บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 พี่ชายทั้งสอง

เมื่อพูดถึงพลังลมปราณเฉินเซียหนิงรับรู้ได้ว่าตนเองมีพลังขุมหนึ่งปั่นป่วนอยู่ที่จุดตันเถียน ช่วงเวลาในการรักษาตัวนี้เฉินเซียหนิงใช้ช่วงเวลาก่อนนอนนั่งสมาธิเพื่อปรับสมดุลจิตใจให้สงบตามปกติ เพราะหวังว่าเมื่อตื่นขึ้นมาตนเองอาจจะกลับไปอยู่ที่โลกใบเดิมของตนเอง

แต่เหตุการณ์หลายวันมานี้กลับไม่เป็นไปตามที่ใจของเฉินเซียหนิงวาดหวัง มิหนำซ้ำยังพบว่าร่างกายนี้มีพลังขุมหนึ่งซ่อนอยู่ แต่ถามบรรดาสาวใช้กลับไม่ได้คำตอบ เมื่อถามท่านหญิงหย่งอันมารดาผู้นี้ก็รีบเอ่ยห้ามไม่ให้นางนั่งสมาธิอีกเพราะกลัวว่าบุตรสาวจะมีอันตรายจากการเปิดขุมพลังนี้

“อาจจะเป็นเพราะเจ้าร่างกายอ่อนแอ ตอนที่กลิ้งตกเขาช่วงท้องน่าจะไปกระแทกกับก้อนหินทำให้อวัยวะภายในปั่นป่วน จนทำให้เจ้ารู้สึกแปลกประหลาดก็ได้ เจ้านอนพักรักษาตัวให้ดีอย่านั่งสมาธิรวบรวมจิตใจอะไรนั่นอีกเลย ถ้าหากเจ้าเป็นอะไรไปอีกตอนนี้แม่ก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว”

ในเมื่อท่านหญิงหย่งอันพูดถึงขนาดนี้ เฉินเซียหนิงจึงไม่รบเร้าถามมารดาเรื่องพลังลมปราณกับนางอีก จนหลายวันต่อมาเฉินเซียหนิงเดินออกมาเล่นนอกเรือนฮุ่ยหนิงของตนแล้วเดินผ่านสนามฝึกซ้อมของบิดาและพี่ชาย นางจึงได้เห็นพลังลมปราณที่ว่าร้ายกาจของคนในดินแดนแห่งนี้

นางเห็นท่านเฉินเอินปั๋วผู้เป็นบิดาของเฉินเป่าหนิงใช้พลังลมปราณสร้างคันธนูและลูกศรก่อนจะยิงพลังลมปราณไปที่เป้าโดยมีบุรุษอ่อนเยาว์สองคนยืนอยู่เคียงข้าง แต่เฉินเซียหนิงไม่ได้สนใจบุรุษสองคนนั้นเพราะมัวแต่ตื่นตะลึงกับการยิงลูกศรที่มีลักษณะเหมือนลมยิงทะลุทะลวงเป้าอย่างแม่นยำเท่านั้น

“เป่าหนิง เจ้าหายดีแล้วหรือจึงเดินเล่นมาถึงที่นี่ได้” บุรุษผู้อยู่ในชุดสีฟ้ารัดปลายแขนปลายขาของชุดด้วยเชือกหนังสีน้ำตาล ใบหน้าหล่อเหลาดูสดใสหมดจรด จนทำให้เฉินเซียหนิงหันมามองบุรุษที่พลิ้วกายมาหาตนเองอย่างรวดเร็วด้วยสายตาเหม่อลอย

“คุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ คนผู้นี้คือคุณชายรองเจ้าค่ะ” ชุนฮัวรีบกระซิบบอกคุณหนูของตนเสียงเบาเมื่อมองเห็นแววตาว่างเปล่าและตกตะลึงของเฉินเป่าหนิง

“ถ้าเช่นนั้นคนผู้นี้ก็คือเฉินจื่อเฮ่าสินะ” เฉินเซียหนิงพูดกับตนเองและคิดในใจว่าพระรองที่หล่อเหลาและสดใสเช่นนี้ทำไมนางเอกอย่างเจิ้งลิ่วซีจึงไม่ชอบ ถ้าหากเปลี่ยนเป็นนางคงจะเลือกบุรุษที่ดูหล่อเหลามีรอยยิ้มสดใสราวกับแสงแดดในยามสายเช่นนี้อย่างแน่นอน คนผู้นี้หล่อกว่าดาราชายวัยรุ่นดาวรุ่งที่มาแสดงเป็นเฉินจื่อเฮ่าในละครเสียอีก

“เป่าหนิง นี่พี่ชายรองเองเจ้าจดจำพี่ชายไม่ได้แล้วหรือ”

เฉินจื่อเฮ่าพูดด้วยน้ำเสียงเสียใจเล็กน้อย ทำให้เฉินเซียหนิงที่เคยเป็นเด็กกำพร้าต้องคอยทำทุกอย่างจากการสังเกตดูสีหน้าของคนอื่น รีบพูดปลอบใจเฉินจื่อเฮ่าอย่างรวดเร็วว่า

“พี่ชายรองอย่าเสียใจไปเลยเจ้าค่ะ หนิงเอ๋อร์ยังป่วยอยู่ ความทรงจำบางอย่างลืมเลือนไปบ้าง แต่อีกไม่นานความทรงจำก็คงจะกลับคืนมาเจ้าค่ะ”

คราวนี้เฉินจื่อเฮ่ายิ่งมองเฉินเป่าหนิงด้วยสีหน้าตกตะลึงไปใหญ่ เมื่อเห็นรอยยิ้มประจบเอาใจจากน้องสาวผู้เย่อหยิ่งของตนตรงหน้า ไหนจะคำเรียกขานเขาว่าพี่ชายรองของนางอีก เพราะปกติเฉินเป่าหนิงที่มีอายุเท่ากันกับเขามักจะเรียกเขาว่าจื่อเฮ่าเฉยๆ เนื่องจากพวกเขาทั้งคู่เป็นมังกรกำเนิดคู่หงส์ เกิดเวลาไล่เลี่ยกันเฉินเป่าหนิงจึงไม่ยอมเรียกเขาว่าพี่ชายรอง ส่วนตัวเขานั้นก็ชอบกลั่นแกล้งนางโดยการเรียกตนเองว่าเป็นพี่ชายรองของนางอยู่เสมอ

“หนิงเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงเดินมาไกลถึงที่นี่ ท่านหมอเสิ่นเอ่ยเตือนไม่ให้เจ้าเดินไปไหนมาไหนต้องพักผ่อนอยู่แต่ในเรือนไม่ใช่หรือ” เฉินเอินปั๋วเรียกคืนพลังเก็บคันธนูแล้วเดินมาหาบุตรสาวของตนมองนางด้วยแววตาสำรวจปนห่วงใย

เมื่อเห็นสาวใช้ย่อคำนับ เฉินเซี่ยหนิงก็ย่อคำนับเฉินเอินปั๋วตามสาวใช้ แล้วเรียกเขาเสียงเบาว่า “ท่านพ่อ”

เฉินเอินปั๋วขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะรีบมาจับประคองไหล่ของบุตรสาวทั้งสองข้างและเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย “หนิงเอ๋อร์เจ้าไม่สบายมากจริงๆ ไป…พ่อจะพาเจ้ากลับไปพักที่เรือนฮุ่ยหนิงของเจ้า ไม่ต้องเดินแล้วเดี๋ยวพ่อจะอุ้มเจ้ากลับไปที่เรือนเอง”

เฉินเซียหนิงรีบขยับตัวหลบอ้อมแขนของเฉินเอินปั๋วอย่างรวดเร็ว นางไม่ชินกับการใกล้ชิดกับบุรุษที่เรียกตนเองว่าบุตรสาว และนางยังมึนงงกับท่าทางห่วงใยจนเกินพอดีของเฉินเอินปั๋วและเฉินจื่อฮ่าวอยู่บ้าง

ท่าทางการพลิ้วกายหลบของเฉินเป่าหนิงทำให้บุรุษรูปงามที่อยู่ในชุดสีขาวราวแสงจันทร์มองด้วยความสนใจ ก่อนจะเดินมาสมทบกับทุกคนแล้วพูดว่า

“ข้ามองดูการเคลื่อนไหวตัวเองของน้องสาวแล้ว ร่างกายของหนิงเอ๋อร์คงจะไม่เป็นอะไรมาก ท่านพ่อกับอาเฮ่าอย่าได้กังวลใจมากเกินไป”

เฉินเซียหนิงมองบุรุษผู้มาใหม่นี้ด้วยดวงตาพร่ามัวเล็กน้อย ยิ่งได้สบตากับดวงตาเรียวยาวของบุรุษผู้นี้หัวใจของเฉินเซียหนิงยิ่งเต้นรัว บุรุษผู้นี้หล่อยิ่งกว่าดาราชายสุดโปรดของนางเสียอีก ยิ่งมองเห็นริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อของอีกฝ่ายเม้มเขาหากันเพราะขบคิด หัวใจของเฉินเซียหนิงยิ่งเหมือนถูกหลอมละลาย

“พี่ใหญ่ ดูใบหน้าเป่าหนิงสิขอรับแดงก่ำจนน่าตกใจ พี่ใหญ่ยังจะบอกว่านางไม่เป็นอะไรมากหรอกหรือขอรับ” เฉินจื่อเฮ่าพูดด้วยน้ำเสียงตกใจ ก่อนจะขยับตัวมาใกล้ชิดร่างบางและยกมือขึ้นเพื่อเตรียมจะตรวจสอบใบหน้าของน้องสาวว่าร้อนหรือไม่ แต่แล้วมือของเขาก็พบแต่ความว่างเปล่า เพราะแม้จะลืมตัวอยู่แต่เฉินเซียหนิงก็ขยับตัวหลบมือของเฉินจื่อเฮ่าอย่างคล่องแคล่ว ทิ้งให้เฉินจื่อเฮ่ามองมือของตนเองที่สัมผัสความว่างเปล่าอย่างแปลกใจ

“ท่านคือ… เฉินจื่ออี้ใช่หรือไม่” เฉินเซียหนิงเอ่ยถามบุรุษที่อยู่ในชุดสีขาวนวลพระจันทร์อย่างเหม่อลอย

“อืม…” เฉินจื่ออี้ส่งเสียงในลำคอตอบน้องสาว ก่อนจะหลุบตาหลบสายตาลุ่มหลงของน้องสาวด้วยความรู้สึกอึดอัดปนประหลาดใจเล็กน้อย แล้วจึงหันมาพูดกับเฉินเอินปั๋วว่า

“ท่านพ่อ จื่ออี้คิดว่าหนิงเอ๋อร์คงจะป่วยหนักจริงๆ เสียแล้วขอรับ ท่านรีบพาน้องสาวกลับเรือนนอนเถิดขอรับ ส่วนข้าจะเป็นคนไปตามท่านอาจารย์มาที่นี่ด้วยตนเอง”

“ได้ๆ เจ้ารีบไปตามท่านหมอเสิ่นมาที่นี่เถิด" เฉินเอินปั๋วรับคำของบุตรชายคนโต ก่อนจะเคลื่อนกำลังของตนเพื่อมาบังคับอุ้มบุตรสาวที่ดิ้นหนีเขากลับเรือนนอนของนางได้สำเร็จ ปากก็เอ่ยเกลี้ยกล่อมบุตรสาวที่เอ่ยปากขอร้องจะลงเดินเองอย่างใจเย็น

“…” นี่คือการพบกันครั้งแรกของเฉินเซียหนิงและพี่ชายทั้งสองของเฉินเป่าหนิง ถ้าหากจะคิดให้ไม่สับสนก็คือสองคนนี้ได้กลายมาเป็นพี่ชายของนางไปเสียแล้ว เฉินเซียหนิงหันกลับไปมองใบหน้าหล่อเหลางดงามของเฉินจื่ออี้ด้วยแววตาสุดแสนเสียดาย…

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel