บทที่ ๓ ดวงจิตผูกพันธ์ (2)
“เป็นดั่งเช่นที่เจ้าคิดนั่นแหละ ลี่หนิงเจ้ามีอันใดจะฝากฝังไว้หรือไม่?” เขาอดจะเอ่ยถามมิได้ ในใจก็รีบอยากจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้เสร็จเรียบร้อย
“มีเจ้าค่ะ ขอเวลาให้ข้าและท่านพี่หนิงสักครู่นะเจ้าคะ”
“อืม”
สองสตรีต่างวัยยืนมองหน้ากันและกันอยู่ชั่วครู่ ก็เผยยิ้มออกมา พลางเปิดปากเล่าเรื่องราวทุกอย่างของตนเองให้อีกฝ่ายฟัง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต อาหารการกิน ยานพาหนะที่ใช้เดินทาง โดยเฉพาะการใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวที่เหมือนว่าตนเองเป็นส่วนเกินนั้น โดนกระทำต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นวาจา ทางร่างกายหรือจิตใจ ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ แต่ทำได้เพียงเก็บและกดมันให้ลึกลงไปในใจ ยามที่ได้รับรู้เรื่องทั้งหมดทั้งสองต่างโผเข้ากอดแล้วร่ำไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
“แล้วเธอจะไม่เสียใจจริง ๆ เหรอที่ต้องจากคนทางนั้นมา”
“ตัวข้านั้นหมดวาสนากับพวกเขาแล้วเจ้าค่ะ นับจากนี้ต่อไปคงจะเป็นท่าน ที่ต้องกลับไปใช้ชีวิตในที่ที่เป็นของท่านตั้งแต่แรก” เอ๋ ทำไมพอฟังจับใจความแล้วมันทะแม่ง ๆ ยังไงก็ไม่รู้
“เธอจะบอกว่าพี่ แท้จริงแล้วเป็นคนของยุคนี้ตั้งแต่แรกอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่เจ้าค่ะ เป็นอย่างที่ท่านกล่าวมา”
ฟังจากที่สตรีทั้งสองกล่าวมาก็นับมีช่วงเวลาชีวิตที่โหดร้ายพอสมควร แต่ยังไงก็เถอะหากชักช้ากว่านี้เกรงว่าจะเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ เพราะตัวเองก็มิได้ว่างถึงขนาดนั้น
“เฮ้อ… เอาล่ะข้าจะบอกให้เจ้าหายข้องใจแทนก็แล้วกัน แท้จริงแล้วตัวเจ้านั้นคือคนของโลกใบนี้ แต่ดวงจิตเจ้าตอนที่กำลังจะไปเกิดใหม่ เกิดผิดพลาดบางอย่างทำให้ดวงจิตแตกแยกเป็นสองส่วน ทำให้อีกครึ่งหนึ่งขาดหายไป เรื่องราวมันถึงได้ลงเอยเช่นนี้ ที่นี้เข้าใจได้หรือยัง”
“ก็พอเข้าใจบ้างแล้วค่ะ แต่โลกที่ฉันต้องไปอยู่ล่ะ มันต้องมีวรยุทธ์ กำลังภายใน อะไรพวกนี้ไม่ใช่เหรอ แล้วจะให้ทำยังไงล่ะคะ ในเมื่อฉันไม่มีความสามารถอะไรเลย หากไปเฉย ๆ แบบนี้มีหวังได้ตายตั้งแต่ไม่ทันก้าวเดินด้วยซ้ำ”
“เรื่องนั้นเจ้ามิต้องเป็นกังวลไป เมื่อไปถึงที่นั่นแล้วเจ้าเองก็สามารถฝึกฝนเรียนรู้ทุกอย่างได้”
ได้ยินแบบนี้แล้วค่อยโล่งใจหน่อย “อย่างน้องก็ดีกว่าไปแล้วทำอะไรไม่ได้ล่ะนะ”
“ถ้าเช่นก็ไปได้แล้ว”
“เดี๋ยวก่อนสิ นี่ท่านไม่คิดจะถามความเห็นฉันบ้างเหรอคะ ว่ายินดียินยอมจะไปหรือเปล่า” อะไรกันไม่ถงไม่ถามสุขภาพซ้ากกกกคำ นี่จะให้ไปลูกเดียว รีบไปไหนล่ะท่าน!! ถึงแม้ว่าในใจเธอจะไม่คัดค้านก็เถอะ
“เหตุใดยังต้องถามอีกเล่า ในเมื่อเจ้าเป็นคนที่ขอมาตลอด” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างคนเกียจคร้าน
“ขออะไรกัน!!” เริ่มสงสัยแล้วเนี่ย! เธอไปขออะไรตอนไหนกัน
“ก็เป็นเจ้ามิใช่หรือ ที่ปรารถนาอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระ กำหนดเส้นทางเดินชีวิตของตนเอง”
“นั่นมันก็จริง” เธอพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนี้
“เอาล่ะ!! พวกเจ้าทั้งสองหลับตาลง แล้วกำหนดจิตสมาธิทำใจให้สงบ ข้าจะได้เริ่มผสานดวงจิตให้สมบูรณ์ แต่ว่านะลี่หนิง”
“เจ้าคะ”
“เจ้าจะยอมรับและทำใจได้หรือไม่? เมื่อผสานดวงจิตสำเร็จ จะมีเพียงเจ้าที่หายไปเหลือไว้แค่ดวงจิตอีกส่วนหนึ่ง”
“ข้าตั้งใจเอาไว้อย่างนั้น และจะไม่เสียใจภายหลังแน่นอน” ลี่หนิงให้คำมั่นหนักแน่น
“เช่นนั้นก็ดี”
“ท่านพี่หนิงเจ้าคะ ข้าอยากขอร้องให้ท่านช่วยดูแลท่านป้าเหลียนแทนข้าด้วยนะเจ้าคะ ส่วนคนพวกนั้น… ข้าไม่อยากให้ท่านกลับไปหาพวกเขาเลย พวกเขา…”
“วางใจได้ ครอบครัวแบบนั้น ฉันไม่มีวันกลับไปหาหรอก และที่สำคัญนะ คนพวกนั้นสักวันต้องได้รับกรรมและบทลงโทษอย่างแน่นอน เพราะกฎแห่งกรรมยุธติธรรมเสมอ เราสองคนไม่ได้แตกต่างกันมากหรอกนะ ถึงแม้ว่าจะอยู่คนละโลกคนละภพ” ไม่ว่าเธอหรือเด็กคนนี้ต่างก็มีชะตากรรมเรื่องครอบครัวไม่ต่างกันเลยสักนิด
“เอาล่ะ พร้อมจะไปได้หรือยัง”
“ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมสินะ” พร้อมก็ได้ หึ่ย!!
“อีกอย่างนะก่อนจะไป ข้าว่าเจ้าควรปรับเปลี่ยนการพูดให้มันเข้ากับการใช้ชีวิตของที่นั่นจะดีกว่านะ”
“ก็จริงอย่างที่ท่านว่ามา ขอบคุณที่เตือนนะคะ แต่”
“เจ้ายังมีอะไรอีกอย่างนั้นหรือ?”
“คือว่านะ! นี่ท่านไม่คิดจะให้พรอะไรกับฉันเลยเหรอ”
“ข้าไม่มีพรอะไรให้ทั้งนั้นแหละ ทุกสิ่งอย่างขึ้นอยู่กับเบื้องบน หาใช่ข้าไม่!!”
“ไม่เอาก็ได้ แต่ขอเป็นอย่างอื่นแทนได้หรือเปล่า”
“ไหนเจ้าลองกล่าวมาสิ เผื่อข้าจะช่วยได้ ถือเสียว่าเป็นการรส่งลาเจ้า”
“ถ้างั้น ฉันขอเงินเยอะ ๆ เพื่อที่จะได้สร้างเนื้อสร้างตัว เริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกใบนั้น”
“ให้ไปเถอะนะเจ้าคะท่านเทพ ข้าเองก็ไม่อยากให้ท่านพี่หนิงและท่านป้าต้องลำบากมากจนเกินไป” ลี่หนิงเองในตนเองหลุดพ้นไปแล้ว แต่อีกคนกลับไม่ใช่ ก็ไม่อยากให้นางต้องไปตกระกำลำบาก
หลังจากได้ยินเสียงรบเร้าจากทั้งสอง จึงยอมใจอ่อนและให้ตามคำขอ อาหนิงหันไปขอบคุณลี่หนิงที่ออกปากช่วยพูดอีกแรง
“ขอบใจมากนะจ๊ะ ลี่หนิง หากไม่ได้เธอช่วยพูดอีกแรงคงไม่สำเร็จ และไม่ต้องห่วงนะ เมื่อพี่สาวคนนี้ไปแล้วทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม”
“ขอบคุณมากนะเจ้าคะท่านพี่หนิง”
“จ้ะ!!”
“เอาล่ะไปได้แล้ว ส่วนเรื่องนั้นข้าจะให้เจ้าก็แล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะ”
ลี่หนิงและอาหนิงต่างหันมาส่งยิ้มให้แก่กัน ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะสลายหายไปเหลือเพียงแค่เธอ ที่รอการกลับไปยังโลกที่แท้จริง เพียงชั่วครู่ร่างกายเธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังเรียกหาและดึงดูด
วูบบบบบ!!
ในขณะที่เธอกำลังถูกดูด หูได้ยินเสียงของคนคนนั้นแว่วเข้ามากระทบโสตประสาท ‘ของทุกอย่างที่เจ้าต้องการ อยู่ในกำไลที่ข้อมือของเจ้าแล้ว ใช้มันให้ดีล่ะ ทุกอย่างนับจากนี้ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองทั้งสิ้น’
ด้านเหลียนจู
หลังกลับมาจากซื้อของพบว่าลี่หนิงนอนแน่นิ่งอยู่บนรถม้า ร่างหญิงวัยกลางคนเร่งฝีเท้าเข้าไปหาพบว่า เนื้อตัวเย็นเฉียบ ใบหน้าซีดเซียวไร้เลือดฝาด แม้กระทั่งลมหายใจก็แผ่วบางจนใกล้จะหมดอยู่รอมร่อ ทำเอานางใจหายวาบ
“ลี่หนิง เจ้าฟื้นสิ อย่าล้อป้าเล่นแบบนี้ มันไม่ดีรู้หรือไม่ ตื่นขึ้นมาสิ” เสียงร้องเรียกเด็กสาวเต็มไปด้วยความหวาดกลัว กลัวว่าจะเสียนางไปอย่างไม่มีหวนกลับ พลางมองภาพตรงหน้าด้วยความร้อนใจ น้ำเสียงยังคงเจือสะอื้นปะปนอยู่ จนคนที่ได้ยินยังรู้สึกเหมือนจะขาดใจตามกันไป
“ลี่หนิง!!”