-03-อ่อนข้อ
ผมพยายามนั่งนึกอยู่สักพัก ก่อนที่ประตูห้องไอ้หนึ่งจะถูกเปิดขึ้น มันมีไม่กี่คนที่เปิดเข้ามาได้โดยไม่เคาะประตูแบบนี้ ไม่ใช่ลูกน้องมันแน่ๆ
“สัสแดกไม่รอกูเลย” โจ้ เพื่อนที่ผมบอกว่ามันเป็นพี่รหัสปุยฝ้ายคนนี้แหละ
“กูว่าพวกมึงต้องไปหัดเรียนมารยาทกันบ้าง มืออะมีไหม” ต่อให้มันบ่นปากถึงหูก็เท่านั้น
“มารยาทกูมีแต่ไว้ใช้กับใครก็ได้ที่ไม่ใช่พวกมึง” ไอ้โจ้ตอบกลับไอ้หนึ่ง ก่อนที่มันจะเดินไปหยิบแก้วไวน์ เลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างผม แล้วรินไวน์ใส่แก้ว
“หูยยย แดกของแพงสัส พรุ่งนี้พายุเข้าแน่กูว่า” ไอ้นี่ก็ยังจะพูดย้ำ แดกเงียบๆ ก็ไม่มีใครว่ามันเป็นใบ้
“เหอะ ไม่ได้จะแดก แต่ห้ามไม่ทัน” ไอ้หนึ่งพูดขึ้นทั้งเหลือบสายตามามองผมอย่างต้องการคาดโทษ
“ฮ่าๆ ก็ว่าอยู่ งกแบบมึงพวกกูได้กินนี่ก็ถือว่ากูมีบุญ” ไอ้โจ้ขำทั้งยังยกไวน์ขึ้นชิมรสชาติไวน์ราคาแพงของคนที่งกที่สุดก็ไอ้หนึ่งนี่แหละ ถ้ามาแดกเหล้าร้านมันอย่าหวังได้แดกฟรี บางทีมันชาร์จคูณสองไปอีก
“ตังกูมีไว้เลี้ยงหญิง ไม่ใช่พวกมึง” ผมกับไอ้โจ้ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่นก่อนจะเบ้ปาก พยักหน้ามองไปที่หนึ่งเป็นการหยอกล้อพร้อมกัน
“แล้วนี่มึงเป็นไรพอร์ช” โจ้ถามผมขึ้น ถึงจะพูดเรื่องนูนเรื่องนี้ แต่หน้าไอติมยังวนเวียนอยู่ในหัวผมอยู่แต่ก็นึกไม่ออก
“มันติดอยู่ไหนหัวว่ะ”
“อะไรติด ขี้เลื่อยเหรอ เอาไม่ออกหรอก” ผมเหลือบไปมองไอ้โจ้ที่หลอกด่าแต่ก็ไม่ได้สนใจ ช่างมันจะพูดอะไรก็พูดไป ขี้เกียจต่อปากต่อคำ
“ฮ่าๆ มันคุ้นหน้าหญิง แต่นึกไม่ออก” จนเป็นไอ้หนึ่งหัวเราะร่วนออกมา ก่อนจะเอ่ยอธิบายสิ่งที่ผมเป็นแทน
“ใครวะ ถ้าหญิงไอ้พอร์ชกูก็รู้จักทุกคนนะ” โจ้มันเป็นเพื่อนกับผมมาตั้งแต่มัธยมศึกษา จะคนคุย คู่นอน หรือแฟน มันก็รู้หมด เออจริงด้วยงั้นไอ้โจ้มันต้องรู้แน่ๆ
“หญิงกูมีใครชื่อไอติมปะ” ผมถามมันออกไปเพราะนึกไม่ออกแล้วจริงๆ
“ไอติม ก็เพื่อนน้องกูไง” มันยกแก้วขึ้นดื่มเลิกคิ้วมองผมอย่างไม่ต้องคิดไม่ต้องนึก ความจำดีจังวะ
“เพื่อนเจแปน?” น้องสาวไอ้โจ้ก็มีแต่เจแปนที่มันแม่งโครตห่วง เพราะน้องสาวมันสวยจนเป็นที่หมายตาของผู้ชายหลายๆ คน ทำเอาคนเป็นพี่อย่างไอ้โจ้แทบคลั่งทุกวัน ไม่รู้มันจะห่วงอะไรน้องสาวนักหนา ถ้าน้องจะไปเที่ยวกับแฟน คือต้องรายงานมันก่อน ผมนี่ถึงกับส่ายหัวให้กับความห่วงน้องสาวของมันเลย
“เออดิ ถ้าไอติมก็มีอยู่คนเดียว แต่กูว่าไม่นับไหม ได้คบกี่วันเองวะ แอ้มก็ไม่ได้แอ้ม”
“น้องที่ดูเรียบๆ ซื่อๆ ที่เจแปนให้กูจีบอะ” พอไอ้โจ้บอกว่าเป็นเพื่อนเจแปน ผมก็พอจะนึกออก ตอนนั้นเจแปนอยู่ม.3 พวกผมอยู่ ม.6 เจแปนมีแฟน ไอ้โจ้ก็เลยลากผมกับกลุ่มเพื่อนไปดูหนังเรื่องเดียวโรงเดียวกับน้องมัน ไอ้โจ้ลากแฟนมันไปด้วย ส่วนผมก็ตามไปงั้นแหละเพราะขี้เกียจกลับบ้าน พอมาถึงโรงหนัง กลุ่มเจแปนมากัน 3 คน เพื่อนอีกคนของเจแปนก็พาแฟนมาด้วย ที่ไม่มีคู่ก็มีแต่ผมกับไอติม
น้องไอ้โจก็ยุผมให้จีบเพื่อน ไอ้โจ้ก็เอาด้วย ผมก็เลยไม่คิดอะไรจีบก็จีบ สนุกๆ
“เออ”
“ไม่น่าใช่กูว่า ลุคคือไม่ได้” ผมที่นึกถึงวันที่เจอไอติมตอนนั้นเธอดูเรียบร้อย ซื่อๆ ต่างจากไอติมที่ช่วยปุยฝ้ายดูห้าวก๋ากั่น
“ฮ่าๆ กูว่ามึงไม่น่าจำไอติมได้หรอก น้องเปลี่ยนไปเยอะ” ก็จริงอย่างที่โจ้มันบอก ผมคุยกับไอติมได้ไม่ถึงอาทิตย์แล้วก็เลิกกัน จากนั้นผมก็ไม่ได้เจอเธออีกเลย นี่ก็ผ่านมาหลายปีคงเป็นสาวสวย ไม่แปลกหรอกถ้าผมจะจำไม่ได้
“เออดิ ใครจะไปจำได้ ตั้งแต่กูม.6 ไอติมเจแปน ม.3 ไหมถ้ากูจำไม่ผิด”
“เออใช่ 5-6 ปี หน้านิสัยเปลี่ยนเป็นหน้ามือเป็นหลังมือเลยเว้ย”
“มึงเจอ?” ผมเลิกคิ้วถาม ก่อนที่ไอ้โจ้จะยกยิ้มอ่อนตอบกลับ
“ก็เออดิ เจแปน อลิน แล้วก็ไอติม อยากเป็นนักแข่งรถ สัสพูดแล้วกูก็หงุดหงิด ห้ามอะไรไม่เคยฟัง นี่ล่าสุด เจแปนแอบกูไปซ้อมแข่งรถ” เหมือนเป็นการบ่นน้องให้ฟัง
“น้องโตแล้วไหม มึงก็ปล่อยน้องบ้างดิ” ถ้าผมเป็นเจแปนผมก็ไม่บอก
“ผู้หญิงกับรถ อันตรายสัส”
“ออกจะเท่” ผู้หญิงส่วนน้อยที่จะชอบรถ ชอบความเร็ว ผมว่ามันควรจะสนับสนุนน้องมากกว่าไปตีกรอบ
“เป้าสายตาผู้ชายอะดิไม่ว่า” อ้าวก็น้องมันสวยถ้าผู้ชายไม่มองนี่สิแปลก
“หวงน้องว่างั้น” ไอ้หนึ่งถามขึ้นพร้อมส่ายหัวเบาๆ มันหวงน้องเกินเบอร์
“ก็เออดิ” ผมฟังโจ้เล่าเรื่องน้องบ่อยจนแทบปล่อยผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา ขี้เกียจเก็บเอามาสนใจ
“มึงไปเจอไอติมวันไหน บอกกูด้วยดิ ไปด้วย กูอยากรู้ว่าใช่คนเดียวกันรึเปล่า” ผมถามขึ้น
“เออๆ เดี๋ยวกูค่อยบอก”
“แล้วเรื่องผับมึงสรุปเอาไง” หนึ่งถามขึ้น มันคงรู้เรื่องจากข่าววงในมาบ้างแล้ว ว่าตำรวจจะลงอาทิตย์หน้า ผับผมไม่น่ารอด เบื้องหลังที่สั่งก็พ่อผมนี่แหละ ขยันเอาตำรวจมาลง
“ไม่เอาไง”
“สัสมึงคุยกับพ่อยัง” ไอ้หนึ่งมันบอกให้ผมเข้าไปคุยกับพ่อ เพราะไม่ใช่เท่าแต่ผับผมที่โดน พ่อเล่นทุกร้านที่ผมมีหุ้นส่วนอยู่
“มึงได้ยินที่กูถามไหมเนี่ย” จะให้ผมไปคุยอะไรกับพ่อ พูดดีดีกันยังทำไม่ได้ แค่เห็นหน้ากันก็เหนื่อยใจ
“กูว่ารอบนี้ พ่อมึงเล่นหนักสายกูบอกมา” ทำอย่างกับปกติเคยเบา ยัดยาผับลูกตัวเองก็ทำมาแล้ว ไม่มีอะไรหรอกที่ท่านผบ.ตร.จะทำไม่ได้
“ทำเหมือนเดิม รัดกุมคูณสอง ส่วนร้านมึง ถ้าโดนสั่งปิดกูรับผิดชอบเอง” แต่ละครั้งผมเสียเงินนับไม่ถ้วนกับเรื่องที่พ่อเอาตำรวจมาลงเพื่อกดดันให้ผมปิดผับ
แต่คนอย่างผม ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ
“มึงจะใช้วิธีนี้ตลอดไม่ได้นะเว้ย หมดตัวกันพอดีกูว่า”
“เออน่ากูไหว อย่าพูดมากรำคาญ” ผมรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่
“สัสที่กูพูด กูหวังดี มึงหมดไปเท่าไหร่แล้ววะ กับเรื่องไม่เป็นเรื่องนี่” ใช่ เอาจริงคือผมเอาเงินที่เสียไป ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ได้เยอะกว่านี้ถ้าท่านลดอคติกับผมลงบ้าง ผมก็แค่เปิดผับตามความชอบ ไม่เรียนคณะที่พ่อบอกให้เรียน ไม่รับราชการใดๆ ทั้งสิ้น ที่พ่อต้องการตีกรอบผม
เท่านั้นมันก็ทำให้ผมกลายเป็นลูกทรพี ไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่องสำหรับท่าน มันดูไร้สาระมากในยุคแบบนี้ ในเมื่อพูดกรอกหูผมทุกวัน ผมก็จะเป็นแบบที่ท่านพูดให้ซะเลย
“ไม่ลองคุยดีๆ กับพ่อดู อย่างน้อยมึงก็ยังเป็นลูกท่าน” ผมยกไวน์ในแก้วดื่มจนหมดก่อนจะวางกระแทกกับโต๊ะ
“กูกลับละ”
“สัส กูพูดเรื่องนี้ทีไรก็ชิ่งหนีกลับตลอด”
“พูดมากรำคาญ”
“ที่กูพูดก็เพราะว่าหวังดี อ่อนข้อลงบ้างไม่ตายหรอกเว้ย” ผมเบื่อที่จะฟังคำพวกนี้ วันที่ผมอ่อนข้อให้พ่องั้นเหรอ ยังนึกไม่ออกว่าวันไหน
