บทที่ 5 มีเส้นพลังลมปราณ
เฉินเอินปั๋วอุ้มบุตรสาวสุดที่รักของตนเองมาส่งถึงเตียงนอน ก่อนจะวางนางลงบนเตียงนอนอย่างอ่อนโยน ทำให้หัวใจที่เคยว่างเปล่าของเฉินเซียหนิงรู้สึกถึงความอบอุ่นและได้รับการเติมเต็มในใจ นี่สินะความรักของคนที่เป็นบิดา
เฉินเซียหนิงครุ่นคิดอยู่นานแต่นางก็ไม่รู้เพราะว่าเหตุใดตนเองจึงย้ายมาเข้าร่างของเฉินเป่าหนิง และไม่รู้ว่าในยามนี้เฉินเป่าหนิงตัวจริงหายไปอยู่ที่ไหน แต่ทว่าเมื่อมองเห็นเฉินเอินปั๋วกำลังมองนางอย่างสำรวจและมีความกังวลใจ แล้วยังมองเห็นท่านหญิงหย่งอันเดินเข้ามาในห้องด้วยความร้อนรนและเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงห่วงใย เฉินเซียหนิงก็รู้สึกว่าตนเองอยากจะเป็นเฉินเป่าหนิงคนนี้ต่อไปอีกยาวนาน
“หนิงเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไปเจ็บที่ใดหรือไม่ เจ้ารีบพูดบอกแม่มาเร็วเข้า” ท่านหญิงหย่งอันเดินเข้ามาหาเฉินเป่าหนิงแล้วใช้มือลูบสำรวจบุตรสาวของตนอย่างห่วงใย
เนื้อตัวของเฉินเป่าหนิงยังคงมีร่องรอยฟกช้ำอยู่นางจึงอดร้องครางออกมาเสียงเบาเพราะความเจ็บไม่ได้ เสียงนี้ทำให้เฉินเอินปั๋วและเฉินจื่อเฮ่ารู้สึกทนไม่ได้ และช่วยกันห้ามหญิงหย่งอันไม่ให้ทำให้เฉินเป่าหนิงเจ็บไปยิ่งกว่านี้…
เวลาต่อมาเฉินจื่ออี้ได้พาท่านหมอเสิ่นมาตรวจร่างกายของเฉินเป่าหนิงอย่างละเอียดอีกครั้ง เฉินเป่าหนิงจึงบอกถึงความปั่นปวนตรงจุดตันเถียนของนางให้ท่านหมอเสิ่นฟัง เพื่อให้อีกฝ่ายตรวจร่างกายของนางอย่างละเอียดอีกครั้ง
เมื่อท่านหมอเสิ่นตรวจเสร็จ เขามีสีหน้าแปลกประหลาดก่อนจะพูดขึ้นว่า “ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนักที่ร่างกายของคุณหนูใหญ่ในยามนี้กำลังมีพลังลมปราณกำเนิดขึ้นที่จุดตันเถียน”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ตั้งแต่แรกเกิดหนิงเอ๋อร์ของพวกเราเป็นผู้ที่ไร้เส้นพลังลมปราณนี่นา” เฉินเอินปั๋วเอ่ยถามอย่างประหลาดใจก่อนที่มือของเขาขยับไปที่หน้าท้องของบุตรสาวเพื่อจะตรวจสอบพลังของนาง แต่ถูกท่านหญิงหย่งอันตีมือเขาทิ้งเสียก่อน
“ท่านพี่ บุตรสาวเติบโตมากเกินกว่าที่ท่านพี่จะแตะต้องบุตรสาวเช่นนี้แล้วเจ้าค่ะ ข้าจะตรวจพลังของหนิงเอ๋อร์เอง”
“เติบโตมากแล้วอย่างไร นางก็ยังคงเป็นบุตรสาวสุดที่รักในสายตาของข้าเช่นเดิม” เฉินเอินปั๋วแก้ตัวเสียงเบาแต่เขาก็ยอมถอยห่างออกจากบุตรสาวตามความต้องการของท่านหญิงหย่งอัน
“หึ บุตรสาวสุดที่รักของท่านมิใช่พักอยู่ที่เรือนฮุ่ยฟางหรอกหรือ แล้วหนิงเอ๋อร์ที่ไร้พลังลมปราณตั้งแต่กำเนิดจะกลายเป็นบุตรสาวสุดที่รักของท่านได้อย่างไร”
เมื่อสิ้นคำพูดเสียดสีของท่านหญิงหย่งอัน ก็ทำให้สีหน้าของเฉินเอินปั๋วนิ่งขรึมลงในทันที แต่ท่านหญิงหย่งอันยังคงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจต่อว่า
“หึ…พอเอ่ยถึงเรื่องบุตรสาวสุดที่รัก ท่านพี่ก็พูดอะไรต่อไม่ออกเลยสินะเจ้าคะ” ท่านหญิงหย่งอันพูดด้วยน้ำเสียงแง่งอนปนน้อยใจเล็กน้อย
เฉินจื่ออี้รู้ดีว่าบิดาและมารดามีปมในใจเรื่องนี้ฝั่งแน่นมานานนับสิบกว่าปี ถ้าหากเขาปล่อยให้มารดาเอ่ยปากตัดพ้อบิดาต่อไป คนทั้งคู่จะต้องทะเลาะกันจนเข้าหน้ากันไม่ติดไปอีกนานหลายวัน เขาจึงรีบเอ่ยตัดบทว่า
“ท่านแม่จะลากชื่อเฉินฟู่ฟางขึ้นมาพูดเพื่ออะไรขอรับ ถ้าหากท่านพ่อและท่านแม่ทะเลาะกันประเดี๋ยวหนิงเอ๋อร์ก็จะรู้สึกไม่สบายใจแล้วเจ็บป่วยหนักขึ้นมาอีกนะขอรับ”
“ได้ๆ แม่ไม่พูดแล้ว เพราะสำหรับแม่แล้ว อย่างไรหนิงเอ๋อร์ย่อมสำคัญที่สุด” ท่านหญิงหย่งอันพูดเช่นนี้ทำให้สีหน้าหล่อเหล่าของเฉินจื่อเฮ่าบิดเบ้เล็กน้อย แต่ถูกพี่ใหญ่ส่ายหน้าห้ามปรามเฉินจื่อเฮ่าจึงพยายามเก็บอาการไม่พอใจเอาไว้
ตั้งแต่เล็กจนโตเป็นเพราะน้องสาวของเขาผู้นี้เกิดหลังจากเขาประมาณหนึ่งจิบถ้วยชา ทำให้นางมีร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยบ่อยครั้งเพราะอยู่ในท้องมารดานานเกินไป ยิ่งเติบโตใบหน้าของนางยิ่งงดงามน่ารักแต่กลับน่าสงสาร เพราะเมื่ออายุหกขวบท่านหมอหลายคนตรวจพบว่า เฉินเป่าหนิงไม่มีเส้นพลังลมปราณ ถ้าหากเป็นสามัญชนทั่วไปก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนไร้ประโยชน์ แต่ด้วยความที่เป็นบุตรสาวคนเดียวของท่านหญิงหย่งอันและยังเป็นหลานสาวของเสด็จยายเพียงคนเดียวของไทเฮาองค์ปัจจุบันทุกคนจึงยังคงให้ความสำคัญและตามใจคุณหนูเฉินผู้นี้เป็นอย่างดี
ความน่าสงสารของเฉินเป่าหนิงยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เมื่อถูกตรวจพบว่าตนเองไม่มีพลังลมปราณได้ไม่นาน เฉินเอินปั๋วก็อุ้มน้องสาวต่างมารดาที่เกิดจากสตรีที่ถูกแอบเลี้ยงดูอยู่ภายนอกกลับมาเลี้ยงดูที่จวน เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่มากของจวนตระกูลเฉิน เพราะท่านหญิงหย่งอันในอดีตเป็นถึงองค์หญิงบุญธรรมที่ได้รับการแต่งตั้งจากอดีตฮ่องเต้พระองค์ก่อน แต่เพื่อต้องการจะแต่งงานกับเฉินเอินปั๋วท่านหญิงหย่งอันจึงถึงกับยอมสละตำแหน่งองค์หญิง เพราะเฉินเอินปั๋วเคยให้สัญญาว่าจะมีท่านหญิงเป็นฮูหยินเพียงคนเดียวในชีวิตของเขา
ดังนั้นเฉินฟู่ฟางจึงเป็นเสมือนหลักฐานความนอกใจและการทำผิดสัญญาของเฉินเอินปั๋วที่มีต่อท่านหญิงหย่งอัน ในยามนั้นท่านหญิงหย่งอันถึงกับอุ้มเฉินจื่อเฮ่าและเฉินเป่าหนิงไปเลี้ยงดูอยู่ในพระตำหนักโซ่วอันหนิงของไทเฮาองค์ปัจจุบันอยู่นานหลายเดือนกว่าที่เฉินเอินปั๋วจะทำการขอร้องให้ท่านหญิงหย่งหนิงเดินทางกลับมาอาศัยอยู่จวนตระกูลเฉิน
นับแต่นั้นเฉินฟู่ฟางจึงเป็นคนที่ท่านหญิงหย่งอันรังเกียจ ส่วนคุณชายและคุณหนูทั้งสามคนของตระกูลเฉินก็ไม่มีใครให้ความสนิทสนมกับเฉินฟู่ฟาง มีเพียงท่านเฉินเอินปั๋วเท่านั้นที่ให้ความรักและคอยเลี้ยงดูเฉินฟู่ฟางอย่างเต็มที่เพียงคนเดียว…
“ท่านพี่ เมื่อครู่ท่านหมอบอกว่าหนิงเอ๋อร์ของข้านางมีพลังลมปราณแล้ว มิหนำซ้ำพลังลมปราณของหนิงเอ๋อร์ยังแข็งแกร่งอีกด้วย หนิงเอ๋อร์นี่เป็นเรื่องดีสำหรับเจ้า” ท่านหญิงหย่งอันพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ
ส่วนเฉินเซียหนิงเมื่อได้ยินคนพูดถึงเฉินฟู่ฟาง นางร้ายของเรื่องจึงไม่ได้สนใจเรื่องพลังในร่างของตนเอง แต่เมื่อได้ยินท่านหญิงหย่งอันพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ เฉินเซียหนิงก็ได้แต่ประหลาดใจ
ในบทละครเฉินเป่าหนิงเป็นหญิงงามที่มีชีวิตอาภัพ ทั้งอ่อนแอและโดนสามีผู้โหดร้ายกดข่มอยู่เสมอ ในบทละครหลินชิงอ๋องหลังจากแต่งงานกับเฉินเป่าหนิงแล้วก็แอบวางยาห้ามครรภ์ให้ภรรยาผู้นี้กิน เพราะเฉินเป่าหนิงมีแนวโน้มว่าจะมีบุตรฝาแฝด ในราชวงค์การคลอดลูกแฝดมิใช่เรื่องดี มิหนำซ้ำหลินชินอ๋องยังคิดจะแต่งงานใหม่กับบุตรสาวแม่ทัพอย่างเจิ้งลิ่วซีผู้เป็นนางเอก จึงผลักดันน้องสาวของภรรยาอย่างเฉินฟู่ฟางให้ได้แต่งงานกับพระเอกอย่างเซวียนเทียนหรงอย่างเต็มที่
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เฉินเป่าหนิงจึงเม้มปากมองมารดา บิดา และพี่ชายทั้งสองที่กำลังตื่นเต้นดีใจที่นางมีพลังลมปราณอย่างมีความหมาย
“ท่านพ่อ ในเมื่อข้ามีเส้นพลังลมปราณย่อมจะฝึกฝนเรียนวรยุทธได้ใช่ไหมเจ้าคะ”
“ย่อมได้แน่นอน หนิงเอ๋อร์เจ้าวางใจได้พ่อจะหาอาจารย์ยอดฝีมือมาสั่งสอนวิทยายุทธให้เจ้า” เฉินเอินปั๋วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดีใจ เพราะต่อไปนี้จะไม่มีใครยกเรื่องบุตรสาวคนโตของเขาเป็นคนไร้พลังลมปราณมาพูดใส่หน้าของเขาด้วยความเห็นใจอีก
“ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ” เฉินเป่าหนิงเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ และคิดในใจว่า เฉินเป่าหนิงไม่ใช่คนเดิมแล้ว เรื่องทุกอย่างในบทละครย่อมเปลี่ยนไป ในยามนี้นางจะต้องมีความสามารถเสียก่อนแล้วค่อยคิดหาทางถอนหมั้นกับหลินชินอ๋องให้ได้…
