ตอนที่ 3 บทลงโทษ 7 วัน 7 คืน
กลิ่นอายของไม้กฤษณาและธูปหอมในห้องบรรพชนตลบอบอวลไปทั่วห้องที่เงียบสงัด แสงเทียนเพียงไม่กี่เล่มส่องสว่างพอให้เห็นป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษตระกูลหลี่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ที่โดดเด่นที่สุดสำหรับ หลี่จื่อเหว่ย คือป้ายวิญญาณของมารดาเธอเอง... สตรีที่ตายจากไปพร้อมกับทิ้งให้เธอเผชิญกับโลกที่โหดร้ายเพียงลำพัง
ในชาติก่อน จื่อเหว่ยถูกลากมาที่นี่ด้วยแรงโทสะ เธอใช้เวลาทั้งเจ็ดวันไปกับการทุบประตู ร้องไห้โวยวาย และก่นด่าสาปแช่งความอยุติธรรมของบิดา จนกระทั่งวันที่เจ็ด เธอออกมาด้วยสภาพอิดโรยและกลายเป็น "ตัวตลก" ในสายตาบ่าวไพร่ที่ว่ากันว่าบุตรีคนโตของเสนาบดีเสียสติไปแล้ว
แต่ในชาตินี้... จื่อเหว่ยทรุดกายลงนั่งคุกเข่าอย่างมั่นคง แผ่นหลังของเธอเหยียดตรง ดวงตาที่เคยมืดบอดด้วยโทสะบัดนี้กลับใสกระจ่างราวกับสระน้ำลึก
“ท่านแม่... ลูกกลับมาแล้ว ชาตินี้ลูกจะไม่ยอมให้ใครเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของท่านและลูกอีก” เธอกระซิบแผ่วเบาต่อหน้าป้ายวิญญาณ
สามวันแรกผ่านไปอย่างเงียบเชียบ จื่อเหว่ยทำเพียงดื่มน้ำเปล่าและสวดมนต์อย่างสงบ เธอรู้ดีว่าข้างนอกนั่น อนุเฟิ่งกำลังป่าวประกาศว่าเธอ "ดื้อรั้น" และ "ไม่ยอมสำนึกผิด" ในขณะที่หลี่รั่วหลานกำลังแสร้งทำเป็นป่วยออดๆ แอดๆ เพื่อเรียกความสงสารจากรัชทายาทที่แวะเวียนมาเยี่ยมถึงจวน
วันที่สี่... ร่างกายที่ไม่ได้รับอาหารเริ่มประท้วง ความหิวโหยทำให้เธอมึนหัว แต่จื่อเหว่ยยังคงนิ่งเฉย เธอจงใจไม่กินอาหารที่แอบส่งมาโดยสาวใช้คนสนิทที่ห่วงใย เพราะเธอต้องการให้ร่างกายนี้ "ทรุดโทรม" ถึงขีดสุด
วันที่ห้า... ข่าวเรื่องที่จื่อเหว่ยสงบนิ่งผิดปกติเริ่มหนาหูขึ้นจนไปถึงหูของ ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ (ท่านย่า) ผู้ซึ่งไปถือศีลอยู่ที่วัดบนภูเขาและเพิ่งเดินทางกลับมาถึงจวน
“จื่อเหว่ยเป็นอย่างไรบ้าง?” เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดังขึ้นที่หน้าห้องบรรพชน
“ทูลฮูหยินผู้เฒ่า คุณหนูใหญ่ยังคงคุกเข่าสวดมนต์อยู่ข้างในเจ้าค่ะ ไม่ยอมปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว” สาวใช้ที่ถูกอนุเฟิ่งจ้างมาเฝ้าประตูรายงานตามที่เห็น
จื่อเหว่ยที่อยู่ข้างในเมื่อได้ยินเสียงท่านย่า เธอก็รู้ว่าถึงเวลาเริ่ม "ละครฉากสำคัญ" แล้ว เธอยกมือขึ้นบีบนวดจุดบนร่างกายเพื่อให้ใบหน้าซีดเผือดลงกว่าเดิม และเริ่มไอออกมาเป็นระยะด้วยเสียงที่แหบพร่า
“เปิดประตู!” ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งเสียงเฉียบขาด แม้เสนาบดีหลี่จะเคยสั่งห้ามไว้ แต่นางคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในบ้าน
เมื่อบานประตูเปิดออก ภาพที่ทุกคนเห็นคือหลี่จื่อเหว่ยในชุดสีขาวสะอาดตาที่บัดนี้ดูหลวมโคร่ง ร่างของเธอนั่งโงนเงนอยู่หน้าป้ายวิญญาณมารดา มือสองข้างพนมค้างไว้แต่สั่นเทาอย่างรุนแรง
“จื่อเหว่ย!” ท่านย่าอุทานด้วยความตกใจเมื่อเห็นหลานสาวคนโตที่ตนเคยเอ็นดูมีสภาพเช่นนี้
จื่อเหว่ยพยายามหันมามอง แววตาของเธอดูเลื่อนลอยคล้ายคนไร้สติ “ท่านย่า... ท่านแม่มารับลูกแล้วหรือเจ้าคะ... ลูกขอโทษ... ลูกปกป้องน้องสาวไม่ได้... ลูกมันไร้วาสนา...”
พูดจบ ร่างของจื่อเหว่ยก็ร่วงหล่นลงพื้นราวกับใบไม้ที่ขั้วหลุด ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของบ่าวไพร่และความตื่นตระหนกของฮูหยินผู้เฒ่า
หมอหลวงถูกตามตัวมาอย่างเร่งด่วน ผลตรวจออกมาว่าคุณหนูใหญ่ "ขาดสารอาหารและมีความเครียดสะสมจนกระทั่งหัวใจอ่อนแรง" อีกทั้งยังมีรอยฟกช้ำตามร่างกาย (ที่เธอแอบทำขึ้นเองตอนอยู่ในห้อง) ทำให้ดูเหมือนว่าเธอได้รับบาดเจ็บจากการตกน้ำมากกว่าที่ทุกคนคิด
“หลี่เสนาบดี! เจ้าทำกับลูกสาวคนโตของข้าเช่นนี้ได้อย่างไร!” ฮูหยินผู้เฒ่าตวาดใส่บุตรชายกลางโถงเรือน “เจ้าฟังคำเป่าหูของเมียน้อยจนลืมไปแล้วหรือว่าจื่อเหว่ยคือบุตรีสายตรง!”
เสนาบดีหลี่หน้าถอดสี เขาได้แต่ก้มหน้านิ่งเมื่อเห็นอาการของลูกสาวที่ยังไม่ฟื้นคืนสติ ในขณะเดียวกัน รัชทายาทที่บังเอิญอยู่ในจวนเพื่อเยี่ยมรั่วหลาน ก็ได้ยินบทสนทนานี้ทั้งหมด ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขา... สตรีที่ร้ายกาจเช่นจื่อเหว่ย จะยอมเจ็บเจียนตายเพื่อสำนึกผิดเชียวหรือ?
หรือว่า... สิ่งที่เขาเห็นและได้ยินมาตลอด มันจะไม่ใช่ความจริง?
ในห้องนอนที่เงียบสงบ จื่อเหว่ยที่แสร้งสลบไสลลอบยิ้มภายใต้ผ้าห่มผืนหนา แผนการดึงท่านย่ามาเป็นโล่กำบังประสบความสำเร็จ และที่สำคัญ... เธอเริ่มสั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัชทายาทได้แล้ว
“บทเรียนบทแรก... ความเงียบชนะความบ้าคลั่ง และน้ำตาของสตรีที่ดูเข้มแข็งนั้นมีค่ามากกว่าน้ำตาของคนอ่อนแอเสมอ”
