อนแรงราวกับพายุที่พัดกระหน่ำ ฝ่ามือหนาเชยคางมนขึ้นอย่างถือดี บังคับให้เรียวปากนุ่มเอียงรับรสสัมผัสที่เขาจงใจบดเบียดลงไปอย่างลึกซึ้ง ความหอมหวานที่เขาโหยหามานานถูกรุกล้ำและสำรวจจนถ้วนทั่ว เยี่ยนจงเหลียนจงใจมอบจุมพิตที่หนักหน่วงเพื่อตีตราประทับลงบนตัวนาง ให้เฟยอวี้ได้รับรู้ว่านับจากนี้... ทุกลมหายใจของนางเป็นสิทธิขาดของเขาแต่เพียงผู้เดียว

จุมพิตที่เริ่มจากการหยั่งเชิงทวีความเร่าร้อนขึ้นตามแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เขาพึงพอใจนักที่สัมผัสได้ถึงมือเล็ก ๆ ที่ขยุ้มชุดตรงหน้าอกเขาไว้แน่นจนยับยู่ยี่ ร่างบางสั่นสะท้านและอ่อนระทวยในอ้อมแขนราวกับเรี่ยวแรงถูกเขาสูบออกไปจนสิ้น

ในระหว่างที่อ๋องหนุ่มกำลังละเลียดชิมความหวานอยู่นั้นก็จงใจปรายสายตาเย็นเยียบดุจคมมีดไปมองเฉิงอี้เทียนที่ถูกกดใบหน้าแนบอยู่กับพื้นดิน

มันคือสายตาของผู้ชนะที่มองมดปลวกผู้พ่ายแพ้อย่างสมเพช เขาต้องการให้มันเห็นชัด ๆ กับตาว่าสตรีที่มันบังอาจล่วงเกินนั้น บัดนี้กำลังตกอยู่ในอำนาจของเขาอย่างเบ็ดเสร็จ
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel