บท
ตั้งค่า

บทที่ ๑ หลุดพ้นความน่าเวทนา (2)

เธอไม่อยากฟังอะไรแบบนี้อีกแล้ว กี่ครั้งแล้วที่เธอต้องมาได้ยินอะไรพวกนี้ที่มันบั่นทอนจิตใจ รถฉันก็เป็นคนผ่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมันรถ ค่ากับข้าว รายจ่ายทุกอย่างเป็นเธอทั้งนั้นที่ต้องรับผิดใช้จ่ายเลี้ยงปากท้องพวกเขา

แล้วดูสิ มีรถแต่ก็ไม่ได้ใช้เอง ยังต้องเดินออกไปหน้าปากซอยเพื่อขึ้นรถเมล์ไปทำงาน ในขณะที่อาหลิงมีรถขับไปทุกวัน กลับจากทำงานก็ไม่ต้องทำอะไรสักอย่างต่างจากฉัน

ที่กว่าจะถึงบ้านก็กินเวลาไปพอสมควร และจังหวะที่เปิดประตูเข้าบ้านมา ก็เจอกับแม่ที่ยืนรอด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ทั้งยังเขวี้ยงปาผักจำนวนหนึ่งที่ถืออยู่ในมือใส่หน้าเธออย่างแรงจนเกิดรอยแดง

“ฉันบอกแกว่ายังไงห๊ะ!! นางตัวดี!” หลินชางพูดด้วยน้ำเสียงโมโห ทั้งยังเอาผักที่เหลืออยู่ในมือฟาดลงบนตัวเธอไม่ยั้ง จนเธอต้องยกแขนขึ้นมาบดบังจากการโดนแม่ทำร้าย ผิวที่เคยเนียนเรียบใสตอนนี้กลายเป็นผื่นแดงและช้ำเขียว

“โอ๊ย!! หนูเจ็บนะแม่ นี่มันเรื่องอะไรอีกเนี่ย!!” พูดจบอาหลิงก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าสะใจ แล้วพูดออกมาอย่างหน้าตาเฉย โดยไม่สนว่าพี่สาวตัวเองจะเจ็บไหม

“นี่พี่ มัวแต่ไปทำอะไรมา จนป่านนี้แล้วเพิ่งจะถึงบ้าน ไหนจะเสื้อผ้าฉันที่ยังไม่ได้ซักอีก พรุ่งนี้ฉันจะเอาชุดไหนใส่ไปทำงาน”

“งั้นก็แก้ผ้าไปทำงานเสียสิ หากมีมือมีเท้าแล้วซักเองไม่เป็น ก็ไม่ต้องใส่!!”

“ก็ฉันพอใจแบบนี้ พี่จะทำไม” แล้วหันกลับไปพูดกับแม่เสียงดัง “แม่ดูสิพี่หนิงพูดสิ! หนูไม่ยอมนะ”

และแล้วความอดทนที่อาหนิงได้สะสมมาได้ขาดสะบั้นลงในที่สุด จึงยกฝ่ามือขึ้นมาแล้วฟาดลงไปบนใบหน้าน้องสาวอย่างแรง

เพี๊ยะ!

โอ๊ย!!

อาหลิงจ้องมองพี่สาวตาเขียว “นี่พี่กล้าตบฉันเหรอ” เธอตกใจไม่น้อยที่พี่สาวกล้าลงมือกับเธอ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ว่าจะโดนเธอกับแม่โขกสับด่าว่าเท่าไหร่ ก็ไม่เคยตอบโต้เลยสักครั้ง จึงได้แต่ขมวดคิ้วสงสัย ฉิบ!! พี่มือหนักเป็นบ้าเลย

“ก็เออนะสิ ทำไมจะไม่กล้า แล้วทำไมฉันจะตบแกไม่ได้!! ในเมื่อฉันเป็นพี่แก” หลินชางยืนอยู่ใกล้ลูกสาวคนเล็ก ถึงกับยืนอึ้งในการกระทำของลูกสาวอีกคน แทบไม่อยากเชื่อสายตา นี่อาหนิงกล้าลงไม้ลงมือกับลูกสาวเธอเลยเหรอ พลันหลินชางเกิดความไม่พอใจ เดินไปหยิบไม่กวาดมาฟาดใส่ลูกสาวคนโตไม่ยั้งมือ

“โอ๊ย!! เจ็บนะแม่ แม่จะตีหนูอีกทำไม” หลินชางไม่พูดไม่จา ทั้งฟาด ทั้งทุบตี จนอาหนิงบอบช้ำ เนื้อตัวเขียวไปหมด

“ตีมันเลยแม่ เอาให้แรง ๆ เลย มันกล้าตบหน้าหนูดีนัก” อาหลิงพูดพร้อมแสดงสีหน้าว่าเจ็บปวดไม่น้อยจากการโดนพี่สาวตบก่อนหน้า ทั้งยังเสแสร้งแกล้งทำบีบน้ำตา ร้องไห้สะอึกสะอื้นแล้วแอบกัดมุมปากตัวเองจนเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย หลินชางหันไปมองใบหน้าลูกสาวคนเล็ก พบว่าเธอปากแตกช้ำ ถึงกับโกรธหน้าขึ้นเลือดหนักกว่าเดิม

“แกกล้ามากนะอาหนิง! ที่ทำให้ใบหน้าสวย ๆ ของน้องแกมีรอย หากวันนี้แกไม่โดนฉันจัดการอย่าได้มาเรียกฉันว่าแม่เลย”

“ยังกล้าพูดว่าตัวเองเป็นแม่อยู่อีกเหรอ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตลกสิ้นดี” เธอพูดและหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา น้ำตาแห่งความเสียใจหลั่งไหลออกมาไม่หยุด

“ถ้าแกรับไม่ได้ก็ไสหัวออกไปอยู่ที่อื่นซะ”

“นั่นสิ ถ้าพี่อยู่ไม่ได้ก็ออกไปอยู่ที่อื่นก็จบ จริงมั้ยแม่”

“ใช่ลูก” หลินชางยกมือขึ้นลูบหัวลูกสาวคนเล็กด้วยความอ่อนโยนทะนุถนอม สร้างความปวดร้าวให้อีกคน ที่ได้แต่ยืนมองภาพนั้นด้วยใจที่แหลกสลาย ก็ดี!! ในเมื่อที่นี่ไม่มีคนต้องการเธอแล้ว งั้นเธอก็จะไปและจะไม่ขอกลับมาเหยียบที่นี่อีก อาหลิงหมุนตัวเดินขึ้นไปด้านบนเก็บข้าวของทุกอย่างใส่กระเป๋าด้วยความบอบช้ำ

ในระหว่างที่เธอหิ้วกระเป๋าเดินลงมาข้างล่าง ก็ได้ยินเสียงสองแม่ลูกชักชวนกันออกไปหาข้าวกินด้านนอก โดยทิ้งเธอไว้ราวกับว่า เธอไม่เคยมีตัวตนสำหรับทั้งคู่มาตั้งแต่ต้น อาหลิงปาดน้ำตาบนหน้าทิ้ง แล้วกดโทรหาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวอย่างแพรว ถือสายรอไม่นาน ปลายสายก็กดรับทันที

“ฮัลโหล ว่าไงจ๊ะหนิง”

“แพรว แกมารับฉันที่บ้านหน่อยได้ไหม ฉันไม่ไหวแล้วว่ะ” แพรวได้ยินน้ำเสียงสั่นเครือของเพื่อนสนิท ก็เริ่มกระวนกระวายและกังวลใจเป็นอย่างมาก จึงรีบวิ่งไปหยิบฉวยกระเป๋าเงิน กุญแจรถเพื่อออกไปรับเพื่อนสาว

“รออยู่ที่นั่นนะ อย่าไปไหน ฉันกำลังออกไปรับแกอยู่ ขอย้ำว่าอย่าไปไหน”

“อืม”

อาหนิงยกของทั้งหมดมารอแพรวอยู่หน้าบ้าน ในระหว่างที่ยืนรอ ก็ได้แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ปล่อยหยาดน้ำตาไหลริน หากชาติหน้ามีจริงขอให้เธอเป็นอิสระ หลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ทั้งหมด ‘ดั่งนกที่โบยบิน เมื่อยามเป็นอิสระ’

หัวใจแห้งเหี่ยว ยามคิดไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ความดีที่เธอทำ ไม่ได้เข้าถึงจิตใจของผู้เป็นแม่และน้องสาว พอแล้วกับการลิ้มรสความเจ็บปวดเหล่านั้น ก่อนจะยกมือขึ้นปาดน้ำตา

“นับจากนี้ไปเธอต้องแกร่งและเข้มแข็งก้าวต่อไปข้างหน้าเพื่อตัวเอง” ก็เป็นจังหวะที่แพรวขับรถเข้ามาพอดี มาถึงไม่ต้องถามให้มากความ แพรวรีบก้าวลงจากรถ กอดปลอบเพื่อนสาวด้วยหัวใจที่เจ็บช้ำ เธอไม่เคยมีความสุขเลยทุกครั้งที่คนตรงหน้าโดนทำร้ายจิตใจ

“ไม่เป็นไรนะแก มาเดี๋ยวฉันช่วยยก”

ทั้งสองช่วยกันยกของใส่ท้ายรถและขับออกไป อาหนิงทิ้งความทรงจำทั้งหมดไว้ที่นี่และไปเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง แพรวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไปด้วยความเป็นห่วง เธอรู้ดีว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพื่อนคนนี้เจอกับอะไรมาบ้าง

“แกโอเคใช่มั้ยหนิง”

“ฉันไม่เป็นไร ฉันยังไหวอยู่ โอเคมาก ๆ”

“อืม แกเศร้าได้ เสียใจได้ แต่อย่าลืมนะว่าฉันยังอยู่ตรงนี้ พร้อมซัพพอร์ตแกทุกเรื่อง”

“ขอบใจแกมากนะแพรว ที่แกไม่เคยทิ้งฉันเลยไม่ว่าตอนไหน”

“ไม่เป็นไร เพราะแกเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ฉันรักยังไงล่ะ” แต่เหมือนแพรวจะนึกอะไรได้จึงรีบถามออกไปด้วยความเป็นห่วง

“หนิง แกหิวหรือเปล่า ให้ฉันพาแวะร้านข้าวก่อนมั้ย”

“กลับห้องแกเลยดีกว่า ฉันไม่ค่อยหิวเท่าไหร่” ตอนนี้เธออยากอยู่คนเดียวมาก ๆ อยากทบทวนเรื่องราวทุกสิ่งอย่างที่ผ่าน และทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น

“โอเค โอเค” เมื่อได้คำตอบแพรวก็ตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้คนข้างๆ ได้มีเวลาให้กับตัวเอง ยามค่ำคืนบนถนนเต็มไปรถสัญจรไปมา ผู้คนบางกลุ่มต่างก็ออกมาเปิดร้านขายของให้กับเหล่าคนทำงานยามดึก สองข้างทางเต็มไปด้วยไฟที่สว่างไสว ไม่นานตัวรถก็ได้เข้ามาจอดยังบ้านของแพรว ทั้งคู่ช่วยกันยกของลงมาจัดการล็อกรถเรียบร้อย แพรวก็เดินไปไขกุญแจบ้านเพื่อเปิดประตู พร้อมกับเปิดทางให้เพื่อนสาวเข้าบ้าน

“ป่ะแก เข้าบ้านกัน อีกอย่างแกไปนอนห้องเดิมได้เลยนะ พักผ่อนเยอะ ๆ ล่ะไว้เจอกันพรุ่งนี้”

“อืม ขอบใจแกมากนะแพรว” หลังจากเข้าบ้านมาทั้งแพรวและหนิง ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนเพื่อเอาแรง ในการทำงานของวันพรุ่งนี้

เช้าวันต่อมา

“แกโอเคจริง ๆ แล้วใช่มั้ยหนิง” แพรวถามออกไปด้วยความเป็นห่วงเพราะเช้านี้ดูท่าทางเพื่อนเธอ หน้าตาซีดเซียวและหมองคล้ำแปลก ๆ ไหนจะตาบวมช้ำคู่นั้นอีก เห็นแล้วปวดใจมากเลย เพื่อนเธอคนนี้ต้องบอบช้ำทั้งกายและใจไปถึงเมื่อไหร่กัน

“ไหวสิ อย่าทำเหมือนว่าฉันเป็นคนใกล้ตายอย่างนั้นสิ” น้ำเสียงติดแหบเล็กน้อยเอ่ยบอกเพื่อนสาว

แพรวได้ยินแบบนั้นก็อดไม่ได้ จึงตีลงไปที่แขนคนตรงหน้า

เพี๊ยะ!!

“นี่แหนะ ยัยเพื่อนบ้าพูดอะไรออกมาก็ไม่รู้ อย่าพูดถึงเรื่องตายอีกเข้าใจมั้ย” คนยิ่งใจไม่ค่อยดีอยู่ด้วย

“จ้า จ้า ต่อไปจะไม่พูดแล้ว ฉันก็แค่เป็นห่วงเฉย ๆ เอง ถ้าวันไหนฉันไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว ของทุกอย่างฉันยกให้แกหมดเลย”

“ยัง ยังไม่หยุด” แพรวจึงลงมือจัดการหยิกแขนเพื่อนตัวดีอีกรอบ

โอ๊ยยย!!

“ยอมแล้วจ้า ต่อไปจะไม่พูดอีกแล้ว” อาหนิงส่งสายตาออดอ้อนไปยังคนตรงหน้าพร้อมทำตาปริบ ๆ ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้ มันคงจะน่าดูกว่านี้หากไม่มีสภาพตาบวมช้ำ

“ไปเถอะ เดี๋ยวทำงานสายกันพอดี”

“อื้ม!”

ในเวลาต่อมา

ทั้งคู่ก็ได้มาถึงที่ทำงาน วันนี้ทั้งวันอาหนิงวิ่งวุ่น จนบ่ายคล้อยถึงจะได้พักเที่ยง เธอจึงเดินไปชงกาแฟดื่ม ทว่ายังไม่ทันได้ยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบ สติทั้งหมดของเธอก็ดับวูบไป
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel