บทที่ ๔ หวนคืนอีกครั้ง (2)
“ว่า…”
“ป้าเพียงแค่มิอยากให้ใครมองเจ้าไม่ดี”
“แค่นี้หรือเจ้าคะ?” เรื่องแค่นี้จะกลัวใครมองไม่ดีกัน ใครจะมองว่ายังไงก็ช่างเขาสิ ไยต้องเก็บเอามาใส่ใจด้วย คนที่นี่หน้าบางกันจัง เอ…หรือว่านางหน้าหนามาตั้งนานแล้วเลยเพิ่งจะรู้ตัว อืม อืม ก็อาจเป็นไปได้
“อีกอย่างกว่าจะไปถึงหมู่บ้านอานผิง ป้าเกรงว่าเราจะใช้เงินที่ได้มาจนหมดเสียก่อน” เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เหลียนจูเป็นกังวลมากที่สุด นางกลัวว่าเมื่อไปถึง เงินที่ได้มาจะเหลือไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น
ในขณะที่ลี่หนิงนำข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก ก็นึกบางอย่างขึ้นได้ “ไอหยา…” นางเบิกตากว้างยกมือขึ้นมาดู พบว่ากำไลสีซีดจางสวมใส่อยู่ตรงข้อมือนางจริง ๆ ‘หืม ได้มาจริง ๆ หรือนี่ หากมีเงินมากมายอยู่ในนี้จริง งั้นนางเองก็ไม่ลำบากแล้วสิ’ มีเรื่องราวดี ๆ เช่นนี้เกิดขึ้นทำเอาลี่หนิงถึงกับยิ้มกว้าง
“ท่านป้า ข้ามีอะไรจะบอกด้วยล่ะ ขยับมาใกล้ ๆ ข้าสิ”
เหลียนจูเอนตัวเข้าหาร่างเล็ก แล้วยื่นหน้าเข้าไปเล็กน้อย เพื่อจะฟังสิ่งที่เด็กสาวกำลังจะบอกเล่า ลี่หนิงกล่าวว่าตนเองนั้นแท้จริงแล้ว ได้ตายไปก่อนหน้า ทว่าตนเองกลับดชคดีนักที่ท่านเทพเมตตาสงสารจึงได้ส่งนางกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับของปลอบใจที่จะทำให้นางและท่านป้าอยู่ได้โดยไม่ต้องเดือดร้อนเมื่อไปถึงหมู่บ้านอานผิง ลี่หนิงเอ่ยเล่าให้อีกฝ่ายฟังอย่างไม่ปิดบัง ยกเว้นแค่เรื่องดวงจิตของนางกับลี่หนิงและเรื่องเงินที่ได้มาอยู่ในกำไล
“อะไรนะ!! เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ?” เหลียนจูแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่ว่าคุณหนูนางไม่เคยมีนิสัยชอบพูดโกหก
ลี่หนิงพยักหน้าเพื่อเป็นการยืนยันในสิ่งที่พูด ว่าเรื่องราวทั้งหมดล้วนเป็นความจริง “จริงเจ้าค่ะ”
“อืม ไว้ไปถึงที่นั่นเมื่อไหร่เราค่อยมานั่งคุยกันอีกที แต่เจ้าต้องเก็บเรื่องนี้ให้เป็นความลับนะอาหนิง ปป้าไม่อยากให้เจ้าต้องตกอยู่ในอันตราย” น้ำเสียงเอ่ยเตือนเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แม้จะดีใจที่ไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นอยู่ แต่ถ้าหากใครรู้เรื่องของลี่หนิงขึ้นมา คงจะวุ่นวายและไม่ปลอดภัย
“เจ้าค่ะ ข้ารับปาก ข้ารู้ว่าท่านรักและหวังดีกับข้าเป็นที่สุด”
“เจ้าเด็กโง่” รอยยิ้มไม่เคยจางหายไปจากเรียวปากคู่สวยของเหลียนจูแม้แต่นาทีเดียว “จริงสิอาหนิง อีกไม่กี่วันเจ้าก็จะอายุครบสิบสองปีแล้วนะ ไว้ไปถึงหมู่บ้านอานผิงเมื่อไหร่ป้าจะทำบะหมี่อายุยืนให้เจ้ากินนะ”
เห!! สิบสองปีหรือ นี่นางย้อนกลับมาเป็นเด็กขนาดนี้เชียว แต่ไม่เป็นไรนางชอบ อุวะฮ่าฮ่าฮ่า ดีเลยนางจะได้ไม่แก่เร็ว
“เป็นอะไรไปอาหนิง” เห็นเด็กสาวทำหน้าประเดี๋ยวหัวเราะประเดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวก็ขมวดคิ้วเหมือนคนจะดีใจ ก็ดีใจไม่สุดหรือนางคิดมากเรื่องใดกัน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย แต่ว่าท่านป้าบอกแล้วนะว่าจะทำบะหมี่อายุยืนให้ข้ากิน”
“แน่นอน ป้าพูดแล้วย่อมไม่คืนคำ”
“ข้าจะจำไว้”
“ในเมื่อกินเสร็จแล้ว ก็นั่งย่อยสักหน่อยแล้วค่อยไปนอนหลับพักผ่อนเอาแรง ร่างกายเจ้ายิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่”
“เจ้าค่ะ” ที่จริงนางก็หายเป็นปกติแล้วนะ แต่ค่อยบอกวันหลังก็แล้วกัน ตอนนี้ขอนางหลับพักผ่อนก่อนไม่ไหวแล้ว ยามที่อาหนิงล้มตัวลงนอนเหลียนจูก็จัดแจงห่มผ้าให้เด็กสาวอย่างเบามือและอ่อนโยน
“ท่านเองก็อย่าลืมพักผ่อนบ้างนะเจ้าคะ อย่าฝืนเด็ดขาดนะรู้ไหม ประเดี๋ยวมันจะทำให้ท่านล้มป่วยเอาได้ ข้าเป็นห่วง” ลี่หนิงเองกลัวว่าร่างกายของท่านป้าจะทรุดโทรม เพราะตลอดการเดินทาง ท่านป้าไม่ได้เอาใจใส่ดูแลรักษาร่างกายตนเองสักเท่าไหร่ มัวแต่เอาเวลาทั้งหมดมาดูแลนาง หากอีกฝ่ายได้พักผ่อนบ้างก็คงดี
“ได้ ๆ ป้าล้วนเชื่อฟังเจ้า อีกสักครู่ป้าค่อยไปนอน” ไม่ต้องบอกก็รู้ได้เลยว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นห่วงนางแค่ไหน
“เจ้าค่ะ ส่วนท่านลุงเองก็อย่าลืมพักผ่อนด้วยเล่า” หากเขาเกิดล้มป่วยขึ้นมาอีกคนจะแย่เอาได้ นางเองก็บังคับรถม้าไม่เป็นหรอกนะ
“ขอบใจมากนางหนูที่เป็นห่วง แต่ข้าไม่เป็นไรยังไปต่อได้อยู่”
เหลียนจูได้ยิ้มอ่อนให้กับความช่างเอาใจใส่คนรอบข้างของลี่หนิง ยังจะเป็นห่วงผู้อื่นอยู่ทั้งที่ตนเองนั้นตาปรือจนแทบลืมไม่ขึ้นแล้ว ‘นี่แหละหนาเด็ก ไม่ว่าอย่างไรจิตใจก็ยังใสซื่อบริสุทธิ์’ คิดไปมือก็ยกขึ้นมาลูบผมไปมาคล้ายขับกล่อมให้เด็กสาวหลับสบาย
ทำไมกันนะ ฮูหยินกับนายท่านซูถึงได้ทิ้งเด็กที่น่ารักคนนี้ได้ลงคอ นางทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ ไยถึงได้เชื่อคนนอกมากกว่าคนที่ตนเองให้กำเนิดออกมา
เหตุใดถึงรักไม่เท่ากัน หรือเพียงเพราะต้องการแค่คุณชายน้อย จึงหลงลืมและตั้งใจทิ้งอาหนิงให้เดียวดายไร้คนเหลียวแล ไม่รับรู้ความอ้างว้างของเด็กสาว ว่าการถูกทอดทิ้งหมางเมินจากครอบครัวมันจะรู้สึกอย่างไร หรือเพียงเพราะพวกเขานั้นไร้หัวใจจึงไม่สนสิ่งใด ว่าใครบ้างจะเจ็บปวดเจียนตายจากการกระทำสิ้นคิดเหล่านี้
เห็นทีคราวนี้ เมื่อเดินทางไปถึงหมู่บ้านอานผิงคงต้องรายงานเรื่องราวทุกอย่างให้นายท่านโจวทราบ แม้ว่านายท่านโจวจะเป็นเพียงสหายร่วมสาบานกับนายท่านซู แต่เขาก็รักอาหนิงไม่ต่างจากบุตรสาวของตนเอง ต่างจากบิดามารดาที่แท้จริง กลับใจดำทิ้งได้ลงคอ คิดแล้วก็ปวดใจแทน แต่ก็เอาเถิดนางจะตั้งใจเลี้ยงดูอาหนิงให้ดีเอง สักวันคนพวกนั้นจะต้องเสียใจที่ทอดทิ้งและขับไล่อาหนิงออกมา
เช้าวันรุ่งขึ้น
แสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องลอดผ่านผ้าม่านในรถม้า เข้ามาแยงตาคนที่กำลังนอนหลับฝันหวาน คล้ายอยากจะปลุกให้เด็กน้อยลุกขึ้นจากการตื่นนอนรับเช้าอันสดชื่น สายลมอ่อนพัดโชยเอื่อยเฉื่อยหอบกลิ่นน้ำค้างยามเช้า และกลิ่นดอกไม้นานาชนิดติดมากับสายลมที่พัดผ่าน
ทำให้บรรยากาศตอนเช้าสดชื่นแจ่มใส เสียงนกขับร้องไพเราะเสนาะหู หมู่มวลผีเสื้อบินวนไปมา เด็ดดอมความหอมหวานจากกลีบเกสร ยอดไม้เอนไหวตามสายลม เสียงใบไผ่ลู่ลมช่างชื่นใจ
ลี่หนิงสูดเอากลิ่นยามเข้าเต็มปอด แล้วยื่นแขนออกไปจนสุด บิดกายไล่ความง่วงงุน อ้าปากหาวหวอดจนน้ำตาซึม
“ตื่นแล้วหรืออาหนิง เป็นอย่างไรบ้างหลับสบายหรือไม่”
“อืม ดีมากเลยเจ้าค่ะ”
“หรือยัง?”
“ข้ายังไม่หิวเลยเจ้าค่ะ ท่านป้ากินก่อนได้เลย ไม่ต้องรอข้า” เพราะตัวข้านั้นอยากจะออกไปยืดเส้นยืดสายด้านนอกจะแย่แล้ว ยิ่งเดินลงมาจากรถม้าแล้วเห็นภาพทิวทัศน์นี้ อื้อออ! ช่างเป็นบรรยากาศที่หาจากโลกเก่าไม่ได้จริง ๆ
เห็นทียามไปถึงหมู่บ้านอานผิง นางคงมีอะไรสนุก ๆ ให้ทำเป็นแน่ หึหึหึ อืม เอาเป็นว่าซื้อภูเขาสักสองลูกแล้วก็ติดแม่น้ำลำธารด้วยยิ่งดีใหญ่
สร้างสำนักเป็นของตัวเองเหมือนในละครก็ใช้ได้อยู่นะ ไว้รอให้ไปถึงที่นั่นก่อนเถอะ นางจะสร้างให้ใหญ่โตไปเสียเลย แค่คิดก็มีความสุขแล้ว ถ้าหากทำได้จริง ๆ เล่า โอ้ววว… นัยน์ตาดอกท้อคู่สวยทอประกายฉายแววสนุก
เหลียนจูที่เห็นอาหนิงเหมือนยืนขบคิดบางสิ่ง หน้านิ่วคิ้วขมวด แต่จู่ ๆ นางก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ทำเอาเหลียนจูที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับยิ้มแก้มปริ ดีนักที่เห็นเด็กน้อยร่าเริง นับจากนี้คงมิต้องกังวลกลัวว่านางจะปรับตัวอยู่ไม่ได้
แต่ใครเล่าจะรู้ว่าความคิดของลี่หนิงในตอนนี้ นั้นสวนทางกับของเหลียนจูอย่างสิ้นเชิง หากเหลียนจูได้ยินสิ่งที่เด็กน้อยตั้งมั่นไว้เมื่อไปถึง คงมิต้องตกใจตาค้างวิญญาณออกจากร่างเลยหรือ
การเดินทางผ่านไปวันแล้ววันเล่า ผ่านหมู่บ้านนับไม่ถ้วน นั่นเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจสำหรับลี่หนิงเป็นอย่างมาก การใช้ชีวิตของคนที่นี่เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงนัก บางครอบครัวแม้จะอยู่อย่างยากลำบาก ทว่าพวกเขากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่บ่งบอกว่าพวกเขานั้นมีความสุขมากเท่าไหร่ ช่างแตกต่างกับการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงลิบลับ เป็นอะไรที่ เฮ้อ… ก็ตามนั้นแหละ
ทั้งสามเดินทางรอนแรมมาเป็นเวลาสิบกว่าวัน จึงได้หยุดพักบริเวณริมแม่น้ำสายหนึ่ง เพื่อให้ม้าได้กินน้ำกินหญ้าและพักฝีเท้าคลายความเหนื่อยล้าของมัน
“ท่านลุงเจ้าคะ หากเราจะพักค้างแรมบริเวณนี้มันจะปลอดภัยหรือไม่?” ลี่หนิงถามออกไปเพื่อความมั่นใจ หากนางจะพักค้างแรมที่นี่ ก็ต้องมั่นใจได้ว่าจะปลอดภัยแน่นอน โดยไม่มีอะไรผิดพลาดจนทำให้ผู้อื่นเป็นอันตรายไปด้วย
“หากจะพักค้างแรมที่นี่ก็ย่อมได้ แต่เจ้าไปพักที่โรงเตี๊ยมไม่ดีกว่าหรือ จะได้ไม่ต้องลำบาก ที่นั่นยังมีผ้าห่มอุ่น ๆ ที่นอนนุ่ม ๆ ให้เจ้าได้นอนอย่างสบายใจ”
“ข้าไม่ชอบความวุ่นวายเจ้าค่ะ” เพียงประโยคเดียวของนางทำเอารอบข้างเงียบสนิทจนนางแปลกใจ “เอ๋ ทำไมถึงเงียบไปล่ะเจ้าคะ” ลี่หนิงถึงกับงุนงงกับปฏิกิริยาของทั้งสองคนเป็นอย่างมาก เพียงชั่วครู่นางก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไป แล้วส่งยิ้มไปให้ท่านลุงจาง
การเดินทางเป็นเวลาหลายวัน ทำให้ทั้งสามเริ่มสนิทใจกันและทำให้ลี่หนิงได้รู้ว่าคนขับรถม้าแท้จริงแล้วชื่อท่านลุงจาง นับว่าหลายวันที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าเขานั้นเป็นคนดี่น่าคบหาผู้หนึ่ง
“เจ้าอยากลองกินปลาเผากลางป่าหรือไม่นางหนู”
ได้ยินว่าจะได้กินปลาเผา หูนางนี่ผึ่งยาวเป็นทาง แววตาระยิบระยับเก็บความตื่นเต้นดีใจไว้ไม่มิด จึงโดนเหลียนจูดุไปหนึ่งที แหม่!! ก็คนมันอยากกินนี่
“เจ้าเด็กเห็นแก่กิน”
“โถ่!! ท่านป้าก็ข้าอยากนี่ อยู่ที่นั่นข้ากับท่านได้กินแต่น้ำข้าวกับผักต้มน้ำเปล่า มันจะไปอร่อยกว่าปลาเผาได้อย่างไรละเจ้าคะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แม่นางเหลียนเจ้าเองก็อย่าไปดุนางหนูมันให้มากนักเลย” แม้ว่าสีหน้าและคำพูดของเขาดูเหมือนจะปกติ แต่ทว่ามันกลับไม่ใช่อย่างที่แสดงออกมาสักนิด ในใจของจางชิงในตอนนี้ราวกับน้ำเดือด ยามที่ได้ยินเด็กสาวกล่าวมา พลางส่งสายตาไปยังเหลียนจูนัยน์ตาลึกล้ำยากคาดเดา
“ใช่ ๆ ท่านลุงจาง แล้วก็นะเรียกข้าว่าอาหนิงเหมือนท่านป้าก็ได้”
“หากเจ้ากล่าวมาเช่นนั้น ลุงมิเกรงใจแล้วนะ งั้นเจ้าขึ้นไปนั่งรอลุงบนรถม้าก่อนก็แล้วกัน ประเดี๋ยวลุงจะไปจับปลามาก่อน หากได้แล้วลุงจะตะโกนเรียกเจ้าให้เสียงดังเลย ดีหรือไม่?”
“ดีเจ้าค่ะ” ลี่หนิงเผยยิ้มถูกใจ โอ๊ย!! ปลาเผา ๆ ถ้าได้กินคุ่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดด้วยละก็ อื้อหือ! อาหร่อยยย!! แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว จนไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของลุงจางและป้าเหลียน ที่กำลังเดินพูดคุยด้วยสีหน้าจริงจังเคร่งเครียด ลักษณะท่าทางเหมือนจะคุ้นเคยและรู้จักกันมาก่อนจนเป็นที่น่าสงสัย
ลี่หนิงมัวแต่วาดฝันภาพปลาเผาอยู่นาน ในขณะที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ก็ได้ยินเสียงบางอย่างร้องดังออกมา
“ตัวอะไรน่ะ”