บทที่ 3
สิ้นประโยคนั้น ชิงเยียนถึงกับนิ่งอึ้ง แววตาที่เคยใสซื่อส่อแววไม่พอใจวูบหนึ่งก่อนจะรีบกลบเกลื่อน “เรื่องนี้... หม่อมฉันเลือกไม่ได้หรอกเพคะ ทุกอย่างอยู่ที่ท่านพ่อเป็นผู้ตัดสินใจ”
สุดท้ายก็ผลักเรื่องชั่วหาผู้อื่นอย่างเช่นสันดานเดิม แต่เฟยอวี้ไม่คิดจะถือสาหาความกับคำแก้ตัวนั้นเท่าไรนัก นางจิบชาช้า ๆ ก่อนจะถามเข้าจุดตายอีกเรื่องทันที
“แล้วตอนนี้เจ้ากับ เฉิงอี้เทียนอดีตคู่หมั้นของข้า... ความสัมพันธ์ไปถึงไหนกันแล้วเล่า ได้เสียกันหรือยัง?”
“เจ้า! อย่ารังแกกันให้มันมากนักนะฉู่เฟยอวี้!”
จ้าวซื่อโกรธจนลืมตัว ตะโกนลั่นตำหนักเมื่อเห็นลูกสาวคนโปรดถูกต้อนจนมุมด้วยเรื่องงามหน้า แม้จะเป็นความจริงก็ตาม
เฟยอวี้ไม่ตกใจกับท่าทีแสนคุ้นเคยนี่ด้วยซ้ำ นางได้เห็นสีหน้าไม่พอใจบนใบหน้าของสองแม่ลูกก็สมใจแล้ว สุดท้ายเฟยอวี้ก็ส่ายหน้าด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย นางโบกมือไล่อย่างไม่ไยดี
“ข้าเริ่มง่วงแล้ว อยากจะพักผ่อนเสียหน่อย ส่วนเรื่องตำแหน่งงานของไห่ถัง... ข้าจะลองพยายามดูแล้วกันนะ แต่ไม่ยืนยันว่าจะทำได้ไหม”
นางให้เสี่ยวเฉินและชุ่ยจูพาสองแม่ลูกออกไปจากตำหนักทันที เฟยอวี้ยืนมองตามแผ่นหลังของพวกนางพลางถอนหายใจยาว ความเจ็บจี๊ดแล่นขึ้นมาที่กลางอกเมื่อนึกถึงชาติก่อนที่นางเคยเทิดทูนคนเหล่านี้ว่าเป็นครอบครัว
นางเคยตามืดบอดถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงมองไม่ออกว่าพวกเขาเห็นนางเป็นเพียงสะพานที่ใช้เหยียบย่ำเพื่อความก้าวหน้าเท่านั้น
เฟยอวี้สะบัดความเศร้าทิ้งไป ดวงตาคู่งามฉายแววเด็ดเดี่ยวกลับมาอีกครั้ง ชาตินี้... นางจะไม่มีทางยอมเป็นสะพานให้ใครเหยียบย่ำอีกเป็นอันขาด
ท่ามกลางสมรภูมิที่ฝุ่นดินตลบอบอวล กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ทัพของรุ่ยอ๋องหรือเยี่ยนจงเหลียน กำลังพุ่งทะยานเข้าประจัญบานกับพวกข้าศึกชนเผ่าเร่ร่อนอย่างดุเดือด เยี่ยนจงเหลียนในชุดเกราะสีดำทมิฬแลดูราวกับเทพสงครามผู้บ้าคลั่ง ดวงตาคมกริบที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับเหี้ยมเกรียมกระหายเลือด ทั่วร่างของเขาอาบชุ่มไปด้วยโลหิตของศัตรู
เขาไม่ได้บัญชาการทัพจากแนวหลังแต่กลับขี่ม้าพุ่งฝ่าวงล้อมศัตรูเข้าไปเพียงลำพัง ดาบยาวในมือตวัดวาดเป็นวงโค้ง ปลิดชีพทหารที่ขวางทางจนหัวหลุดกระเด็นไปตามรายทาง เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียวคือแม่ทัพใหญ่ของข้าศึกที่คุมเชิงอยู่บนเนินเขา แม้ลูกธนูจะถากไหล่และคมดาบจะเรียกเลือดตามแขนขาแต่เยี่ยนจงเหลียนกลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา
“ตายเสียเถิด!”
เสียงตวาดก้องพร้อมกับแรงเหวี่ยงดาบสุดท้ายฟันคอของแม่ทัพศัตรูขาดสะบั้นลงในพริบตา!
เยี่ยนจงเหลียนคว้าศีรษะที่ชุ่มเลือดนั้นชูขึ้นฟ้า ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของฝ่ายตนเองและเสียงร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวของเหล่าศัตรู เมื่อไร้ผู้นำข้าศึกต่างพากันพ่ายแพ้หนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ชัยชนะในศึกครั้งนี้ตกเป็นของรุ่ยอ๋องแล้ว!
“ท่านอ๋อง ท่านบาดเจ็บหลายแห่งนัก รีบไปที่กระโจมให้หมอทำแผลเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
รองแม่ทัพรีบขี่ม้าเข้ามาดูยามเมื่อเห็นรอยแตกตามเกราะและแผลฉกรรจ์บนวรกายแม้อยู่ห่างออกไปก็ตาม
ทว่าเยี่ยนจงเหลียนกลับเช็ดเลือดที่กระเด็นติดใบหน้าออกอย่างลวก ๆ แววตาที่ควรจะผ่อนคลายหลังจบศึกกลับฉายชัดถึงความกระวนกระวายใจอย่างรุนแรง
“ไม่ต้อง! สั่งการลงไป... ให้ทหารทุกนายเก็บของ เตรียมถอนทัพกลับเมืองหลวงเดี๋ยวนี้!”
“แต่ท่านอ๋อง... ทหารเพิ่งเสร็จศึกหนัก ควรพักผ่อนให้ฟื้นกำลังสักคืนสองคืนนะพ่ะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพงุนงงกับความรีบร้อนที่ผิดปกติ
“ข้าบอกให้กลับก็คือกลับ! ใครชักช้าก็เฝ้าศพมันเสียที่นี่!”
มือหนาภายใต้ถุงมือล้วงเข้าไปในอกเสื้อ บีบจดหมายลับฉับล่าสุดจากพี่ชายจนยับย่น ข้อความสั้น ๆ ที่ว่า
“หากเจ้ายังไม่รีบกลับมา เห็นทีพี่ชายคนนี้จะอดใจไม่ไหวกับของที่เจ้าฝากไว้เสียแล้ว”
เพียงเท่านี้ก็ทำเอาเยี่ยนจงเหลียนแทบคลั่งตายจัดการเด็ดขาดเช่นเมื่อครู่อย่างไม่กลัวตายนั่นเอง
หลายสิบวันผ่านไป ท่ามกลางบรรยากาศเคร่งครัดในตำหนักฮองเฮา เหล่าสนมฝ่ายในต่างมารวมตัวกันเพื่อคารวะตามกิจวัตรที่ทำอยู่ทุกวัน เฟยอวี้ยังคงนั่งประจำตำแหน่งหรงหัวของนางด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมเช่นเดิม ทว่าความเงียบสงบก็ถูกทำลายลงเมื่อฮองเฮาทรงประกาศข่าวสำคัญที่ต่างออกไปขึ้นมา
“รุ่ยอ๋องนำทัพกำราบพวกซยงหนูจนราบคาบ บัดนี้มีชัยเหนือข้าศึกชายแดน ฝ่าบาทจึงทรงมีรับสั่งให้จัดงานเลี้ยงฉลองครั้งใหญ่ขึ้นในวังหลวง” ฮองเฮาตรัสด้วยรอยยิ้ม “ข้าและกุ้ยเฟยจะรับหน้าที่ดูแลงานหลัก ส่วนพวกเจ้าพี่น้องคนอื่น ๆ ให้เตรียมการแสดงมาคนละหนึ่งอย่างเพื่อร่วมยินดีในงานนี้...”
สิ้นคำประกาศ บรรดาสนมต่างมีแววตาวาววับด้วยความตื่นเต้น นี่คือโอกาสทองที่จะได้เฉิดฉายต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ เผื่อว่าตนเองจะเข้าตาจนถูกเรียกตัวไปปรนนิบัติในภายภาคหน้า ทว่าสำหรับเฟยอวี้นั้น นางกลับไม่ได้สนใจสายตาของฮ่องเต้แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ทำให้นางหูผึ่งคือประโยคต่อมาของฮองเฮาต่างหาก
“...และใครที่เตรียมการแสดงได้ยอดเยี่ยมและเป็นที่พึงพอใจ ข้าและฝ่าบาทจะมีรางวัลให้อย่างงาม”
...รางวัลอย่างงาม นั่นหมายถึงเงินทองที่นางกำลังต้องการ! นี่คือเหตุผลให้เฟยอวี้มุ่งมั่นเตรียมการแสดงหลังจากนั้นเอง