ตอนที่ 4 มื้อค่ำที่น่าอึดอัด
หลังจาก "ศึกโจ๊กไข่ขาว" เมื่อเช้าผ่านไป บรรยากาศในคฤหาสน์ตระกูลฟู่ดูจะแปลกประหลาดไปกว่าเดิม สาวใช้หลายคนเริ่มกระซิบกระซาบกันว่าคุณผู้หญิงอาจจะ ‘ผีเข้า’ หรือไม่ก็ ‘สมองกระทบกระเทือน’ จากงานเลี้ยงเมื่อคืน แต่สำหรับหลินซี เธอไม่สนใจข่าวลือเหล่านั้น สิ่งเดียวที่เธอทำตลอดทั้งบ่ายคือการนั่งอยู่ในห้องสมุด ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของตระกูลฟู่และตารางเรียนของจื่อหาน
เย็นวันนั้น หลินซีตัดสินใจลงมือทำอาหารเย็นเองอีกครั้ง เธอจัดโต๊ะอย่างเรียบง่ายแต่ดูดี และสั่งให้ป้าหวังไปเชิญฟู่อวี่เฉินลงมาทานข้าวพร้อมกับลูกสาว
บนโต๊ะอาหารมีเพียงสามที่นั่ง บรรยากาศกดดันจนแทบจะหายใจไม่ออก จื่อหานนั่งตัวลีบอยู่ข้างพ่อ ส่วนฟู่อวี่เฉินก็นั่งหน้านิ่งประหนึ่งรูปสลักน้ำแข็ง เขามองจานอาหารตรงหน้า—ปลากะพงนึ่งซีอิ๊วและซุปซี่โครงหมูรากบัว—ก่อนจะปรายตามามองภรรยา
"วันนี้ไม่มีงานสังคมที่ไหนให้ไปอาละวาดหรือไง?" เขาเปิดฉากด้วยคำเหน็บแนม
หลินซีไม่สะทกสะท้าน เธอตักซุปใส่ถ้วยให้จื่อหานก่อนจะตอบ "ต่อจากนี้ฉันจะงดงานสังคมไร้สาระพวกนั้นค่ะ ฉันอยากใช้เวลากับลูกมากกว่า"
จื่อหานที่กำลังจะตักซุปชะงักมือทันที เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองแม่ด้วยแววตาหวาดระแวง "คุณแม่จะมาแย่งเวลาหนูไปทำอะไรคะ? น้าลู่หลินบอกว่าคุณแม่จะเอาหนูไปฝากไว้โรงเรียนประจำถ้าหนูทำตัวไม่น่ารัก"
หลินซีวางช้อนลงนิ่งๆ เธอมองจื่อหานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร "จื่อหาน... แม่ไม่เคยคิดจะส่งหนูไปไหนทั้งนั้น และที่สำคัญ... แม่คนเดิมอาจจะเคยพูดแบบนั้น แต่แม่คนนี้ 'จำไม่ได้' แล้วว่าเคยพูดอะไรแย่ๆ ไว้บ้าง"
"จำไม่ได้?" ฟู่อวี่เฉินขมวดคิ้ว "มุกความจำเสื่อมนี่มันล้าสมัยไปหน่อยไหมเจียงลี่อิง?"
"จะเรียกความจำเสื่อมก็ได้ค่ะ หรือจะเรียกว่า 'ตาสว่าง' ก็ดี" หลินซีหันไปสบตาสามีตรงๆ "ที่ผ่านมาฉันอาจจะเป็นภรรยาและแม่ที่แย่ แต่หลังจากนี้ฉันจะทำหน้าที่ของฉันให้ดีที่สุด ถ้าคุณยังไม่เชื่อใจก็ไม่เป็นไรค่ะ แต่อย่าเอานักลู่หลินอะไรนั่นมาเป่าหูลูกอีก ฉันไม่อยากให้ลูกเติบโตมาด้วยความเกลียดชัง"
"ลู่หลินไม่ได้เป่าหูใคร เธอแค่หวังดีกับจื่อหาน" ฟู่อวี่เฉินปกป้องนางเอกของเรื่องตามบทบาทที่หลินซีเคยเขียนไว้เป๊ะๆ
"ความหวังดีที่ทำให้เด็กกลัวแม่ตัวเอง... คุณเรียกว่าความหวังดีเหรอคะ?" หลินซีย้อนถามเสียงเรียบแต่หนักแน่น
เคร้ง!
จื่อหานเผลอทำช้อนหล่นกระแทกจาน เด็กน้อยตัวสั่นเทา "หนู... หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะคุณแม่ อย่าตีหนูนะ!"
ภาพที่เด็กหญิงตัวน้อยยกมือขึ้นป้องหัวตัวเองทำให้หัวใจของหลินซีหล่นวูบ เธอรู้ทันทีว่าเจียงลี่อิงคนเดิมต้องเคยลงไม้ลงมือกับลูกบ่อยแค่ไหน เธอรีบลุกจากเก้าอี้แล้วเข้าไปหาจื่อหาน ทว่าฟู่อวี่เฉินกลับลุกขึ้นขวางไว้ทันที
"หยุดอยู่ตรงนั้น!" เขาตวาด "ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามทำร้ายแก!"
หลินซีมองสามีที่กำลังโกรธจัดและลูกสาวที่ร้องไห้จ้าด้วยความรู้สึกขมขื่นในอก เธอไม่ได้ถอยหนีแต่กลับคุกเข่าลงบนพื้นต่อหน้าสองพ่อลูก
"แม่ไม่ตี... แม่ไม่มีวันตีหนูอีกแล้วจื่อหาน" เธอพูดเสียงสั่น "แม่ขอโทษ... ขอโทษที่ผ่านมาแม่มันโง่ แม่มันเลว แต่ตั้งแต่นี้ไป... ถ้าแม่แตะต้องตัวหนูด้วยความรุนแรงแม้แต่ครั้งเดียว แม่จะยอมเซ็นใบหย่าและเดินออกไปจากบ้านหลังนี้ทันทีโดยไม่เอาสมบัติสักชิ้นเดียว!"
คำประกาศกร้าวเรื่อง 'ใบหย่า' ทำให้ฟู่อวี่เฉินอึ้งไป เพราะเขารู้ดีว่าเจียงลี่อิงหวงแหนตำแหน่ง 'คุณนายฟู่' ยิ่งกว่าชีวิต เธอไม่มีวันยอมหย่าแน่ๆ
จื่อหานค่อยๆ ลดมือลง แอบมองแม่ผ่านม่านน้ำตา "จริงเหรอคะ? คุณแม่จะไม่ตีหนู... และไม่ส่งหนูไปโรงเรียนประจำจริงๆ ใช่ไหม?"
"สัญญาด้วยชีวิตเลยจ้ะ" หลินซีส่งยิ้มอ่อนโยนให้
มื้อค่ำจบลงด้วยความเงียบที่ต่างไปจากเดิม จื่อหานยอมกินซุปจนหมดถ้วย ส่วนฟู่อวี่เฉินยังคงนั่งจ้องภรรยาเหมือนพยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่ดูสงบนิ่งนั้น
หลินซีรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความเชื่อใจนั้นสร้างยากกว่าการเขียนนิยายหนึ่งเรื่องเสียอีก แต่นักเขียนอย่างเธอ... ไม่มีวันยอมแพ้ต่อพล็อตเรื่องที่ตัวเองอยากแก้ไขแน่นอน!
