บท
ตั้งค่า

บทที่ ๓ ดวงจิตผูกพันธ์ (1)

ด้านอาหนิงในเวลาต่อมา

ได้มาถึงที่ทำงาน วันนี้ทั้งวันอาหนิงวิ่งวุ่นเรื่องเอกสารการประชุม ลืมแม้กระทั่งกินมื้อเที่ยง จนล่วงเลยบ่ายคล้อยถึงจะได้พักเที่ยง อาหนิงจึงเดินไปชงกาแฟดื่มรองท้อง ทว่ายังไม่ทันได้ยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบชิม ก็รู้สึกสติพร่าเลือน เริ่มมองภาพตรงหน้าไม่ชัดเจน สุดท้ายสติทั้งหมดของเธอก็ดับวูบไปพร้อมกับลมหายใจเช่นกัน

ร่างกายของเธอล้มพับลงไปแล้ว ทว่าจิตวิญญาณของเธอยังยืนจิบกาแฟอย่างละเมียดละไม ไม่รับรู้เรื่องราววุ่น ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ช่างเถอะ! ขอกินกาแฟก่อนค่อยว่ากัน

“แต่...เอ๊ะ!! ทำไมทุกคนถึงดูวุ่นวายแบบนั้นล่ะ ไม่ทำงานกันเหรอเดี๋ยวหัวหน้ามาเจอเข้าก็งานงอกกันพอดี ไปทำงานต่อดีกว่าคิดไปก็ปวดหัวเปล่าๆ” เดินไปถึงโต๊ะทำงาน มือเรียวสวยยื่นมือไปหยิบขวดน้ำ แต่กลับพบว่าเธอไม่สามารถหยิบจับสิ่งใดได้เลย นอกจากกาแฟแก้วนี้ที่ถือติดมือมา 'มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ'

ความสงสัยก็ได้รับการคลี่คลายทันที เมื่อเธอเดินวกกลับไปยังจุดเดิม พร้อมกับเสียงร้องไห้ โหวกเหวกโวยวายของใครหลายคน โดยเฉพาะเพื่อนสนิทอย่างแพรวที่ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก เหมือนใจจะขาดเสียตรงนั้น

'แพรวแกเป็นอะไรอ่ะ ร้องไห้ทำไม แกบอกฉันมาสิ' เธอพยายามตะโกนเรียกแพรวซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่เพื่อนสาวกลับไม่ได้ยินสิ่งที่เธอพูดเลยสักนิด

ก่อนตัดสินใจยื่นหน้าเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วทำไมใคร ๆ ต่างก็ร้องเรียกชื่อเธอซ้ำ ๆ ภาพตรงหน้าที่เห็นทำเอาสตั้นไปหลายวินาที ร่างของเธอนอนแน่นิ่งอยู่ตรงพื้น ใบหน้าซีดจางเริ่มเขียวคล้ำ ไร้ลมหายใจ เสื้อผ้าชุดทำงานเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยคราบกาแฟที่หกเลอะเทอะ

'เป็นไปได้ยัง นี่เธอตายแล้วอย่างนั้นเหรอ' ก่อนจะเดินวนไปรอบ ๆ อย่างคนไม่ค่อยเชื่อ เมื่ออาจได้รับการยืนยันแล้วว่าเธอตายแล้วจริง ๆ ก็ได้แต่ปลงตกในทุก ๆ เรื่อง หากคิดในอีกแง่หนึ่งมันก็อาจจะดีจริง ๆ ก็ได้นะ เพราะเธอจะได้หลุดพ้นออกจากวังวนนั้นซะทีเพราะที่บ้านหลังนั้นต่อให้ไม่มีเธอพวกเขาก็อยู่กันได้ 'ต่อจากนี้เธอขอมีอิสระดั่งเช่นนกน้อย ไร้ซึ่งพันธนาการใด ๆ ทั้งสิ้น และจะโบยบินไปตามที่ใจต้องการโดยไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ อีกเลย'

ในขณะอาหนิงกำลังจมอยู่กับความคิด จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ก่อนเอี้ยวตัวหันมองด้วยความสงสัย เธอตายไปแล้ว ยังจะมีคนมาพูดกับเธอได้อีกเหรอ พอมองดูดี ๆ “ใครน่ะ”

“ข้าจะเป็นใคร เจ้ามิต้องสนใจหรอก”

“เอ้า!! จะไม่ให้สนใจได้ยังไง จู่ ๆ ก็โผล่มาซะแบบนี้”

"พร้อมหรือยังล่ะ" บุรุษในชุดแปลก ๆ สีขาวนวลงดงามตา ผมสีขาวยาวสลวย มือข้างหนึ่งถือพัดโบกไปมา สูงราว ๆ ร้อยแปดสิบเซนติเมตร เมื่อเพ่งมองดูดี ๆ แล้วก็เหมือนคนจีนใส่ชุดโบราณแบบในหนังที่เธอเคยดู

"พร้อมอะไรกัน แล้วคุณเป็นใคร" อาหนิงถามย้ำคนตรงหน้าอีกครั้งด้วยความระแวงบวกกับความอยากรู้อยากเห็น

"ข้าเป็นคนที่จะพาเจ้าไปยังโลกอีกใบยังไงล่ะ"

"โลกอีกใบอย่างนั้นเหรอ อ้าวเธอตายแล้วไม่ต้องไปนรกหรือสวรรค์ก่อนเหรอคะ"

"ไม่ต้อง ที่ที่ข้าจะพาเจ้าไปคือที่ที่เจ้าเคยอยู่"

"ที่ที่ฉันเคยอยู่ คือที่ไหนกัน" สรุปโลกนี้มีกี่ใบละเนี่ย หรือว่าจะเป็นพี่มิจในคราบยมทูต โอ้!! พัฒนาไปไกลจริง ๆ

โป๊ก!!

“เลิกคิดอะไรเพ้อเจ้อได้แล้วนางหนู” บุรุษในชุดสีขาวแปลกตาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปดีดหน้าผากของเธอ

“เจ็บนะคะ ดีดมาได้ หึ่ย!!”

“เจ้าดูสิ่งนี้แล้วจะเข้าใจเอง” บุรุษตรงหน้าไม่รอช้าโบกสะบัดมือเพียงแค่ครั้งเดียว ก็ปรากฏภาพฉายชัดขึ้นมา เป็นชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่งที่มีชื่อคล้ายเธอ ทั้งรูปร่างและหน้าตา เพียงแต่ว่าภาพตรงหน้าดูยังเป็นเด็กน้อย จากนั้นภาพตรงหน้าค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นช่วงทารก ไล่มาเรื่อย ๆ จนเติบใหญ่

ดูไปแล้วชีวิตของเด็กคนนี้นั้นไม่ง่ายเลย ตั้งแต่เล็กจนโตเป็นสาว ไม่เคยได้รับความรักความอบอุ่นจากคนในครอบครัวเลย ทั้งยังการใช้ชีวิตที่โคตรรันทด ทุกข์ทรมาน เจ็บปวดจากการกระทำต่าง ๆ ของผู้คนรอบตัว ไร้การเหลียวแล

อาหารการกินยิ่งไม่ต้องพูดถึง เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงจริง ๆ ไม่ต่างอะไรกับอาหารหมู จะได้กินข้าวทั้งทีก็ต้องรอให้คนเรือนหน้าแบ่งมาให้ แล้วอาหารที่เห็นสะเทือนใจเธอเอามาก ๆ คิดดูสิอาหารที่ให้มาแต่ละอย่างมีแค่ผักต้มน้ำเปล่า หรือต้องเรียกว่าผักลวกดีล่ะ ส่วนข้าวต้มก็มีแต่วิญญาณข้าวทั้งนั้น หากให้นับจริง ๆ จะมีถึงสิบเม็ดหรือเปล่าก็ไม่รู้ อนาถใจมาก เจอแบบนี้ไป เป็นใคร ใครมันจะไปอยู่ได้

ส่วนพวกสาวใช้ตัวดีทั้งหลาย เห็นแล้วมันน่าหยุมหัวตบสั่งสอนสักฉาดสองฉาด ให้หลาบจำเสียบ้าง นี่อะไร! ไม่มีเลยความเคารพยำเกรง หรือแม้แต่การให้เกียรติเด็กคนนี้ยังหาไม่เจอ ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นถึงบุตรสาวของเจ้าของจวน แม้จะไม่มีความเอาใจใส่จากบิดามารดา ทว่าเด็กน้อยคนนี้ก็ยังขึ้นว่าบุตรสาว แต่ก็อย่างว่านะ ขนาดบุพการีทั้งสองยังไม่สนใจมาดูดำดูดีเลยสักนิด แล้วพวกบ่าวไพร่มีหรือจะสนใจ

ดูแล้วน่าเวทนากว่าเธอไม่รู้ตั้งกี่ร้อยพันเท่า เอาจริง ๆ นะถ้าเป็นเธอ สาวใช้พวกนี้อาจจะโดนเธอตบคว่ำสอยร่วงแล้วก็เป็นได้ เมื่อสังเกตเห็นการแต่งกายของผู้คนเหล่านี้แล้ว หากอิงจากความคิดเธอล่ะก็ คงจะเป็นยุคจีนโบราณสินะ แต่เด็กน้อยคนนี้น่าสงสารมาก เจอเรื่องโหดร้ายตั้งแต่ยังเล็ก

อาหนิงนั่งดูเรื่องราวทุกอย่างได้ชั่วโมงกว่า ๆ ภาพตรงหน้าก็สลายหายไปทันทีที่มันจบลง

“สวัสดีเจ้าค่ะพี่สาว” น้ำเสียงใสกังวานของเด็กสาวดังขึ้น

“นะ…นี่มันเรื่องอะไรกัน” อาหนิงมองเด็กน้อยตรงหน้าอย่างมึนงง เมื่อเด็กในภาพที่เธอเห็นก่อนหน้า ได้มายืนอยู่ต่อหน้าเธอแล้ว

“อืม ข้าคงจะลืมบอกเจ้าไปสินะ เด็กน้อยคนนี้มีชื่อว่า ลี่หนิง หรือก็คือเจ้าที่เป็นอาหนิงอย่างไรเล่า”

“ใช่เจ้าค่ะ อย่างที่ท่านเทพกล่าวมา ข้าชื่อลี่หนิงเป็นดวงจิตอีกครึ่งหนึ่งของท่าน”

“จะบอกว่าเธอกับฉันเราคือคนคนเดียวอย่างนั้นเหรอ” อาหนิงเอ่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“เจ้าค่ะ เพียงแค่เราทั้งสองคนอยู่คนละภพชาติเท่านั้นเอง”

“อย่างที่นางพูดมานั่นแหละ” ท่านเทพเอ่ยตัดบท

‘โอ้ววว!! อเมซิ่งของแท้ อย่างกับนิยายแหนะชีวิตเธอ หวังว่าจะไม่ใช่แบบที่เธอรคิดหรอกนะ แบบไปเกิดใหม่อยู่ในร่างของเธอเองที่อยู่อีกภพชาติหนึ่งอะไรทำนองนี้ เหมือนนิยายจีนย้อนยุคที่กำลังเป็นที่นิยมใช่ไหม’ อาหนิงคิดไป นัยน์ตาทอประกายตื่นเต้น
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel