บทที่ 1.3
ตอนที่นางเดินเข้าไปถึงลานสวน นางมองเห็นบ่าวกำลังลงไม้โบยตีเยี่ยนหย่งหนาน แผ่นหลังของเขาเกิดเป็นรอยแผลเลือดไหล “พอได้แล้ว!” นางตวาดทว่าไม่มีใครได้ยิน
หญิงสาวก้าวฉับๆ เข้าไปคว้าไม้จากบ่าวชาย ถีบเขาสุดแรง “เจ้า!” มารดาของนางเบิกตาตกตะลึง “จับนางเอาไว้!”
“ท่านแม่ ท่านจะไม่หยุดใช่หรือไม่เจ้าคะ?!” นางเหลืออดแล้วจริงๆ ตั้งแต่เป็นวิญญาณอยู่ข้างกายเยี่ยนเสวี่ยหรู กระทั่งลืมตาขึ้นมาในร่างนี้ นางทำความเข้าใจสถานการณ์ นิสัยใจคอของคนจวนราชครู พยายามที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ทว่าวันนี้นางไม่ยุ่งไม่ได้
“จับนางเอาไว้ โยนนางกลับไปในเรือน!” ลั่วซื่อตวาด
สาวใช้สองคนเดินเข้ามา แน่นอน...นางไม่ใช่เยี่ยนเสวี่ยหรูคนเดิม หญิงสาวกำไม้ในมือแน่น ตวัดออกไปสองครั้งไม้ก็ฟาดถูกสาวใช้สองคน “โอ๊ย!”
“เสี่ยวผิง”
“จะ...เจ้าคะ”
“ประคองพี่สี่ขึ้นมา พาเขากลับเรือน”
“เจ้ากล้า?!”
“ท่านแม่พอเถิดเจ้าค่ะ ท่านทำเช่นนี้ไม่รู้สึกผิดในใจบ้างหรือ ท่านเสียใจ เศร้าโศก ทุกคนเข้าใจได้ แต่ท่านเลือกระบายความโกรธที่ผู้อื่นเช่นนี้มันยุติธรรมแล้วหรือ พี่สี่ทำเรื่องใดผิดหรือเจ้าคะ ท่านตักเตือนว่ากล่าวก็พอแล้ว เหตุใดต้องถึงขั้นโบยตีราวกับเขาเป็นบ่าวไพร่ในจวน”
“แล้วเจ้าคิดว่าเขาเป็นใคร?! เขาเทียบกับพี่ชายเจ้าได้หรือ?! เขาเทียบไม่ได้กับอาจื้อของข้าสักนิด”
“พี่ใหญ่ตายไปแล้ว!” นางมองมารดา “เขาตายไปสามปีแล้วท่านแม่ ท่านควรจะยอมรับความจริงได้แล้ว ใครเทียบใครไม่ได้ไม่สำคัญแล้ว ความจริงตอนนี้ก็คือพี่สี่ก็คือทายาทของท่านพ่อคนถัดไป เป็นซื่อจื่อจวนราชครู”
“เขาไม่ใช่!!!” มารดาของนางกรีดร้อง “ซื่อจื่อต้องเป็นอาจื้อเท่านั้น! คนอื่นไม่คู่ควร เขามันก็แค่บุตรชายที่เกิดจากอนุชั้นต่ำ! เป็นเพียงเลือดโสโครกที่...”
“ท่านแม่!” นางโกรธจนไม่อยากเชื่อ “พี่สี่เป็นคนที่มีเลือดมีเนื้อ มีความรู้สึก เหมือนข้า เหมือนท่าน เหมือนทุกๆ คน ท่านจะสองวันเรียกมาด่าทอ สามวันเรียกมาโบยตี เพียงเพราะเห็นว่าเขาไม่เหมาะกับฐานะซื่อจื่อ มันยุติธรรมแล้วหรือ”
“ลากนางออกไป!!!”
เยี่ยนเสวี่ยหรูมองสาวใช้อาวุโสของมารดาที่ตัวใหญ่กว่านาง ไม้ตวัดออกไปพร้อมหลบหลีก นางเตะ ถีบ หลบ สิ่งที่นางคุ้นเคยแม้ร่างกายนี้ไม่มีกำลังภายใน ทว่าอย่างไรเสียนางก็ฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่เพิ่งจำความได้ มันอยู่ในจิตใต้สำนึก ในความทรงจำ
“จับพวกมันเอาไว้ให้หมด!!!” มารดามีท่าทีราวกับคนเสียสติ...อีกแล้ว “เพราะพวกเจ้า ล้วนเป็นเพราะพวกเจ้า! เจ้าทำให้อาจื้อของข้าต้องตาย!”
“พอได้แล้ว!” เยี่ยนเสวี่ยหรูตวาดพร้อมกับเตะสาวใช้คนหนึ่งล้มลงกองต่อหน้ามารดา “ท่านกำลังหลอกผู้ใดหรือเจ้าคะ หลอกผู้อื่นหรือหลอกตัวเอง?! พี่ใหญ่ต้องตายวันนั้นเป็นเพราะข้า เพราะพี่สี่ หรือว่าเพราะท่านแม่เองนั่นละ!!!”
เงียบกริบ... ทุกคนอึ้งงัน มารดาของนางเบิกตาอ้าปากค้าง พูดไม่ออก มีท่าทีตกตะลึงอย่างถึงที่สุด “จะ...เจ้า เจ้าพูดเรื่องอะไร”
“ท่านเอาแต่โทษพี่สี่ว่าเขาทำให้พี่ใหญ่ต้องตาย หาเรื่องโบยตีพี่สี่ บอกว่าพี่สี่ไม่เหมาะกับฐานะซื่อจื่อ กล่าวหาว่าผู้อื่นบีบคั้นท่าน ท่านแม่ท่านลองถามตัวเองว่าในจวนนี้นอกจากท่านยังมีผู้ใดกล้าบีบคั้นหาเรื่องลงโทษคนในจวนได้อีก? วันนั้นเกิดอะไรขึ้นท่านรู้ดีแก่ใจ พี่ใหญ่เหตุใดอยู่ที่ริมสระจำลองทั้งที่อากาศหนาวเหน็บ เหตุใดเขาลงไปในสระที่เย็นเยียบ และเหตุใดเขาอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง ท่านถามตัวเองดูว่าเพราะเหตุใดและเพราะใคร!”
บ่าวไพร่ก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว นางยืนบดบังเยี่ยนหย่งหนานกับเสี่ยวผิงจากสายตามารดา ไหล่ตรง น้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาแน่วแน่ไร้รอยกระเพื่อมไหว ไร้ความกลัว
ลั่วซื่อมองบุตรสาวตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “จะ...เจ้า”