บทที่ ๕ ข้าจะเลี้ยงดูอย่างดี (1)
ง๊าววว ง๊าววว~
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงลืมตัวเดินเข้าป่าไปเพียงลำพัง ลี่หนิงเดินตามเสียงร้องเข้าไปโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว นางรีบเร่งฝีเท้าเข้าด้านในป่าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หลังโขดหิน ทว่าเสียงร้องยังคงดังอยู่ จึงเดินอ้อมไปด้านหน้า
"เอ๊ะ! ตัวอะไร" เมื่อเพ่งตามองดี ๆ กลับพบว่าเป็นลูกเสือขาว นอนร้องเสียงดังอยู่ใกล้ตัวแม่ที่นอนจมกองเลือด หายใจรวยริน ลี่หนิงกวาดตามองไปตามบาดแผลของแม่เสือ ก็รู้สึกสงสารมันมากทั่วทั้งตัวต่างเต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
'เกิดอะไรขึ้นกับแม่ของมันกันแน่นะ' นางจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปดูด้วยความระมัดระวัง ยิ่งได้เห็นภาพตรงหน้าก็พบว่าแม่เสือสาวตัวนี้ได้สิ้นใจเสียแล้ว คาดว่าคงทนพิษบาดแผลไม่ไหวอีกต่อ จึงเหลือทิ้งไว้เพียงลูกน้อยที่นอนร่ำไห้ร้องเรียกหาแม่
"น่าสงสารจังเลย ป่ะ ไปอยู่กับอาหนิงนะ เดี๋ยวจะเลี้ยงดูเจ้าเป็นอย่างดีเลย" นางจึงอุ้มลูกเสือตัวน้อยติดมือกลับไปด้วย แต่ก่อนกลับนางได้หันไปพูดกับศพแม่เสือสาว
"เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนะ ข้าจะดูแลลูกเจ้าให้เอง" พูดจบก็มีสายลมพัดผ่านร่างของนางด้วยความรู้สึกแผ่วเบาแต่กลับอบอุ่นใจ ลูกเสือตัวน้อยคล้ายจะรับรู้จึงได้ส่งเสียงร้องออกมาเบา ๆ คล้ายบอกลาแม่ของมันเป็นครั้งสุดท้าย
ลี่หนิงอุ้มลูกเสือตัวน้อยไปริมน้ำตกเล็ก ๆ ในป่า จับเจ้าตัวน้อยล้างเนื้อล้างตัวเพื่อชำระล้างคราบเลือดที่ติดอยู่บนขนออก เพียงหนึ่งก้านธูปเจ้าลูกพยัคฆ์น้อยก็เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน ต่างจากสภาพก่อนหน้าราวกับมิใช่ตัวเดียวกันที่พามา
นางชูเจ้าตัวน้อยขึ้นดูสำรวจด้วยความพออกพอใจ “ไหนดูสิ อืม ใช้ได้ พอล้างตัวแล้วดูน่ารักขึ้นมาทันที”
ง๊าวววว
“ป่ะ ได้เวลาออกไปข้างนอก ประเดี๋ยวท่านป้ากับท่านลุงจะเป็นห่วงเอาได้ นี่ก็นานมากแล้ว” หนึ่งคนหนึ่งสัตว์เดินจากไป ทิ้งเรื่องราวแม่เสือสาวไว้ข้างหลัง
อีกฝั่งของรถม้า
เหลียนจูกับจางชิงกำลังพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียดอยู่นานสองนาน ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง ส่วนเหลียนจูเดินวกกลับมาที่รถม้าปรากฏว่า ลี่หนิงได้หายตัวไปทำเอานางตื่นตระหนกเป็นการใหญ่ ตะโกนเรียกจางชิงเสียงดังลั่น
“จางชิง เร็วเข้าคุณหนูหายไป”
“เจ้าว่าอะไรนะ!! ไหนเจ้าลองพูดอีกทีสิ” ยามที่ได้ยินว่าคุณหนูหายไปใจเขาก็ร่วงไปอยู่แทบเท้าแล้ว มือไม้อ่อนไร้เรี่ยวแรง จนปลาที่ถือติดมือมาด้วยร่วงหล่นลงพื้น ปรี่เข้าหาเหลียนจูอย่างคนร้อนใจ
“ข้าบอกว่าคุณหนูหายไปอย่างไรเล่า ทีนี้ได้ยินชัดหรือยัง” เหลียนจูตะเบ็งเสียงพูดจนคอขึ้นเอ็น นัยน์ตาคลอหน่วยด้วยน้ำใส หมิ่นแหม่จะร่วงลงมาอาบแก้ม
“ซวยแล้ว หากคุณหนูหายแล้วนายท่านโจวรู้เข้า เจ้ากับข้ามิได้ตายดีเป็นแน่”
“จะเป็นเจ้าหรือข้าก็ช่างมันเถอะ สิ่งสำคัญตอนนี้คือคุณหนูเท่านั้น”
“เหลียนจูเจ้าตั้งสติก่อนได้หรือไม่! จะเป็นไปได้อย่างไร คุณหนูไม่ใช่เด็กซุกซนแบบนั้น” เขาไม่เชื่อหรอกว่าคุณหนูจะเล่นซนจนหายตัวไป หากเป็นเด็กคนอื่นก็ไม่แน่
ทั้งสองต่างตะโกนเรียกหาลี่หนิงอย่างร้อนใจ พยายามเดินหาบริเวณรอบ ๆ ป่าใกล้ ๆ จนผ่านไปครึ่งยามก็ยังไม่เจอแม้แต่เงา จนทั้งสองเริ่มหวั่นใจเข้าจริง ๆ
“เป็นเพราะข้าที่ปล่อยอาหนิงไว้คน ไม่ดูแลนางให้ดี ๆ” เหลียนจูได้แต่กล่าวโทษตนเองในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“หากจะโทษเจ้า ก็คงต้องโทษข้าด้วยเช่นกัน ที่ปล่อยให้นางหายไป หาใช่ความผิดของเจ้าผู้เดียวไม่”
ในขณะที่ทั้งสองร้อนใจและหวั่นวิตกกังวล แต่ตัวต้นเหตุกลับเดินทอดน่องชมนกชมไม้อย่างสบายอารมณ์อยู่ในป่า ไม่ได้รับรู้เลยว่าตอนนี้ผู้อาวุโสทั้งสองนั้นแทบอยู่ไม่สุข เมื่อนางหายออกมาอย่างไร้ร่องรอย ส่วนเจ้าตัวนะหรือ?
“ทำไมขนของเจ้ามันช่างนุ่มมือแบบนี้นะ” ลี่หนิงเดินกอดเจ้าก้อนนุ่มนิ่มมาตลอดทาง ทั้งหยอกล้ออย่างมีความสุข เจ้าก้อนตัวนี้ไม่ต่างจากลูกแมวน้อยเลยสักนิด ทั้งน่ารัก ขี้อ้อนและขี้เซา เป็นแบบนี้มีหวังนางได้หลงเจ้าหน้าขนนี่หัวปักหัวปำแน่ ๆ ‘แต่เจ้าหน้าขนนี่ยังไม่มีชื่อเลยนี่นา’
“นี่ ๆ เจ้าแมวน้อย เจ้ายังไม่มีชื่อใช่หรือไม่? งั้น! ข้าตั้งให้เจ้าเองนะเอาเป็นชื่อ อาไป๋ ก็แล้วกันเรียกง่ายดีเนอะ” นางเป็นคนที่ไม่ชอบคิดอะไรซับซ้อนให้ปวดหัว ชอบปล่อบให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ควรจะเป็น แต่ใช่ว่าจะทุกเรื่องหรอกนะ หากสิ่งใดที่มันเกินขอบเขตที่นางตั้งไว้ เมื่อนั้นนางจะเป็นคนลงมือจัดการเอง ถ้าหากไม่เกินกำลังของนางจนเกินไป
อีกทั้งนางยังต้องเรียนรู้ในหลาย ๆ สิ่งที่จำเป็นต้องมีติดตัว โดยเฉพาะอำนาจและคนของนางเอง หากไม่มีอำนาจเกรงว่าจะโดนผู้อื่นรังแกเอาง่าย ๆ นางต้องมีเกราะป้องกันเท่านั้นถึงจะดี หากมีสิ่งเหล่านี้ก็จะใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง และนางจะต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเองเพื่อที่วันหนึ่ง จะได้มีบ้านให้กลับและพี่น้องที่แท้จริงได้พึ่งพิงซึ่งกันและกัน ยามที่หมดแรงและเหนื่อยล้า
แต่แล้วนางก็ต้องหลุดออกจากภวังค์ เมื่อได้ยินเสียงแสนคุ้นเคยกำลังส่งเสียงเรียกหานางด้วยความเป็นกังวล น้ำเสียงของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด กังวลและเป็นห่วง
“อาหนิง เจ้าอยู่ไหน ได้ยินเสียงป้าหรือไม่?”
“นางหนูหนิง เจ้าไปเล่นซนอยู่ที่ใดกัน ออกมาได้แล้ว รู้ไหมว่าข้ากับเจ้าเป็นห่วง” เสียงร้องเรียกที่ดังออกมา ทำเอานางรู้สึกผิดแทบไม่ทัน ‘ไอหยา… ท่านป้าจะต้องโกรธและโมโหมากแน่ ๆ เลย ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ นางเล่นหายไปเกือบ ๆ ครึ่งชั่วยาม’
“ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ ท่านป้า ท่านลุง” ลี่หนิงเดินออกมาจากชายป่าแล้วตะโกนขึ้นเสียงดัง ก่อนเร่งฝีเท้าเดินปรี่ไปยังรถม้าที่มีท่านป้ากับท่านลุงยืนรออยู่ พลางโอบกระชับกอดเจ้าตัวน้อยไว้แน่น
เหลียนจูเห็นอาหนิงเดินออกมาจากในป่าพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ก็รู้สึกโล่งใจไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตวัดตามองสำรวจร่างบางว่าได้รับบาดเจ็บตรงที่ใดหรือไม่ เมื่อเห็นว่าไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนก็เบาใจ ใจนางก็กลัวเหลือเกินว่าเด็กน้อยจะได้รับอันตรายหรือเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น เพราะในป่าไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ก็ดีแล้วที่นางไม่เป็นอะไร ‘เอ๊ะ!! นั่นอาหนิงหอบสิ่งใดมากัน’ ด้วยความสงสัยจึงเอ่ยปากถาม
“อาหนิง เจ้าหอบเอาตัวอะไรมาน่ะ”
“อะ...เอ่อ คือว่า...”