ตอนที่ 2 ลืมตาในความมืด
ความอ้างว้างและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในตำหนักเย็นค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นธูปหอมอ่อนๆ และความรู้สึกหนักอึ้งที่หน้าอกคล้ายกับมีหินก้อนใหญ่ทับไว้ หลี่จื่อเหว่ยพยายามไขว่คว้าหาอากาศหายใจ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บที่ต่างออกไป มันไม่ใช่ความหนาวจากหิมะ แต่มันคือความหนาวจากกระแสน้ำที่เย็นจัดซึ่งกำลังไหลย้อนเข้าไปในปอด
"แค่ก! แค่กๆ!"
จื่อเหว่ยสำลักน้ำออกมาคำใหญ่ ร่างกายของเธอถูกกระชากขึ้นจากความมืดมิด เสียงอื้ออึงรอบกายเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มันคือเสียงฝีเท้าที่สับสน เสียงน้ำกระเพื่อม และเสียงตะโกนด่าทอที่เธอจำได้แม่นยำจนสลักลึกเข้าไปในกระดูก
"คุณหนูรอง! คุณหนูรองฟื้นสิเจ้าคะ! ใครก็ได้ช่วยคุณหนูรองด้วย!"
"คุณหนูใหญ่ใจคออำมหิตนัก ทำไมถึงทำกับน้องสาวได้ลงคอ!"
จื่อเหว่ยลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่เห็นไม่ใช่เพดานเก่าๆ ของตำหนักเย็น แต่เป็นท้องฟ้าสีครามสดใสที่ถูกบดบังด้วยกิ่งหลิวสายลมพัดผ่าน ผิวหน้าของเธอสัมผัสได้ถึงพื้นหญ้าที่ชุ่มชื้นข้างสระบัวในจวนเสนาบดี
นี่มัน...
เธอกวาดสายตาไปรอบๆ เห็นร่างของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดสีชมพูอ่อนนอนเปียกปอนอยู่ไม่ไกล มีสาวใช้และบิดาของเธอ—เสนาบดีหลี่—กำลังประคองร่างนั้นไว้ด้วยความตระหนก สตรีคนนั้นคือ หลี่รั่วหลาน ในวัยสิบห้าปี ใบหน้าที่เคยดูอ่อนหวานบัดนี้ซีดเซียว รั่วหลานแสร้งทำเป็นสลบไสลขยับกายเล็กน้อยพลางไอออกมาเบาๆ อย่างน่าสงสาร
"จื่อเหว่ย! เจ้าทำอะไรลงไป!" เสียงกัมปนาทของบิดาดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเขาตรงหน้าเธอ
ในชาติก่อน เมื่อจื่อเหว่ยได้ยินคำกล่าวหานี้ เธอจะลุกขึ้นยืนแล้วแผดเสียงด่ากลับด้วยความโกรธแค้น เธอจะตะโกนบอกทุกคนว่ารั่วหลานต่างหากที่เป็นคนดึงเธอลงไป แต่นั่นกลับทำให้ทุกคนมองว่าเธอก้าวร้าวและไร้ความสำนึก
แต่ในชาตินี้... จื่อเหว่ยหลับตาลงนึกถึงความตายที่โดดเดี่ยว เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะบีบน้ำตาให้ไหลออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ร่างกายที่สั่นเทาของเธอมิได้แสร้งทำ แต่น้ำเสียงที่สั่นเครือนั้นคืออาวุธชิ้นใหม่
"ท่านพ่อ..." เธอกระซิบเสียงแผ่ว พยายามยันกายลุกขึ้นแต่กลับแสร้งทำเป็นอ่อนแรงจนล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง "น้องรอง... น้องรองเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? ลูก... ลูกผิดไปแล้ว ลูกช่วยน้องไว้ไม่ทัน..."
เสนาบดีหลี่ชะงักไป มือที่เงื้อขึ้นเตรียมจะตบหน้าบุตรสาวคนโตค้างอยู่กลางอากาศ เขาขมวดคิ้วมองจื่อเหว่ยที่ปกติจะพยศและเถียงคำไม่ตกฟาก แต่ภาพตรงหน้าคือบุตรสาวที่ดูเสียขวัญและห่วงใยผู้อื่นจนดูน่าสงสารยิ่งกว่าคนที่สลบไปเสียอีก
"เจ้า... เจ้าผลักนางไม่ใช่หรือ? รั่วหลานตะโกนขอชีวิตก่อนจะตกลงไป!" อนุเฟิ่งที่เพิ่งวิ่งมาถึงรีบใส่ไฟทันที นางกอดลูกสาวของตนพลางร้องไห้โฮ "ท่านพี่ ดูสิเจ้าคะ จื่อเหว่ยใจคอโหดเหี้ยมเหลือเกิน รั่วหลานเพิ่งจะหายป่วยแท้ๆ"
จื่อเหว่ยไม่โต้ตอบนางแม้แต่คำเดียว เธอเพียงแต่มองไปที่รั่วหลานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและ "ความผิดหวัง" อย่างลึกซึ้ง
"ฮูหยินเฟิ่ง... ข้ากับน้องรองคุยกันเรื่องท่านแม่ที่ล่วงลับ... น้องรองบอกว่าท่านแม่ของข้าเป็นเพียงสตรีวาสนาน้อยที่ต้องตายจากไป..." จื่อเหว่ยสะอึกสะอื้น ไหล่บางสั่นเทิ้ม "ข้าเสียใจจนคุมสติไม่อยู่ แต่น้องรองกลับเดินเข้ามาหาข้า แล้วเราก็ลื่นตกลงไปพร้อมกัน... ข้าพยายามคว้ามือน้องไว้แล้วจริงๆ เจ้าค่ะ ท่านพ่อ..."
คำว่า "ลื่นตกลงไปพร้อมกัน" และการอ้างถึงมารดาที่ล่วงลับทำให้เสนาบดีหลี่หน้าเปลี่ยนสี เขาจำได้ว่าภรรยาเอกของเขาคือรักแรกที่เขาให้เกียรติเสมอ การที่รั่วหลานพูดถึงผู้ตายในทางที่ไม่ดี (ตามที่จื่อเหว่ยกล่าวอ้าง) ย่อมทำให้จื่อเหว่ยมีเหตุผลที่จะสะเทือนใจ
"พอได้แล้ว!" เสนาบดีหลี่ตวาด "พารั่วหลานกลับไปพักผ่อน ส่วนจื่อเหว่ย..."
เขามองบุตรสาวคนโตที่นั่งคุกเข่าท่ามกลางความหนาวเหน็บ สายตาของเขายังคงมีความโกรธแต่ก็เจือไปด้วยความลังเล
"จื่อเหว่ย แม้เจ้าจะบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่การที่เจ้าพาน้องไปในที่อันตรายจนเกิดเรื่องเช่นนี้ เจ้าต้องรับผิดชอบ ไปนั่งสำนึกผิดในห้องบรรพชนเจ็ดวันเจ็ดคืน ห้ามใครส่งข้าวส่งน้ำนอกจากน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว!"
"เจ้าค่ะ... ลูกจะไปสำนึกผิด..." จื่อเหว่ยตอบรับอย่างง่ายดาย เธอโค้งกายลงจนหน้าผากจรดพื้นดินที่เย็นชื้น
อนุเฟิ่งลอบยิ้มเยาะด้วยความสะใจ แต่นางหารู้ไม่ว่าภายใต้ใบหน้าปานจะขาดใจของจื่อเหว่ยนั้น มุมปากของหญิงสาวกลับกระตุกยิ้มเพียงเสี้ยววินาที
เจ็ดวันในห้องบรรพชนงั้นหรือ? ชาติก่อนข้าอาละวาดจนบ้านแทบแตก สุดท้ายถูกขังและล้มป่วยจนเสียหน้า แต่ชาตินี้... เจ็ดวันนี้แหละที่ข้าจะใช้สร้าง 'ละครฉากใหญ่' ให้พวกเจ้าดู
จื่อเหว่ยถูกสาวใช้ประคองกลับเรือนเพื่อเปลี่ยนชุดก่อนจะถูกพาไปขัง เธอเดินผ่านรั่วหลานที่เริ่มลืมตาขึ้นมาดูผลงาน รั่วหลานมองจื่อเหว่ยด้วยสายตาผู้ชนะ แต่จื่อเหว่ยกลับส่งสายตา "อาลัยอาวรณ์" กลับไปให้ จนรั่วหลานถึงกับชะงักด้วยความงุนงง
เริ่มเกมกันได้เลย น้องสาวข้า... ชาตินี้ข้าจะไม่ยอมให้เลือดของข้าต้องนองในตำหนักเย็นอีกต่อไป
