ลี่หนิง สตรีแกร่งหัวใจทรนง

82.0K · จบแล้ว
Solaris Libra / คุณมะนาวหวาน
37
บท
460
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เรื่องย่อ ลี่หนิง สตรีอายุสิบสี่ปีที่เกิดมามีชีวิตช่างอาภัพนัก เกิดมาในตระกูลที่ใหญ่โต แต่กลับโดนปฏิบัติดั่งเช่นสาวใช้ในเรือน ผู้คนในจวนตระกูลซูต่างก็กดขี่ข่มเหงนางไม่เว้นแม้แต่สาวใช้ มีเพียงแม่นมเหลียนที่คอยอยู่เคียงข้างไม่ทอดทิ้งนาง ซึ่งต่างจากบิดามารดาผู้ให้กำเนิด ส่งนางให้ไปอาศัยอยู่ท้ายจวนกับแม่นม อาหารการกินที่รับไม่ต่างจากขอทานที่ต้องรออาหารกินต่อจากสาวใช้ นานวันเข้าร่างกายเริ่มอ่อนแอ จนทำให้นางสิ้นใจโดยที่ไม่มีผู้ใดได้รู้ แม้แต่แม่นมเหลียนเอง หรือแท้จริงแล้วนางหาใช่บุตรสาวของพวกเขากัน

นิยายจีนโบราณนิยายกำลังภายในนิยายย้อนยุคเกิดใหม่ในนิยายข้ามมิติจีนโบราณแฟนตาซี

บทที่ ๑ หลุดพ้นความน่าเวทนา (1)

“นังเด็กบ้า ฉันบอกให้แกทำกับข้าวก่อนแล้วค่อยไปยังไงล่ะ แกไม่มีหูหรือไงห๊ะ!!” เสียงตวาดของสตรีสูงวัยคนหนึ่งดังลั่นบ้าน จนแม้แต่เพื่อนบ้านยังเข็ดขยาดกับความปากร้ายและรักลูกไม่เท่ากัน

“มีหูแล้วยังไงอ่ะ ก็หนูไม่อยากทำ ทำไมแม่ถึงไม่บอกให้อาหลิงเป็นคนทำเองบ้าง ไม่ใช่อะไร ๆ ก็ใช้แต่หนู”

“ก็น้องแกมันต้องไปทำงานแต่เช้า มันจะสายไม่ได้ แกเข้าใจไหม ถามอะไรไม่คิด มีสมองบ้างมั้ย!!”

แล้วฉันคนนี้ไม่ต้องทำงานหรือยังไง ทำไมแม่ถึงไม่พยายามเข้าใจฉันบ้าง มีแต่รักอาหลิงจนไม่สนใจลูกอีกคนอย่างฉันเลย เธอตัดพ้อตัวเองก่อนพูดขึ้นอีกรอบ “แล้วหนูล่ะ หนูก็ลูกแม่คนหนึ่งเหมือนกัน งานหนูก็ต้องไปแต่เช้า ทำไมแม่ไม่เข้าใจหนูบ้าง”

“ก็แกเป็นพี่ไง ทำไม่เรื่องแค่นี้ถึงไม่ยอมเข้าใจ นี่แกโง่หรือโง่งมกันแน่ เสียสละให้น้องมันไม่ได้เลยเหรอ...”

“แต่แม่...ทุกวันนี้ก็เป็นหนูไม่ใช่เหรอที่คอยทำงานหาเงินมาให้ ส่วนเงินพวกนั้นแม่ก็เป็นคนเก็บ คนใช้เงินทั้งนั้น แล้วอาหลิงล่ะ!! ทำงานอะไร...เงินน่ะ มันเคยมีบ้างไหม ที่จะเอามาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว นี่อะไรเป็นหนูคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบ คอยแบกรับทำทุกอย่างให้ตลอด”

เพี๊ยะ!!

ใบหน้าเรียวสวยสะบัดไปตามแรงตบของคนเป็นแม่ อาหนิงเงยหน้าขึ้นมองผู้ให้กำเนิดด้วยความผิดหวัง เสียใจ น้อยใจ ความรู้สึกทุกอย่างในตอนนี้สะท้อนออกมาจากใบหน้าและแววตาของเธออย่างไม่ปิดบัง โดยเฉพาะความรู้สึกเจ็บปวดตรงอกซ้าย มันจุกมันเจ็บจนยากเกินจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด หยาดน้ำใสรินหลั่งลงมาอาบแก้ม ได้แต่คิดว่าทำไมกันนะ ทำไมกัน ซ้ำไปซ้ำมา นัยน์ตาสิ้นหวัง...

“นี่ฉันเป็นแม่แกนะอาหนิง ฉันจะสั่งให้แกทำอะไรก็ได้ หรือจะสั่งให้แกไปตาย... แกก็ต้องทำ เพราะฉันเป็นแม่แก เป็นคนทำให้แกเกิดออกมา หัดสำนึกเอาไว้เสียด้วย” ไม่ว่าเปล่า เธอยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากลูกสาวคนโตแรง ๆ ด้วยความโมโห

“นั่นสินะ... แม่จะสั่งให้หนูไปตายเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะหนูมันเด็กนอกคอก เป็นลูกที่แม่รังเกียจ จงเกลียดจงชัง ไม่ใช่ลูกรักเหมือนกับอาหลิง” น้ำเสียงสั่นเครือพูดออกมาด้วยความยากลำบาก นัยน์ตามีแต่ความเจ็บปวดที่ฉายชัดออกมาบ่งบอกทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ขอบตาแดงช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก ทว่าก็ไม่ได้ทำให้คนเป็นแม่อย่างหลินชางรู้สึกสงสารหรือเห็นใจ

เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!!

“รู้แล้วก็ดี ทีนี้ก็จำใส่สมองของแกไว้ด้วย รีบไปทำกับข้าวได้แล้วฉันหิว” ทุกคำพูดของหลินชางมีแต่ความเกรี้ยวกราดและความหงุดหงิดใจ

คล้อยหลังผู้เป็นแม่เดินออกไป น้ำตามากมายที่พยายามอดกลั้น ก็พรั่งพรูลงมาจากนัยน์ตาคู่สวย อาบเปื้อนแก้มเนียนใสหนักกว่าเก่า รอยฝ่ามือบนใบหน้าเธอเริ่มปรากฏขึ้นมาชัดขึ้นจากฝีมือผู้ให้กำเนิด ทุกครั้งที่เธอต้องทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าทุกคน ปกปิดความอ่อนแอในจิตใจ ไม่ว่าเธอจะโดนผู้เป็นแม่ทำร้ายร่างกายหรือว่าทางวาจา เธอก็ทำได้เพียงพยายามอดทนอดกลั้นกับมัน เพื่อที่วันหนึ่งแม่จะเห็นความดีที่เธอทำบ้าง เพื่อที่วันหนึ่งแม่จะหันมารักเธอเหมือนดั่งที่รักน้องสาวเพียงคนเดียว และเธอก็ไม่เคยคิดที่จะอิจฉาริษยาน้องเลย อาจจะมีบ้างที่รู้สึกน้อยใจในโชคชะตา ว่าทำไมแม่ถึงไม่รักเธอบ้าง เธอต้องการความรัก ความอบอุ่น อ้อมกอดและความเอาใจใส่จากแม่บ้างก็แค่นั้นเอง เพียงเท่านี้ก็ไม่ได้เหรอ

อาหนิงสงบสติตัวเองให้หัวเย็นลง แล้วหันไปมองนาฬิกาตรงฝาบ้าน พบว่าอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็จะเป็นเวลาเข้างานของเธอแล้ว จึงเดินไปล้างหน้าล้างตา รีบทำกับข้าวทิ้งไว้ให้ผู้เป็นแม่ได้กินระหว่างวัน ก่อนจะวิ่งขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่งหน้าหนา ๆ เพื่อกลบรอยนิ้วมือ ก่อนหยิบกระเป๋าวิ่งออกไปหน้าซอยเพื่อรอขึ้นรถเมล์ไปทำงาน

เวลาเกือบแปดโมงเช้า

ณ ที่ทำงาน

“เป็นยังไงบ้างย่ะอาหนิง หอบมาเชียว” แพรวเพื่อนสนิทที่ทำงานงานอยู่ที่เดียวกันเธอ เอ่ยปากแซวออกมาอย่างรู้ทัน แพรวมองหน้าเพื่อนสนิทก็ได้แต่เห็นใจ ตัวเธอเองก็ไม่อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเพื่อนมากนัก จึงทำได้เพียงแค่คอยส่งกำลังใจและอยู่ดูแลในวันที่เพื่อนอย่างอาหลิงล้มลง คอยฉุดดึงอีกฝ่ายให้ออกมาจากความทุกข์

“ก็เหมือนเดินนั่นแหละ ทำไงได้ฉันมันลูกชัง ไม่ใช่ลูกรักอย่างอาหลิงนี่...”

“โอ๊ย!! อยากจะบ้าตาย ฉันละเหนื่อยแทนแกจริง ๆ ทำงานหาเงินมาตั้งเท่าไหร่ ไม่เคยจะได้ใช้เองสักบาท สรุป...แกเป็นลูกหรือเครื่องผลิตเงินกันแน่วะ!!”

“อย่าแต่แกเลยแพรว ฉันเองก็ยังงงและสงสัยไม่ต่างจากแกเหมือนกัน” สรุปแล้ว แม่เห็นเธอเป็นตัวอะไรกันแน่นะ เห้อ... คิดมากไปก็เท่านั้นทำได้เพียงทอดถอนใจทิ้งอย่างปลง ๆ

“ไปเถอะอาหนิง ได้เวลาเข้างานแล้ว หากช้าระวังเงินเดือนลดนะไม่รู้ตัวนะ”

“โถ่!! แพรว ใครเขาให้ล้อเล่นเรื่องเงินเรื่องทองกันเล่า”

“จ้า ๆ ป่ะ”

“อืม” สองสาวไม่รอช้าเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปสแกนลายนิ้วมืออย่างเร่งรีบ หากชักช้ากว่านี้ เกรงว่าจะเข้าทำงานสายแล้วจะชวดเงินเดือนเข้าจริง ๆ

ตกเย็น

พนักงานต่าง ๆ เริ่มทยอยเดินออกจากออฟฟิศไปทีละคนสองคน จนเริ่มบางตาลง อาหนิงลุกขึ้นยืนบิดไล่ความขบเมื่อยออกไปจากการนั่งทำงานอยู่หน้าจอเป็นเวลานาน

แพรวที่เห็นเพื่อนสาวลุกขึ้นจึงเอ่ยทัก “จะกลับแล้วเหรออาหนิง”

“ใช่! ฉันกลับก่อนนะ เธอเองก็รีบกลับละ อย่าอยู่จนค่ำเกินไป” อาหนิงเอ่ยเตือนเพื่อนสาวด้วยความเป็นห่วง

“จ้า เธอเองก็เหมือนกัน กลับดี ๆ ล่ะ” คนที่น่าเป็นห่วงมากกว่าใคร คงจะเป็นเธอซะมากกว่านะอาหนิง สู้ ๆ นะ ฉันจะคอยเป็นกำลังใจให้

“จ้ะ”

อาหนิงรีบเก็บข้าวให้เป็นระเบียบ ตรวจเช็กทุกอย่างว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ จากนั้นก็เดินออกไปรอรถหน้าออฟฟิศ ทว่า... ไม่นานเสียงริงโทนมือถือเครื่องบางก็ดังขึ้น

‘ดั่งนกน้อยไร้ปีก ที่แหงนมองไปบนท้องฟ้า แววตาแสนทุกข์ทน เหมือนคนที่ไร้จุดหมาย เมื่อไหร่นะ ที่ข้าได้หวนคืน แม้จะฝืน ก็ไม่อาจคืนย้อนวัน แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น ที่ฝันจะเป็นจริง’

เพียงได้ยินเสียงเข้าจากโทรศัพท์เครื่องบาง ดวงตาคู่สวยก็ฉ่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำใส ที่พร้อมจะไหลได้ทุกเมื่อ ครั้นเมื่อเห็นเบอร์ที่โชว์ขึ้นอยู่บนหน้าจอ น้ำตาที่หมิ่นเหม่จะไหล ก็พรั่งพรูออกมาอย่างสุดกลั้น เธอร้องไห้โฮอย่างไม่อายใคร เพราะมันเกินกว่าจุดที่เธอจะรู้สึกได้แล้ว หญิงสาวเกิดคำถามในใจว่าทำไมช่วงนี้ตัวเองถึงได้อ่อนไหวนัก เพียงแค่มีอะไรมากระตุ้น ก็ทำให้กำแพงที่เธอเคยสร้างขึ้นมาเป็นเกราะคุ้มกัน ก็พลันพังทลายลงในพริบตา

หากเมื่อไหร่ที่เธอหมดความอดทนแล้ว ทุกอย่างคงขาดสะบั้นไม่มีชิ้นดี ถ้าหากถึงเวลานั้นจริง ๆ ทุกสิ่งอย่างก็คงแตกหักแหลกละเอียดจนอยากจะประกอบขึ้นใหม่ อาหนิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามข่มอารมณ์ให้เป็นปกติ ก่อนกดรับสายแล้วเอ่ยคำพูดยอดฮิต ที่ใครต่างก็ต้องพูดมันออกมา เมื่อกดรับ

“ฮัลโล” ไม่ทันทีอาหนิงจะได้เอ่ยอะไรต่อ คำพูดที่ไม่ชวนฟังของคนเป็นแม่ก็สวนขึ้นมาทันควัน

“กว่าจะรับสายฉันนะยะ มัวทำอะไรอยู่ล่ะ ถึงได้ชักช้าอยู่แบบนี้”

“แม่!! หนิงเพิ่งจะเลิกงานเองนะ จะเอาอะไรกับหนูนักหนา” หากยังเป็นอยู่แบบนี้ นานวันเข้าเธอชักจะไม่ไหวแล้วเหมือนกันนะ

แต่มีหรือคนอย่างหลินชางจะสนใจความรู้สึกของลูกสาว “แล้วตอนนี้แกอยู่ที่ไหน” หลังได้ยินคำถามของผู้เป็นแม่มีนัยแอบแฝงมา เธอเกิดความสงสัยขึ้นในใจว่าทำไม แม่ถึงตั้งคำถามนี้กับเธอซ้ำซาก ทั้งที่คำตอบที่ได้ไปทุกครั้งก็ยังเป็นเหมือนเช่นเคย หรือว่าเธอทำตัวเหลวแหลก เป็นหญิงสาวใจแตกหรือยังไง แม่ถึงไม่เชื่อใจเธอเลยสักนิด

“หนูรอรถเมล์อยู่ค่ะ แม่มีอะไรก็พูดมาเถอะ เข้าประเด็นมาเลย” คิดเหรอว่าเธอจะไม่รู้ว่าที่แม่พูดมาอย่างนี้ เพื่อต้องการอะไร

“นี่มันจะหกโมงเย็นแล้วนะ แกยังไม่ขึ้นรถกลับบ้านอีกเหรอห๊ะ!! หัดเอาน้องแกเป็นแบบอย่างบ้าง เลิกงานก็กลับบ้าน ไม่ใช่มัวชักช้าโอ้เอ้ยืดยาดเหมือนแก” ก็ฉันเลิกงานห้าโมงกว่า ๆ ไหมล่ะ นี่แม่เห็นฉันเป็นตัวอะไรเข้าไปทุกทีแล้ว

“พอสักทีเถอะแม่ ตอนนี้แม่เห็นว่าหนิงขับรถไปทำงานแทนการขึ้นรถเมล์อย่างนั้นเหรอ ถึงจะให้กลับทันทีที่เลิก หนูไม่ใช่อาหลิงนะที่เลิกงานตั้งแต่บ่ายสาม หากจิตใจแม่ไม่ลำเอียงจนมืดบอด หนูว่าแม่คงจะมองเห็นได้บ้างนะบางที...”

“นี่แกกล้ายอกย้อนมาสอนฉันเหรอ นังลูกทรพี นังลูกชั่ว แล้วยังไง แกคิดว่าฉันต้องมานั่งสนใจความรู้สึกแกด้วยเหรอ”

ฟังกี่ครั้งก็ไม่เคยชินซะที คำพูดพวกนี้ ยิ่งนานวันก็ยิ่งทำให้จิตใจเธอด้านชา “แม่ก็เป็นแต่แบบนี้”

“ฉันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของฉัน แกไม่ต้องยุ่ง รีบ ๆ กลับมาได้แล้วฉันหิว อ้อ!! แล้วอย่าลืมล่ะ กลับมาเอาเสื้อผ้าฉันกับของเสื้อผ้าอาหลิงไปซักให้ด้วย”

“แล้วอาหลิง เธอไม่มีมือหรือพิการเหรอคะถึงซักเองไม่ได้ แล้วต้องรอให้หนูไปซักให้ตลอด”

“ฉันสั่งก็ทำตาม ไม่ใช่มาเถียงฉันแบบนี้ อาหลิงน่ะกลับมาเหนื่อย ๆ ก็ต้องพักผ่อนสิ แค่นี้คิดไม่ได้หรือไง?”

“แล้วหนูไม่เหนื่อยเหรอแม่”

“เหอะ คนอย่างแกจะไปเหนื่อยอะไร รีบ ๆ กลับมาก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนกับคนอย่างแก...” ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้วางสาย กลับมาน้ำเสียงหวานแทรกขึ้นมา

‘แม่ หนูไปอาบน้ำนอนพักสักหน่อยนะ เหนื่อยมากเลยวันนี้ เพื่อนที่ทำงานก็อะไรไม่รู้…’

‘จ้ะ จ้ะ!! พักผ่อนเยอะ ๆ นะลูก ดูสิหน้าตาโทรมไปหมดแล้ว เดี๋ยวก็ไม่สวยกันพอดี นอนเยอะ ๆ’