บทที่ ๕ ข้าจะเลี้ยงดูอย่างดี (2)
“ว่าอย่างไรเล่า ไยถึงมัวแต่อ้ำอึ้งอยู่” เหลียนจูเร่งรัดเอาคำตอบจากเด็กสาวด้วยความเป็นห่วง
ทว่า… ไม่ทันที่ลี่หนิงจะได้เอ่ยบอก เสียงของจางชิงก็แทรกดังขึ้นมาเสียก่อน
“นะ…นี่มันลูกพยัคฆ์ขาวนี่ อาหนิงเจ้าไปได้มันมาอย่างไรกัน” น้ำเสียงตื่นเต้นของจางชิงทำลี่หนิงแปลกใจ
“คือข้าได้ยินเสียงมันร้องดังออกมาจากในป่า เลยเดินตามเสียงเข้าไปก็เจอเข้ากับเจ้าไป๋นอนหมอบอยู่ข้าง ๆ แม่ของมันที่นอนจมกองเลือดอยู่เจ้าค่ะ” จากนั้นลี่หนิงก็เล่ารายละเอียดที่ตนเจอออกมาเป็นฉาก ๆ ด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ในใจก็นึกสงสารที่มันต้องพรากจากมารดาตั้งแต่เยาว์วัย
“นี่เจ้าตั้งชื่อให้มันแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่เจ้าค่ะ ท่านลุงจาง” เมื่อตอบคำถามคนตรงหน้าเสร็จ ก็หันไปหาเหลียนจูด้วยความรู้สึกผิด
“ท่านป้า ข้าขอโทษนะเจ้าคะ ที่ทำให้ท่านเป็นห่วงและวุ่นวายตามหาข้า แต่ข้าขอเอาเจ้าไป๋ไปเลี้ยงนะเจ้าคะ”
“เอาเถิด ป้าเองก็มิได้โกรธอะไรเจ้าขนาดนั้น ป้าเพียงแค่เป็นห่วงเจ้า ส่วนเจ้าตัวนี้หากเจ้าต้องการเลี้ยงดูมัน ก็พากลับไปด้วยเถอะ ถึงอย่างไรมันก็ไม่มีแม่คอยดูแลแล้ว”
“ข้าจะดูแลมันอย่างดีเลย จะไม่ทิ้งขว้างมันเหมือนอย่างที่ข้าเคยเจอ เพราะนับต่อจากนี้อาไป๋จะเป็นสมาชิกในครอบครัวอีกตัว”
“ในเมื่อตัดสินใจที่จะรับมาเลี้ยงดูแล้ว ก็ดูแลมันดี ๆ เล่า”
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะท่านลุงจาง”
“ว่าแต่ ลูกพยัคฆ์ตัวนี้มีชื่อว่าอะไรหรือ?” เหลียนจูเอ่ยถาม
“อาไป๋เจ้าค่ะท่านป้า”
ง๊าวววว
ลูกพยัคฆ์ตัวน้อยส่งเสียงตอบรับเหมือนกับว่าตัวเองนั้นเข้าใจภาษษมนุษย์ พลางกระโดดออกจากอ้อมแขนของลี่หนิง แล้วเดินเข้าไปคลอเคลียขาของเหลียนจูอย่างอ้อน ๆ จนผู้ถูกอ้อนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเอ็นดูกับความน่ารักของมัน เหลียนจูถึงกับอุ้มมันขึ้นมาแนบอก
ง๊าวว ง๊าวววว
“ดูท่าทางแล้วคงจะขี้อ้อนไม่น้อย” ลี่หนิงรู้สึกถูกใจจนต้องเผยยิ้มกว้าง อย่างน้อยท่านป้าก็เอ็นดูอาไป๋
“อาหนิง แม่นางเหลียน มากินข้าวเร็วเข้า ข้าย่างปลาเสร็จแล้ว” จางชิงเห็นว่าเลยเวลากินข้าวไปสักพักแล้ว ก็เอ่ยเรียกสตรีทั้งสอง
“ไปกันเถอะท่านป้า”
“จ้ะ”
“ไปกันอาไป๋”
ทว่าพวกนางทั้งสองคงจะช้ากว่าอาไป๋เสียแล้ว เพราะตั้งแต่ได้กลิ่นปลาย่างโชยมา ก็เดินนวยนาดเข้าไปหาจางชิงโดยมิต้องมีผู้ใดเอ่ย ทิ้งให้ลี่หนิงกับเหลียนจูยืนหน้าเหวออยู่ด้านหลังของมัน ทั้งลี่หนิงและเหลียนจูต่างมองหน้ากันอยู่ชั่วครู่ ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเสียงดัง
“เจ้าตัวแสบเอ๊ย!! เกรงว่าข้ากับท่านป้าจะช้ากว่าอาไป๋เสียแล้ว”
“ป้าว่า มันคงจะหิวน่ะ” เหลียนจูกลั้วหัวเราะเจ้าลูกเสือน้อยด้วยความเอ็นดู แต่เหมือนนางจะนึกบางสิ่งได้จึงเอ่ยเรียกลี่หนิงไว้ แล้วปล่อยให้หนึ่งคนหนึ่งสัตว์กินปลาย่างไปก่อน
“อาหนิง” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาไม่ค่อยมั่นคงสักเท่าไหร่ คล้ายกับลังเลอะไรบ่างอย่าง
“เจ้าคะ”
“คือว่า ป้ามีเรื่องที่จะต้องบอกเจ้า หากไม่บอกออกไปป้าไม่ค่อยสบายใจนักหากเจ้ามารู้เอาทีหลัง”
“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”
“เรื่องจางชิงน่ะ ป้าไม่อยากโกหกหรือปกปิดเจ้าหรอกนะอาหนิง แต่ก่อนหน้านี้มันจำเป็นจริง ๆ”
“ลุงจาง เขาทำไม?”
“แท้จริงแล้ว เขาคือคนของนายท่านโจว…”
“รวมไปถึงท่านป้าด้วยใช่ไหม”
“คะ…คือ”
“เฮ้อ…ที่จริงแล้วข้าก็พอเดาได้อยู่แล้วแหละเจ้าค่ะ อีกอย่างเป็นข้าเสียมากกว่าที่ต้องขอบคุณเขา หากเขาไม่ส่งพวกท่านมา ลองคิดดูสิว่าตอนนี้ข้าจะเป็นยังไง”
“นี่เจ้า รู้มาตลอดเลยหรือ”
“ก็ไม่ขนาดนั้น ข้าเพียงแค่สงสัย”
“แต่ว่านะท่านป้า…” จู่ ๆ บรรยากาศรอบข้างลดฮวบไอเย็นแผ่กระจาย ทั้งยังมีสีหน้าเย็นชาของลี่หนิง แรงกดดันเริ่มแผ่กระจายลอยออกมาจากตัวของลี่หนิง ทำเอาเหลียนจูถึงกับนิ่งแข็ง ดวงตาเบิกกว้างแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น แม้จะหวั่น ๆ ใจอยู่พอสมควร
“อาหนิง” น้ำเสียงแผ่วเบาเอ่ยออกมาจนแทบไม่ได้ยิน
“ตกใจขนาดเลยหรือท่านป้า” พูดจบอาหนิงก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์ใด ๆ
“นี่เจ้าแกล้งป้าอย่างนั้นหรือ อาหนิง”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ลี่หนิงหัวเราะไปพร้อมกับกุมท้อง เพราะนางหัวเราะมากจนเกินไปทำให้จุกท้องไม่น้อย
“เฮ้อ เจ้านี่น่ะ น่าตีจริงเชียว ไยถึงได้ซุกซนนักเล่า” แต่ว่านะแรงกดดันมากมายพวกนี้ทำไมถึงได้แผ่กระจายออกมาจากตัวอาหนิงเล่า หรือว่ายังมีสิ่งใดที่นางไม่รู้อยู่อีก และกว่าเหลียนจูจะรู้สึกตัวอาหนิงก็เดินหายเข้าไปในป่าพร้อมกับเจ้าไป๋เสียแล้ว
“เหลียนจู!” จางชิงเรียกสตรีตรงหน้าเสียงดัง ทำเอาเหลียนจูถึงกับหลุดออกจากภวังค์
“อะไรของเจ้ากันจางชิง เสียงดังไปได้”
“อาหนิงเข้าไปในป่ากับอาไป๋ตั้งพักหนึ่งแล้ว ว่าแต่เจ้าเป็นอะไรไปถึงได้ยืนนิ่งอยู่เช่นนี้”
“ข้ารู้สึกแปลก ๆ น่ะ เหมือนมันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ข้าก็บอกไม่ได้ว่าเป็นที่ตรงไหน”
“ข้าไม่เข้าใจ เจ้าหมายถึงอะไรกันแน่” ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่น สงสัยว่านางต้องการจะสื่ออะไร
“ก็บรรยากาศรอบ ๆ ตัวอาหนิงน่ะสิ เมื่อครู่มีแต่แรงกดดันแผ่ออกมาเต็มไปหมด จนข้าแทบจะยืนทรงตัวไม่อยู่ โดยเฉพาะไอเย็นนั่น มันเย็นยะเยือกจนข้ายังรู้สึกหวาดกลัว”
“เป็นไปได้ยังกัน นางไม่เคยฝึกวรยุทธ์เลยด้วยซ้ำ มิใช่ว่าเจ้าคิดมากไปเองหรอกหรือ”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจสักเท่าไหร่”
“อ้าว! ขนาดเจ้าเองยังไม่แน่ใจ แล้วข้าจะไปรู้กับเจ้าด้วยหรือ?” จางชิงได้แต่ส่ายหัวไปมากับความคิดมากของเหลียนจู แล้วเดินกลับไปที่รถม้าปล่อยอีกฝ่ายยืนเคว้งอยู่ผู้เดียว
ไม่ถึงสองเค่อลี่หนิงก็เดินออกมาจากป่าพร้อมกับเจ้าไป๋ แต่ที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือเจ้าสิ่งที่อาหนิงอุ้มแนบอกมานั่นต่างหากล่ะ
“แหนิง นี่เจ้าไปเก็บตัวอะไรมาได้อีกล่ะนั่น คราวนี้เป็นตัวอะไรอีกล่ะ”
“เอ่อ ลูกหมาเจ้าค่ะ”
“ไหนขอลุงดูหน่อยสิ ว่าเป็นสัตว์ชนิดไหน” แล้วชะโงกหน้าเข้ามาดูใกล้ ๆ พอเห็นว่าเป็นตัวอะไรจางชิงถึงกับผงะตกใจร้องขึ้นเสียงดัง “เฮ้ย!!”
“เป็นอะไรของเจ้ากันจางชิง ร้องเสียดังเชียวอย่างกับคนโดนผีหลอก”
“ยิ่งกว่าผีเสียอีก” เขาถึงกับลอบปาดเหงื่อตรงขมับ
“ไหนมาดูสิ อะไรกันที่ทำให้เจ้าต้องอุทานเสียกิริยาถึงขนาดนั้น” เหลียนจูเป็นอีกคนที่ชะโงกหน้าเข้าไปดูแล้วถึงกับติดอ่างพูดติด ๆ ขัด ๆ “นะ…นี่มัน” แล้วหันไปมองจางชิงก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
“หมาป่าจันทรา!!”
เจ้าไป๋ถึงกับสะดุ้งขนตั้งขู่ทั้งสอง พร้อมกับวิ่งไปแอบหลังลี่หนิง
เงี๊ยวววว ง๊าวววว
“พวกท่านจะเสียงดังไปไยเล่า เห็นไหมเจ้าไป๋ขวัญเสียหมดแล้ว” นางย่อตัวลงไปลูบหัวเจ้าพยัคฆ์น้อยอย่างปลอบโยน
“อะ…เอ่ออย่างนั้น” จางชิงถึงกับทำตัวไม่ถูก นี่มันเรื่องประหลาดอะไรกัน เหตุใดถึงได้มีสัตว์วิเศษมาอยู่กับคุณหนูของเขาได้พร้อมกันถึงสองตัวเล่า ทำเอาจางชิงเป็นกังวลนัก
“แฮ่ม!! ป้าว่าเรารีบเก็บของออกเดินทางเถอะ”
“เจ้าค่ะ ป่ะ อาไป๋ อาไห่ เรากลับบ้านกันเถอะ”