บทที่ 6 สถานการณ์ในงานเลี้ยง
เตียงหลังใหญ่ที่ทั้งมีกลิ่นหอมและอ่อนนุ่มช่วยปลอบโยนจิตใจของซูเยว่อิงมากที่สุด นางเอนกายลงไปนอนบนเตียงหลับตาลงพลางยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ ในที่สุดนางก็ได้นอนลงบนเตียงอันอ่อนนุ่มได้เสียที การถูกบุรุษผู้หนึ่งเคี่ยวกรำบนพื้นแข็งๆ ทำร้ายแผ่นหลังอันบอบบางของนางเป็นอย่างมาก ยามนี้ในใจของนางได้แต่หวังว่าหยางจื่อโม่จะสามารถหลบหนีออกจากจวนหลังนี้ไปได้
หากเป็นตามเนื้อหาในนิยายเขาจะถูกจับตัวไปไต่สวนและถูกลงโทษอย่างรุนแรงจนผลสุดท้ายเขาก็ลงมือทำร้ายผู้ควบคุมแล้วหลบหนีออกไปจากจวน หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากลูกน้องของเขา พอได้พบกับลูกน้องอาการความจำเสื่อมของเขาก็หายดี
หยางจื่อโม่คิดจะกลับมารับซูเยว่อิงแต่ก็พบว่าสายไปเสียแล้ว นางทนแบกรับความอับอายจากคำพูดของผู้คนรอบข้างไม่ไหว ฆ่าตัวตายด้วยปิ่นเงินเพียงด้ามเดียว เขาโกรธแค้นผู้คนในเมืองหลวงที่เอาเรื่องของนางไปติฉินนินทา เขาโกรธแค้นจวนสกุลซูที่บีบคั้นนาง คนที่ทำให้เขารู้สึกโกรธแค้นมากที่สุดก็คือซูเยว่หรูและกู้หมิง เป็นเพราะสองคนนี้ที่ทำให้ชื่อเสียงของซูเยว่อิงต้องแปดเปื้อน เขาจึงเดินทางกลับไปยังที่ดินบรรดาศักดิ์ของบิดารวบรวมผู้คนและยุยงบิดาของตนเองให้ก่อกบฏ
ความต้องการอันชั่วร้ายของเขาคือการเข่นฆ่าทุกคนที่เคยทำร้ายเขาและซูเยว่อิง ตอนที่เขายกทัพเข้าเมืองมาได้จึงได้ลงมือเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ราวกับผักปลา ความชั่วร้ายของเขาทำให้ทั้งซูเยว่หรูและกู้หมิงจับมือกันทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งความชั่วร้ายของเขา จนผลสุดท้ายก็ใช้ความลุ่มหลงของเขาที่มีต่อแสงจันทร์ขาวของเขาล่อลวงเขามาฆ่าทิ้งได้ในท้ายที่สุด
‘ข้ายังไม่ตายเช่นนี้ เขาคงจะไม่มีความคิดชั่วร้ายถึงเพียงนั้นแล้วกระมัง หรือต่อให้เขายังคงมีความคิดชั่วร้าย แสงจันทร์ขาวในใจเขาเช่นข้าคงจะไม่ถูกเขาฆ่าทิ้งอย่างโหดร้ายใช่ไหม’ ซูเยว่อิงคิดอยู่ในใจด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความกังวล ‘ข้ายังไม่อยากตาย หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะต้องหาวิธีที่ทำให้ตัวเองมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้’ นี่คือความคิดสุดท้ายก่อนที่นางจะหลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลีย
งานเลี้ยงฉลองในช่วงค่ำถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในโถงจัดเลี้ยงของจวน นายท่านผู้เฒ่าสกุลซูนั่งเป็นประธานเคียงคู่กับฮูหยินผู้เฒ่า มีผู้คนมากมายเข้ามาอวยพรพร้อมด้วยของขวัญ ตอนที่ซูเยว่ฉางเดินเข้าโถงจัดเลี้ยงมาแขกเหรื่อก็มาถึงกันมากแล้ว ฮูหยินหร่วนและหร่วนเจียอียืนอย่างเก้กังเพราะโต๊ะที่ควรจะเป็นของพวกนางยามนี้มีผู้อื่นจับจองไปเสียแล้ว สาวใช้ที่พาพวกนางมาที่โต๊ะมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจส่วนคนที่จับจองที่นั่งของผู้อื่นหน้าตาเฉยก็คือลูกพี่ลูกน้องของเขาซูเยว่ชิง
“เจ้ามิใช่เจ้าภาพหรอกหรือเหตุใดจึงได้มานั่งในส่วนที่ต้องใช้ต้อนรับแขกเช่นนี้” คำถามของซูเยว่ฉางทำให้สหายสนิทของซูเยว่ชิงมีสีหน้าอึดอัด ส่วนซูเยว่ชิงแค่เพียงยิ้มออกมาแล้วจ้องมองหร่วนเจียอีและมารดาของนางด้วยสายตาดูแคลน
“โต๊ะของข้ามีเยว่หรูนั่งอยู่ก่อนแล้ว ข้าไม่อยากจะลดตัวไปนั่งกับนางก็เลยพาสหายของข้ามานั่งที่โต๊ะนี้ พี่ใหญ่นี่คือคุณหนูสกุลต่งนางคือสตรีที่แอบชื่นชมพี่ใหญ่” เมื่อซูเยว่ชิงเอ่ยออกมาเช่นนี้ต่งฮุ่ยเหมยก็ตีแขนของซูเยว่ชิงเบาๆ
“เจ้า! เอ่ยออกมาเช่นนี้กระทบกับชื่อเสียงของข้านะ” แม้ว่าจะเอ่ยตำหนิออกมาแต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความเขินอาย ซูเยว่ฉางจ้องมองท่าทีของซูเยว่ชิงและต่งฮุ่ยเหมยแล้วก็ทอดถอนใจออกมา เขาหันไปทางหร่วนฮูหยินและหร่วนเจียอีด้วยสีหน้ารู้สึกผิดแล้วเอ่ยกับพวกนางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสนิทสนม
“ท่านป้าหร่วน น้องหญิงหร่วน ข้าต้องขอโทษพวกท่านแทนน้องชิงชิงด้วย นางหย่อนการอบรมจึงได้ทำเรื่องเสียมารยาทถึงเพียงนี้ พวกท่านมานั่งที่โต๊ะของเยว่อิงเถิด วันนี้น้องสาวของข้าไม่ค่อยสบายจึงไม่ได้มาร่วมงาน” เขาเอ่ยพลางหันไปสั่งให้สาวใช้พาพวกเขาไปที่โต๊ะของซูเยว่อิง
“พี่ใหญ่! พี่หญิงเยว่อิงจะต้องไม่พอใจแน่หากรู้ว่าพี่พาผู้อื่นไปนั่งที่โต๊ะของนาง” คำพูดของซูเยว่ชิงทำให้ซูเยว่ฉางหันไปมองนางแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“น้องหญิงหร่วนคือคู่หมายของข้าหาใช่คนอื่นไกล ตัวเจ้าเองก็ระวังตัวเอาไว้เถิดหากเยว่อิงรู้ว่าเจ้ากล้ารังแกว่าที่พี่สะใภ้ของนางต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ เมื่อนางหายดีเมื่อไหร่จะต้องมาจัดการเจ้าแน่” เมื่อเอ่ยจบเขาก็หันไปผายมือเชื้อเชิญหร่วนฮูหยินและหร่วนเจียอีให้เดินตามสาวใช้ไปยังที่นั่งของซูเยว่อิง
“ข้าขอตัวไปมอบของขวัญให้ท่านปู่ก่อน” เมื่อซูเยว่ฉางเอ่ยออกมาเช่นนี้หร่วนเจียอีก็หันไปมองของขวัญที่สาวใช้ของนางถือมา
“ท่านป้าหร่วน น้องหญิงหร่วนพวกท่านจะไปมอบของขวัญพร้อมกันกับข้าเลยไหม เยว่อิงเองก็ฝากของขวัญของนางมากับข้าเช่นเดียวกัน” เมื่อซูเยว่ฉางเอ่ยถามเช่นนี้หร่วนเจียอีก็หันไปมองหร่วนฮูหยิน เมื่อหร่วนฮูหยินพยักหน้านางจึงได้หันมาเอ่ยกับซูเยว่ฉางด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“เช่นนั้นรบกวนพี่ใหญ่ซูช่วยนำทางด้วยเจ้าค่ะ” เมื่อนางเอ่ยออกมาเช่นนี้ซูเยว่ฉางก็ยิ้มออกมาแล้วเดินนำหร่วนฮูหยินและหร่วนเจียอีไปที่โต๊ะด้านหน้าของโถงจัดเลี้ยง
“ท่านปู่ ข้านำของขวัญของตนเองและของขวัญของน้องหญิงเยว่อิงมามอบให้ท่าน” เมื่อเขาเอ่ยจบหานผู่ก็นำของขวัญไปมอบให้พ่อบ้านแล้วบอกกับพ่อบ้านว่าภาพวาดในมือของเขาคือของคุณชายใหญ่ ส่วนกล่องใส่เครื่องเขียนเป็นของคุณหนูใหญ่
พ่อบ้านเปิดม้วนภาพออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แล้วจึงได้เปิดกล่องใส่เครื่องเขียนออก เขาให้คนของเขาชูม้วนภาพขึ้นเพื่อให้ผู้อื่นได้ชื่นชมความงามของภาพวาด และให้คนของเขาอีกคนนำเครื่องเขียนที่ทำจากหยกแสดงให้ผู้ที่มาร่วมงานเลี้ยงดูแล้วประกาศออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“คุณชายใหญ่มอบภาพวาดโบราณ ส่วนคุณหนูใหญ่มอบชุดเครื่องเขียนหนึ่งชุด”
“หลานขอให้ท่านปู่มีสุขภาพแข็งแรงอายุยืน ภาพวาดของจิตรกรผู้นี้หลานรู้ว่าท่านปู่ตามหามานานมาก หลานจึงช่วยท่านปู่ตามหาอีกแรงเพื่อแสดงความกตัญญูของหลานที่มีต่อท่านปู่ ส่วนของขวัญของเยว่อิง นางคัดเลือกหยกเนื้อใสบริสุทธิ์มาให้ช่างฝีมือทำเป็นด้ามพู่กัน แท่นฝนหมึกและแท่นทับกระดาษ ขนของพู่กันคือขนของหมาป่าอันอ่อนนุ่ม ความตั้งใจของนางท่านปู่ก็คงจะเห็นแล้ว” เมื่อซูเยว่ฉางเอ่ยออกมาเช่นนี้ซูหย่วนผิงก็พยักหน้าแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปลาบปลื้มใจ
“พวกเจ้าสองพี่น้องช่างรู้จักเอาอกเอาใจข้า ขอบใจพวกเจ้ามาก” เมื่อซูหย่วนผิงเอ่ยจบก็เห็นว่าซูเยว่ฉางหันไปส่งสายตาให้คนของหร่วนเจียอีนำของขวัญไปมอบให้แก่คนของพ่อบ้านใหญ่
“ท่านป้าหร่วนและน้องหญิงหร่วนก็นำของขวัญมามอบให้ท่านปู่ด้วยขอรับ” เมื่อซูเยว่ฉางเอ่ยจบกล่องไม้ที่ถูกแกะสลักอย่าประณีตก็ถูกเปิดออก ด้านในคือพระพุทธรูปที่ทำจากหยกขาวขนาดเท่าฝ่ามือ เนื้อของหยกแค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าล้ำค่า ด้วยสถานะของสกุลหร่วนในยามนี้ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกกังขาว่าหร่วนเจียอีนำพระพุทธรูปหยกมาได้อย่างไร
“พระพุทธรูปหยกนี้คือของเก่าที่ท่านปู่ของข้าสะสมเอาไว้ ข้าได้ยินมาว่านายท่านผู้เฒ่าชอบสะสมของโบราณจึงได้นำมามอบเป็นของขวัญ หวังว่านายท่านผู้เฒ่าจะไม่รังเกียจ” เมื่อหร่วนเจียอีเอ่ยออกมาเช่นนี้ซูหย่วนผิงก็รีบเอ่ยออกมาในทันที
“ของขวัญล้ำค่าถึงเพียงนี้ข้าหรือจะกล้ารังเกียจ ในทางกลับกันข้ากลับรู้สึกลำบากใจที่จะรับมาต่างหาก”
“ไม่ต้องรู้สึกลำบากใจหรอกเจ้าค่ะ ท่านคือสหายรักของท่านปู่ของข้า ยามนี้ท่านปู่ของข้าอาจจะกำลังรู้สึกยินดีที่ของรักของท่านมาอยู่ในมือของสหายของท่าน บารมีของพระพุทธองค์อันศักดิ์สิทธิ์จะได้ช่วยปกป้องนายท่านผู้เฒ่าให้ปราศจากโรคภัย มีอายุยืนไปอีกหลายร้อยปีเจ้าค่ะ” เมื่อหร่วนเจียอีเอ่ยออกมาเช่นนี้ซูหย่วนผิงก็หัวเราะแล้วเอ่ยปากชื่นชมออกมา
“สมแล้วที่เป็นหลานสาวของตาเฒ่าหร่วนช่างมีคารมคมคายไม่ต่างไปจากเขาเลย”
