บทที่ ๒ ไร้สิ้นลมหายใจ (2)
น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจไหลรินลงมาเป็นสาย ไม่รักนางเลยหรือไร สายใยแห่งความสัมพันธ์แม่ลูกท่านเคยมีให้ข้าบ้างหรือไม่ ไม่ดูแลนางยังพอเข้าใจ แต่เหตุใดถึงอยากให้นางตายจากไปนัก นางทำผิดอะไรอย่างนั้นหรือ? นางทำตัวไม่น่ารัก ดื้อรั้นหรือ? หรือว่าผิดที่นางเกิดมาเป็นสตรี มิใช่บุรุษดั่งที่หวังไว้ ถึงได้แสดงออกมาเช่นนี้ ตัวนางนั้นก็มีเลือดเนื้อ หัวใจและความรู้สึกนะ ไม่คิดบ้างหรือว่าตัวนางนั้นจะรู้สึกทรมานเช่นไร กับการกระทำอันไม่แยแส หากไม่ต้องการนาง แล้วจะคลอดนางออกมาทำไม
"ไม่เอา ไม่ร้องนะเจ้าคะ ฮูหยินแค่พูดไปอย่างนั้นเอง" ขณะที่พูดปลอบ แม่นมเหลียนเองก็ไม่ต่างจากนางนักใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา รู้ดีแก่ใจว่าความเป็นจริงเป็นเช่นไร เมื่อไหร่นายท่านจะเลิกทำเช่นนี้กับคุณหนูของนางเสียที เด็กสาวคนหนึ่งแทบจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ หากจับแรงเพียงเกรงว่าคุณหนูคงจะได้แตกสลายไปจริง ๆ เรื่องเช่นนี้มิสมควรเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ
"ข้าจะรอ วันที่ข้าได้เป็นอิสระ ข้าจะอยู่และอดทนเพื่อท่าน ท่านป้า" นางคิดมาดีแล้วว่าหากพวกเขาเหล่านั้นไม่สนใจไยดี นางก็จะมิให้ค่าคนพวกนั้นเช่นกัน
"คุณหนู" แม่นมเหลียนได้ยินคุณหนูเรียกตนว่าท่านป้า ก็ได้ร่ำไห้ออกมาแล้วรวบร่างเล็กเข้ามากอดด้วยความตื้นตันใจ ที่ลี่หนิงเคารพและรักนางดั่งเช่นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง แต่นางก็มิได้คาดหวังจะให้ลี่หนิงยกยอตนอย่างที่พูดออกมา
"จากนี้ไป ข้าจะมีท่านป้าเป็นญาติผู้ใหญ่คนในเดียวในชีวิต" นางพูดออกมาด้วยความตั้งมั่น หากพวกเขามองว่านางหาใช่คนในครอบครัว นางเองก็จะไม่ขอมีเช่นกัน ขอละทิ้งแซ่ไร้ตระกูลเหลือทิ้งไว้เพียงแค่ ลี่หนิง เด็กสาวธรรมดาไร้สกุลคนนี้เท่านั้น
จวบจนลี่หนิงอายุได้สิบเอ็ดปี
วันหนึ่งได้มีนักพรตไร้ที่มาที่ไป เดินเข้ามาทำนายทายทักว่า หากที่นี่มีบุตรสาวก็ให้รีบขับไล่ออกไปจากตระกูลเสีย มิเช่นนั้นจะเกิดหายนะขึ้นกับตระกูลใหญ่เช่นนี้ เพราะนางจะนำภัยอันตรายมาสู่ตระกูลเป็นเหตุของการล่มสลายจนสูญสิ้น ได้ฟังเช่นนี้เป็นใครบ้างเล่าจะไม่คิดมาก
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้นำตระกูลคนปัจจุบันหรือก็คือบิดาของเด็กสาว ก็ได้ออกคำสั่งกับคนสนิทให้ขับไล่ลี่หนิงและแม่นมออกจากตระกูลทันที โดยไม่คิดจะหาเหตุผลอะไรทั้งสิ้น ราวกับว่าพวกเขาต่างรอเวลานี้กันอยู่ก่อนแล้ว ต่อให้ไม่มีนักพรตเข้ามาทำนายทายทัก ก็มิอาจหยุดยั้งแผนนี้ได้
“อาลั่ว ไปจัดการซะ แล้วนำเงินก้อนนี้ให้พวกเขา”
“ขอรับนายท่าน” หลังจากที่ได้รับคำสั่งก็ได้หายออกไปทันที
“ไม่เยอะเกินไปหรือเจ้าคะท่านพี่ ข้าไม่เห็นว่าจะต้องให้เงินกับเด็กคนนั้นเลยสักนิด”
“ช่างเถอะฮูหยิน เงินแค่นั้นให้ ๆ ไปเถอะ” ก่อนจะหันไปสั่งบางอย่างกับคนที่เหลืออยู่
“อีกสามวัน ไปทำลายและรื้อเรือนท้ายจวนทิ้งให้หมด อย่าให้เหลือสิ่งใดไว้”
“ขอรับ / เจ้าค่ะ”
เรือนท้ายจวน
ลี่หนิงและแม่นมเหลียน หลังจากที่รู้เรื่องทั้งหมดจากปากของอาลั่ว ลี่หนิงก็อาการทรุดลงฉับพลัน จนหมดสติไป
“คุณหนู คุณหนู ไม่นะ คุณหนูฟื้นขึ้นมาสิเจ้าคะ” แม่นมเหลียนได้แต่ร้องเรียกคุณหนูซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น จนอาลั่วเองก็รู้สึกแปลกใจที่คุณหนูนั้นนอนแน่นิ่งไป เมื่อหันซ้ายหันขวาแล้วไม่พบผู้ใด ก็ได้เอ่ยกับแม่นมเหลียนเบา ๆ
“ท่านป้าเหลียน ส่งมาประเดี๋ยวข้าช่วยอุ้มคุณหนูไปที่เรือน” อาลั่วจึงจัดการช้อนตัวขึ้นมาแล้วเร่งรีบเดินกลับไปยังเรือนท้ายจวน เมื่อมาถึงก็ได้วางร่างของลี่หนิงพร้อมกับถึงเงินจำนวนหนึ่ง ก่อนจะเดินจากไปก็ได้หันกลับมาบอกบางอย่างกับนาง
“ทันทีที่นางฟื้น ท่านป้าเหลียนก็รีบพาคุณหนูออกไปจากที่นี่เสียเถอะ ส่วนนี่เป็นเงินจำนวนหนึ่งเอาไว้ให้พวกท่านพอได้มีเงินติดตัวและนำไปซื้อยาให้คุณหนูระหว่างเดินทาง” พูดจบก็เดินจากไปอย่างเร่งรีบ
เมื่ออาลั่วเดินหายลับตา แม่นมเหลียนก็เดินไปตักน้ำเพื่อนำมาเช็ดทำความสะอาดร่างกายให้ลี่หนิง ไม่นึกเลยว่ามันจะมาถึงรวดเร็วเช่นนี้ แม่นมเหลียนก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของทุกอย่าง อย่างเป็นระเบียบทั้งของนางและของคุณหนู เพียงสองเค่อก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย จะไม่ให้เร็วได้อย่างไรเล่า ก็ข้าวของมีเพียงไม่กี่ชิ้นเอง จะไปเก็บนานได้ยังไง นับวันข้าวของเริ่มร่อยหรอลงทุกที เบี้ยหวัดรายเดือนนะหรือไม่เคยได้ด้วยซ้ำ มีแต่ของที่นายท่านโจวทิ้งไว้ให้ ราวกับว่าเขารู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น พอได้แอบนำออกไปขายเพื่อซื้ออาหารและยา แต่นานวันเข้ามันก็ต้องมีวันหมดเป็นธรรมดา
ลี่หนิงเริ่มรู้สึกตัว เปลือกตาบางขยับไปมา ยามลืมตาตื่นภาพตรงหน้าพร่าเบลอไปหมด รวมไปถึงแสงสว่างที่แยงตาเข้ามา จนนางต้องหลับตาลงอีกครั้ง แล้วลืมตาขึ้นใหม่เพื่อที่จะได้มองภาพข้างหน้าได้ชัดเจนยิ่งกว่าเก่า
แค่ก แค่ก! แค่ก!!
ลี่หนิงก็ตื่นขึ้นมาเอ่ยถามท่านป้าเหลียนด้วยเสียงที่แหบแห้ง ทั้งยังไอไม่หยุด
"ท่านป้า ข้าหิวน้ำ"
"นี่เจ้าคะ" หลินชางเอี้ยวตัวไปรินน้ำ แล้วยกถ้วยชาจรดริมฝีปากบางเพื่อนางได้ดื่มคลายความกระหาย
"ดีขึ้นหรือไม่ เจ้าคะคุณหนู" น้ำเสียงห่วงใยเอ่ยถามเสียงอ่อนนุ่ม มืออีกข้างยกขึ้นลูบหลังเด็กสาวคล้ายปลอบโยนไปในตัว
"เรียกว่าลี่หนิงเถอะนะ ท่านป้าเป็นญาติผู้ใหญ่คนเดียวของข้า" น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้า จนแม่นมเหลียนเองก็ยากที่จะปฏิเสธ
"ก็ได้ ๆ เจ้านี่นะ บทจะดื้อก็ดื้อดึงเสียข้าหมดหนทางโต้แย้ง" แม่นมเหลียนมองค้อนลี่หนิงอย่างอ่อนใจ หากว่าเด็กสาวตั้งใจจะกระทำสิ่งใดแล้ว ย่อมยากที่จะปลี่ยนใจ
ยามเซิน (15.00 – 14.59 น.)
ทั้งสองได้เก็บข้าวของและเดินทางออกจากตระกูลซู เหลียนจูจ้างรถม้าใช้เวลาหลายสัปดาห์เพื่อเดินทางไปยังหมู่บ้านอานผิงที่แปลว่าสงบสุข อยู่ในพื้นที่ห่างไกลของแคว้นซ่ง ชาวบ้านที่นั่นอาศัยอยู่กันแค่ไม่กี่ครัวเรือน
แต่ช่วงระยะเวลาที่เดินทาง อาการของลี่หนิงไม่ค่อยจะสู้ดีนัก จนเหลียนจูเองก็เริ่มหวั่นใจ จึงได้พักแวะตลอดเส้นทาง หาโรงหมอและซื้อยามาเก็บไว้ เพื่อต้มให้ลี่หนิงดื่มระหว่างการเดินทาง แม้จะพยายามไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย ทว่า... ค่ายายังคงต้องจ่ายออกไปอยู่ตลอดเวลา เหลียนจูเป็นกังวลมากหากรีบเร่งเดินทางจนเกินไป เกรงว่ามันจะไม่ดีต่อสุขภาพของลี่หนิง อาจจะทำให้อาการย่ำแย่ลงได้
"ท่านป้า ข้าอยากกินโจ๊ก" น้ำเสียงแหบแห้งอ่อนแรง เอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก ลำคอแห้งผากแสบร้อนไปหมด
"ประเดี๋ยวป้าไปซื้อมาให้ อาหนิงรอป้าอยู่บนรถม้านี่ล่ะ" เหลียนจูไม่วายกำชับลี่หนิงอีกรอบ ก่อนลงรถม้าเดินเข้าตลาดไปซื้อโจ๊ก และอาหารแห้งจำนวนหนึ่งไว้ติดตัว เผื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันจะได้ตั้งรับทัน
"เจ้าค่ะ" ลับตาเหลียนจู ลี่หนิงเริ่มไออย่างรุนแรง เลือดมากมายสาดกระเด็นออกมา 'นี่นางจะตายแล้วจริง ๆ หรือ หมดแล้วสินะ ความทุกข์และความเศร้าโศก แม้แต่ความคนึงหาแทบจะไม่รับรู้'
"ท่านป้า ข้ารักท่านดั่งคนในครอบครัว ขอบคุณท่านที่อดทนดูแลเลี้ยงดูมาจนถึงตอนนี้ นับแต่นี้ไปนางคงไม่มีโอกาสได้ตอบแทนเลี้ยงดูท่านในยามแก่ชราแล้ว ข้าช่างบุญน้อยนัก หากชาติภพหน้าเรามีวาสนาร่วมกันข้าจะขอเป็นคนเลี้ยงดูท่านเอง" ลมหายใจค่อย ๆ แผ่วลงทุกวินาที จนในที่สุด เด็กน้อยผู้น่าสงสารก็ได้นอนแน่นิ่ง ไร้สิ้นซึ่งลมหายใจ เหลือทิ้งไว้แค่ความรู้สึกสุดท้ายที่นางโหยหามาตลอด
'สุดท้ายแล้วนางก็เหมือนกาฝาก ไม่เคยมีครอบครัวมาตั้งแต่เกิด ควรจะเลิกคาดหวังแบบโง่ ๆ สักที ความรักที่พวกเขามีมิใช่มีไว้สำหรับนาง นางเพียงแค่หวังว่าสักวันหนึ่งบิดามารดาจะมองว่านางคือคนในครอบครัวอย่างแท้จริง ทว่า... มันไม่มีวันนั้นอีกแล้ว'