บท
ตั้งค่า

บทที่ ๒ ไร้สิ้นลมหายใจ (1)

“คุณหนู เราต้องอดทนไว้นะเจ้าคะ” เสียงของแม่นมเหลียนเอ่ยออกมาอย่างฝืนกลั้น ที่พยายามเอ่ยปลอบใจนาง ไม่ให้รู้สึกแย่ไปกว่านี้ อย่างที่เป็นอยู่

นางเข้าใจดีว่าแม่นมรู้สึกเช่นไร ยามที่คนเคยให้กำเนิดเรามา กลับทอดทิ้งเราไป เพียงเพราะว่ามารดาได้ให้กำเนิดบุตรชายผู้ที่วันหนึ่งจะได้ขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดตระกูลคนต่อไป นานวันเข้าทั้งบิดาและมารดาก็ค่อย ๆ หลงลืมนางไปทีละเล็กละน้อย

จวบจนลี่หนิงนางอายุได้แปดขวบปีก็โดนไล่ ให้ไปอาศัยอยู่ที่เรือนท้ายจวน มีสภาพทรุดโทรมและผุพัง หลังคาเป็นรูจนมองเห็นดาวบนท้องฟ้าได้ชัดเจน เสื้อผ้าสวมใส่ ของใช้ก็มักจะเป็นของเก่า ๆ และดูเหมือนว่าจะเก่าเสียยิ่งกว่าบ่าวในจวน นางต้องทำงานทุกอย่างไม่ต่างจากสาวใช้ ยิ่งเรื่องอาหารการกินไม่ต้องพูดถึง มีแค่ต้มผักน้ำเปล่าและน้ำข้าวสองถ้วยชาม พอประทังชีวิตให้แก่คนทั้งสอง ไม่มีผู้ใดมาสนใจไยดีคุณหนูตกอับ ที่ถูกบิดามารดาทิ้งขว้าง ไม่มีแม้แต่คนที่เคารพ มันช่างแตกต่างกับ... เห้อ!!

แม่นมเหลียนได้แต่มองคุณหนูของนางด้วยความเห็นใจ เหตุใดนายท่านซูและฮูหยินถึงได้ทอดทิ้งเด็กตัวเล็ก ๆ ได้ลงคอ หรือเพียงเพราะคุณหนูของนางนั้นเกิดมาเป็นสตรี หากนายท่านโจวทราบเรื่องเข้า มีหวังได้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต คงมีเพียงแค่นายท่านโจวเท่านั้นที่ยังคงรักและเอ็นดูคุณหนูด้วยใจจริง นอกจากเขาแล้วจะมีใครอีกที่จะคอยมาห่วงใยแบบนี้

“คุณหนูพักก่อนเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวนมทำเอง” เพียงเห็นมือน้อย ๆ พุพองแดงก่ำจากการซักผ้าและขนฟืน ผ่าฟืนแล้ว ปวดใจคนแก่ใกล้ฝั่งเช่นนางนัก มือเหี่ยวย่นจับมือเด็กสาวอย่างเบามือ

“ข้าไม่เป็นไรเจ้าคะ แม่นมไม่ต้องห่วงนะ ข้าไม่เจ็บเลยสักนิด” นางเอ่ยออกมาด้วยแววตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์ พร้อมกับรอยยิ้มที่บ่งบอกว่าไม่เป็นไร นางยังไหว แต่ใครเล่าจะรู้ว่าภายในจิตใจนางนั้นเป็นอย่างไร

“สวรรค์หนอสวรรค์ ทำไมถึงใจร้ายกับเด็กตาดำ ๆ ได้ลงคอ” นางได้แต่โอดครวญ ทอดถอนหายใจอย่างปลงตก แต่ก็ยังคาดหวังว่าสักวันหนึ่ง คุณหนูของนางนั้นจะได้เป็นอิสระ พ้นจากความทุกข์ทนกับสภาพเหล่านี้ ยิ่งคิดน้ำตาก็ยิ่งไหล

“แม่นมอย่าคิดมากเลยนะเจ้าคะ” เด็กน้อยยื่นมือออกไปด้านหน้าเพื่อเช็ดคราบน้ำตาที่ไหลหลั่งลงมาจากคนที่รักและหวังดีกับนางที่สุด ถึงบิดา มารดา จะหลงลืมว่ามีนางอยู่ตรงนี้ นางก็หาได้ถือสาหรือเก็บเอามาคิดใส่ใจไม่ เพราะคนที่นางให้ความสำคัญในตอนนี้คือคนตรงหน้า

"นมจะพยายามนะเจ้าคะ" หญิงชราเงยหน้าขึ้นซ่อนน้ำตาที่หมิ่นเหม่จะไหลออกมาอยู่รอมร่อ

“ตอนนี้ข้ามีเพียงแค่ท่านที่อยู่ข้างกาย เพราะงั้น อย่าทำให้ข้าต้องกังวลใจหรือเป็นห่วง”

“โถ่! คุณหนู” แม่นมเหลียนใจแทบขาดเสียให้ได้ ยามที่ได้ยินสิ่งที่คุณหนูพูดออกมา มีหรือคนที่ผ่านโลกมามากเช่นนางจะจับความรู้สึกในคำพูดมิได้ ปากบอกไม่เป็นไร แต่ส่วนลึกในใจเล่าจะหนักหนาเพียงใด ยิ่งเป็นคนที่นางเลี้ยงมาเองกับมือ เห้อ... นมเหลียนดึงร่างเด็กสาวเข้ามาโอบกอด ในใจทั้งสองต่างเต็มไปความรู้สึกที่ต่างกันไป ยากที่จะอธิบายความเจ็บปวด ที่มันหยั่งรากลึกลงไปนานนับหลายปี สองสตรีต่างวัยต่างช่วยกันปลอบประโลมดวงใจที่บอบช้ำ จากการกระทำอันสิ้นคิดของคนที่เคยเป็นครอบครัวเดียวกัน จนกระทั่งกลายมาเป็นคนแปลกหน้า ทั้งสองหวังเพียงว่าสักวันหนึ่งความรู้สึกเหล่านั้นจะค่อย ๆ จางหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงแค่เศษเสี้ยวของความทรงจำอันเลือนราง

แต่แล้วเสียงเคาะประตูดังขึ้น ปรากฏร่างสาวใช้จากเรือนใหญ่สองคนยืนสีหน้าถมึงทึง ในมือถือห่อผ้าเก่า ๆ ก่อนจจะโยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี และไม่สนใจในการกระทำของตัวเองสักนิด ว่ามันถูกต้องหรือสมควรแสดงกิริยาเช่นนี้หรือไม่? แม่นมเหลียนเห็นแล้วถึงกับรับไม่ได้ พวกนางเป็นเพียงแค่สาวใช้ขั้นต่ำ แต่กลับแสดงกิริยาแบบนี้ออกมากับคุณหนูของนางแบบนี้ได้อย่างไรกัน

“พวกเจ้า กล้าดีอย่างไรถึงได้โยนข้าวของใส่คุณหนูเช่นนี้”

“ก็แค่คุณหนูตกอับถูกบิดามารดาทอดทิ้ง ทำไมพวกข้าจะทำไม่ได้ ต่อให้ทำมากกว่านี้ก็มิมีผู้ใดลดตัวลงมาช่วยหรอกนะ ฝันกลางวันอยู่หรืออย่างไร” กล่าวจบสาวใช้ทั้งสองนางก็ป้องปากหัวเราะอย่างสะใจ

“นั่นนะสิ นางมิใช่คุณชายใหญ่เสียหน่อย แล้วไยพวกข้าต้องให้ความสำคัญด้วย” พูดจบสาวใช้ทั้งสองก็รีบเร่งเดินออกไปราวกับว่าที่แห่งนี้น่ารังเกียจ ไม่น่าเข้าใกล้แต่อย่างใด

“อย่าไปสนใจให้ค่ากับพวกสาวใช้เหล่านั้นเลยนะเจ้าคะ พวกนางก็แค่พวกหลงลืมสถานะตนเอง ชอบกดข่มให้ผู้อื่นต่ำกว่าตนเสมอ”

“ช่างเถอะแม่นม ตัวข้านั้นหาได้ใส่ใจกับพวกนางไม่” ลี่หนิงกล่าวยิ้ม ๆ สีหน้าไม่ทุกข์ร้อน นับจากนี้ไปใครจะทำอะไรก็เรื่องของเขาไป นางจะไม่เอาตัวเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอีกไม่ว่าจะทางใดก็ตาม

“หากคุณหนูคิดเช่นนั้น นมก็เบาใจเจ้าค่ะ”

“แม่นมไปพักผ่อนเถอะ ข้าเองก็จะนอนแล้วเช่นกัน”

“เจ้าค่ะ งั้นนมห่มผ้าให้นะเจ้าคะ”

“อืม” ลี่หนิงขยับกายเอนลงบนที่นอน แม่นมเหลียนรีบขยับเข้ามาห่มผ้าให้นางตรวจเช็กความเรียบร้อยรอบ ๆ ก่อนเดินไปล้มตัวลงนอนบนฟูกเก่า ๆ ขาดวิ่น แล้วหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

วันแล้ววันเล่าต่างหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปตามกาลเวลา ลี่หนิงยังคงใช้ชีวิตอยู่เฉกเช่นเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้จะโดนกลั่นแกล้งไปบ้างจากผู้คนในจวนตระกูลซู แต่นางก็ยังคงอดทนได้อยู่

ต่อให้คนผู้นั้นจะรู้ แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่า ถึงรู้ไปก็ใช่ว่าจะมีสิ่งใดเปลี่ยนไป เพราะพวกเขาต่างมิได้ใส่ใจกับสิ่งที่นางโดนกระทำ ทั้งยังมองข้ามมันไปได้อย่างเฉยเมย

ส่วนน้องชายมีนามว่าซูหลิงเยว่ ถูกเลี้ยงดูมาเพื่อให้เข้าใจว่าในตระกูลซูนั้นมีเขาเป็นทายาทเพียงแต่ผู้เดียว ทุกคนต่างประคบประหงมเขาดั่งไข่ในหิน พวกบ่าวและสาวใช้ในจวนต่างก็คอยเอาอกเอาใจไม่ต่างจากบิดามารดา เห็นแล้วเวทนาตนเองนัก

จนนานวันเข้าร่างกายของลี่หนิงเริ่มทรุดโทรมจากการกินอาหารไม่ครบหมู่ เพราะอดหลายปีนางได้กินเพียงน้ำต้มผักกับวิญญาณข้าวที่มีไม่ถึงสิบเมล็ดด้วยซ้ำ ทำให้ร่างกายค่อย ๆ แย่ลงเรื่อย ๆ ร่างกายอ่อนแอ ไม่สบายอยู่บ่อยครั้ง แต่นางก็ยังพอมีโชคดีอยู่บ้างที่แม่นมเหลียนได้แอบเอาหนังสือมาสอนให้นางอ่านเขียน ยามลับตาผู้คน

แค่ก แค่ก แค่ก

เสียงไอติดต่อกันจนเจ้าของร่างต้องยกมือขึ้นมาปิดปาก ทำให้เด็กน้อยหอบจนตัวโยน นางเริ่มรับรู้รสชาติอันฝาดเฝื่อน คล้ายสนิมคาวคลุ้งไปทั่วปาก ลี่หนิงมองฝ่ามือตนเองที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ใบหน้าขาวซีดเซียวราวหิมะ เหงื่อเริ่มผุดซึมขึ้นตามกรอบหน้า เรี่ยวแรงที่มีค่อย ๆ หายไป มือน้อยร่วงลงแนบลำตัว แม่นมเหลียนหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นว่าอาการของลี่หนิงทรุดลงไปอีกครั้ง

“คุณหนู อดทนไว้นะเจ้าคะ” เสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจของสตรีวัยกลางคนดังลั่นทั่วทั้งเรือนท้ายจวน

“มะ...ไม่เป็นไร ข้าแค่เหนื่อยเท่านั้นเอง อย่าได้วิตกกังวลไปเลย” เด็กสาวพูดออกมาเบา ๆ พร้อมยิ้มอ่อนโยนเพื่อยืนยันกับคนตรงหน้าว่านางมิได้เป็นอะไรจริง ๆ

ด้านฮูหยินซูที่เดินผ่านมาหยุดฟังในสิ่งที่ทั้งสองสนทนากัน เศษเสี้ยวหนึ่งในใจกลับวูบไหวคล้ายรู้สึกผิด ทว่าแค่ชั่วน้ำชาเดือดเท่านั้นทุกอย่างก็กลับมาเช่นเดิม ก่อนจะพูดขึ้นเสียงดัง จงใจให้คนด้านในได้ยิน ก่อนจะเดินผ่านไปอย่างคนไม่รู้สึกอะไรเลย

"หึ ตายไปเสียได้ก็ดี"
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel