บทที่ 1.2
ครานั้นเมื่อเยี่ยนเสวี่ยหรูอายุครบปักปิ่น อยู่ๆ มารดาก็นึกขึ้นได้ว่ามีบุตรสาวอีกคน จัดงานเลี้ยงปักปิ่นอย่างยิ่งใหญ่หรูหรา เชิญชนชั้นสูงมาร่วมงานมากมายแน่นจวน ทว่าความจริงก็คือหลังสูญเสียบุตรชายที่เป็นความหวัง ลั่วซื่อกลับตั้งใจจะแต่งบุตรสาวออกกับผู้ใดก็ได้ที่จะทำให้นางได้อำนาจในการดูแลจวนทั้งหมดกลับมา!!!
เยี่ยนเสวี่ยหรูตัวน้อย...คิดว่ามารดาตระหนักแล้วว่าตนเองก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข คิดว่าในที่สุดมารดาก็จะหันมารักและใส่ใจตน ที่ไหนได้มารดากลับมองนางเป็นหมากเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและการเอาชนะ!!
งานเลี้ยงปักปิ่นทำให้มารดาได้รับคำชมเชย บิดาส่งคืนการดูแลจวนทั้งหมดให้ลั่วซื่อดังเดิม จากนั้น...ลั่วซื่อกลับขังบุตรสาวเอาไว้ในเรือน รอโอกาสที่จะส่งบุตรสาวขึ้นเกี้ยวเพื่อแต่งออก
ฟังว่าบุตรชายของแม่ทัพจ้าวปีนี้อายุครบยี่สิบห้า ฮูหยินเอกของอีกฝ่ายเพิ่งสิ้นใจไปหลังคลอดบุตร มารดาบีบให้เยี่ยนเสวี่ยหรูไปดูตัว เยี่ยนเสวี่ยหรูตัวน้อยที่เพิ่งปักปิ่น ตระหนักดีว่ามารดาเห็นนางเป็นเพียงหมากเช่นนี้จึงโวยวายไม่ยินดี นี่จึงเป็นเหตุผลที่เด็กน้อยถูกขังเอาไว้ในเรือน ไม่มีสาวใช้ ไม่มีบ่าวไพร่ มีข้าวส่งไปให้เพียงวันละมื้อ
ยิ่งนางต่อต้านมารดาก็ยิ่งเย็นชา จากข้าววันละมื้อกลายเป็นหมั่นโถววันละลูก จากนั้นยังลดลงเหลือผิงกั่ววันละลูก กระทั่งหลังจากนั้นแม้แต่ผิงกั่วก็ถูกวางทิ้งเอาไว้ไม่แตะต้อง
ไป๋เสวี่ยหรูถอนหายใจมองเยี่ยนเสวี่ยหรู “โง่งมเหลือเกินเด็กน้อย เจ้าต่อต้านเช่นนี้เป็นการกระทำที่โง่งมยิ่ง จะเอาชนะมารดาของเจ้า ใช้วิธีนี้ไม่มีทางได้ผล นางเองก็อยากเอาชนะเจ้าเพราะเห็นเจ้าเป็นบุตรสาว กินอะไรหน่อยเถิด หาไม่หากไร้เรี่ยวแรงแล้วเจ้าจะสู้ต่อได้อย่างไร”
“ข้าไม่อยากสู้แล้ว มิสู้ท่านทำแทนข้า”
??? นางเบิกตาอ้าปากค้าง “เจ้ามองเห็นข้า? ไม่สิเจ้าได้ยินข้า??”
ไป๋เสวี่ยหรูหันมามองนาง “ท่านน้า...ข้าเหนื่อย ท่านสู้แทนข้าได้หรือไม่ ข้าไม่เข้าใจ เพราะอะไรท่านแม่จึงเป็นเช่นนี้ มารดาสมควรรักเอ็นดูบุตรมิใช่หรือ หรือว่าแท้ที่จริงข้าไม่ใช่เลือดเนื้อของนาง?” เยี่ยนเสวี่ยหรูน้ำตารินแต่ไม่สะอื้น เด็กน้อยค่อยๆ หลับตาลง ลมหายใจค่อยๆ แผ่วเบา
ไป๋เสวี่ยหรูยื่นมือออกไปทว่ามือของนางวาดผ่านไม่อาจสัมผัส “ใครก็ได้ตามหมอที!! “ นางตะโกนสุดเสียงแต่สิ่งที่ตอบกลับมาคือความเงียบ กระทั่งตอนที่นางมองเห็นเยี่ยนเสวี่ยหรูลอยออกมาจากร่าง อีกฝ่ายกลับผลักนางอย่างแรง
“ข้าไม่อยากอยู่กับความสิ้นหวังนี้แล้ว ในเมื่อท่านคือความช่วยเหลือที่ข้าร้องขอกับสวรรค์ เช่นนั้นมิสู้ท่านสู้แทนข้า”
!!! ประโยคนั้นคือสิ่งสุดท้ายที่นางได้ยิน อยู่ๆ ทุกอย่างก็ดับวูบ เรี่ยวแรงค่อยๆ ถดถอย กระทั่งนางลืมตาขึ้นมาก็ได้ยินเสียงถอนหายใจของใครบางคน
“คุณหนูสิบเอ็ดฟื้นแล้วเจ้าค่ะนายท่าน!!”
นางกะพริบตามองม่านหน้าเตียงที่พลิ้วไหว เรี่ยวแรงน้อยนิดทำให้ไม่อาจหันแม้แต่ศีรษะ ได้ยินเสียงแผ่วเบา “หรูเอ๋อร์เจ้าฟื้นแล้ว?”
ใบหน้าของเยี่ยนเจาโผล่เข้ามาในคลองสายตา นางได้แต่หลับตาอีกครั้ง ก่นด่าใครสักคนอย่างบ้าคลั่ง ‘...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน เหตุใดนางจึงเข้ามาอยู่ในร่างของเยี่ยนเสวี่ยหรูได้เล่า!!!’
นาง...นั่งอยู่ริมสระจำลอง อีกฟากของสระจำลองคือสวนหลักของจวนราชครู ล่วงเข้าปลายยามเว่ย เสียงด่าทอด้วยความเกลียดชังก็ยังไม่ลดลง ที่สำคัญตอนนี้ยังเพิ่มมาด้วยคำสั่งโบยตี!?
เดิมทีนางบอกตัวเองให้อยู่เงียบๆ ไม่ยุ่งกับผู้ใด ไม่พาตัวเองเข้าไปหาเรื่องเดือดร้อน ทว่านางทนไม่ไหวแล้ว!! เยี่ยนเสวี่ยหรูลุกพรวด
เสี่ยวผิงถึงกับสะดุ้ง “คุณหนูจะไปที่ใดเจ้าคะ”
“ข้าทนไม่ไหวแล้ว”
“ไม่ได้นะเจ้าคะ เรื่องการดูตัวแม้นายท่านจะช่วยไกล่เกลี่ยจนฮูหยินยกเลิก แต่หากท่านพาตัวเข้าไปยุ่งกับการลงโทษซื่อจื่อ ท่านจะต้องถูกฮูหยินลงโทษอีกเป็นแน่ แม้นายท่านให้ฮูหยินรับปากว่าจะไม่ยุ่งกับการแต่งงานของท่านอีก แต่หากท่านเป็นฝ่ายเข้าไปหาฮูหยินเอง...” เสี่ยวผิงยังไม่ทันได้จบประโยคก็มองเห็นผู้เป็นนายเดินอ้อมสวนไปแล้ว! “คุณหนู!”