-02-คุ้นหน้า
“พี่ขอโทษแทนพ่อพี่ด้วยนะ” ผมเอ่ยขอโทษกับสิ่งที่พ่อผมพูดว่าเธอออกมา
“ไม่เป็นไรค่ะพี่พอร์ช ถ้าคริสเป็นท่านก็คงคิดเหมือนท่านเหมือนกัน”
“คิดเหมือนและทำเหมือนด้วยไหม” ผมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแซว หยอกล้อ เพื่อให้คนด้านข้างรู้สึกผ่อนคลายกับเรื่องตึงเครียดที่เกิดขึ้นในบ้านผมเมื่อสักครู่
“พี่พอร์ชไปยั่วโมโหท่านขนาดนั้น ก็ต้องโกรธเป็นธรรมดาอยู่แล้วสิคะ” มันก็จริงอย่างที่คริสบอก แต่ช่างเหอะ
“หึ ให้พี่ส่งที่ไหน”
“ข้างหน้านี้ก็ได้ค่ะ” ผมพยักหน้าตอบรับก่อนจะจอดรถส่งคริสตามที่เธอบอก
“ขอบคุณมากนะ ถ้ายังทนพ่อพี่ได้ รอบหน้าพี่ชวนไปที่บ้านอีกได้ไหม” คริสไม่ใช่คนแรกที่ผมพาไปบ้าน แต่คนอื่นๆ โดนพ่อผมใช้เงินปิดปากไปจนหมด ผมก็เลยต้องพึ่งคนรอบตัวแทนเพราะเชื่อว่าคริสคงไม่รับเงินจากพ่อผม
“จะดีเหรอคะ”
“แล้วแต่เราสะดวก พี่ไม่บังคับ” ผมถามความสมัครใจก่อนทุกครั้ง ถ้าเธอไม่โอเคผมก็พอจะเข้าใจ
เหตุผลที่ผมเลือกคริสเข้าไปยั่วโมโหพ่อที่บ้าน เพราะบุคลิกของเธอเป็นแบบผู้หญิงที่พ่อไม่ชอบ พ่อผมเกลียดผู้หญิงลุคเซ็กซี่ ซึ่งตรงแบบคริสทุกอย่าง
“ถ้าพี่โอเค คริสก็ยินดีค่ะ” ผมยิ้มตอบกลับก่อนที่เธอจะลงจากรถไป
หลังจากส่งคริสเสร็จผมก็มาที่บาร์รูต ผมนัดปุยฝ้าย ไว้เธอคงมารอผมที่ร้านแล้ว แต่แปลกที่วันนี้เธอไม่โทร. ตาม ปุยฝ้ายคือน้องรหัสของไอ้โจ้เพื่อนผม
ผมจอดรถหน้าร้านและเดินเข้าไปด้านในกวาดตามองหาน้องสาวคนสวยของผม จนกระทั่งสายตาหันไปเห็นเหมือนคนกำลังให้ความสนใจอะไรกันอยู่ ก่อนที่จะเห็นธันวามันวิ่งผ่านหน้าผมไป
“เกิดไรขึ้นวะธันวา” มันไม่ตอบผมคงจะไม่ได้ยิน ท่าทางแบบนี้เกิดเรื่องแน่ๆ ผมรีบสาวเท้าตามไปติดๆ
สิ่งที่เห็นคือผู้หญิงคนนึง กำลังพยุงปุยฝ้ายและกำลังมีปากเสียงกับผู้ชายอยู่ ซึ่งท่าทางไอ้ผู้ชายคนนั้นแม่งผมโครตคุ้น จนมันหันหน้ามาพอดี เพราะโดนธันวากระชากต่อย
“ไอ้เชี่ยต้าร์" สภาพปุยฝ้ายคือโดนมันวางยาแน่ๆ
ผลัวะ ~
“ไอ้ธัน มึงดูปุยฝ้ายที่เหลือกูจัดการเอง” ธันวาเข้าไปต่อยหน้าไอ้ต้าร์จนเลือดกบปาก ก่อนที่ผมจะเข้าไปบอกให้มันดูปุยฝ้าย ส่วนไอ้ต้าร์ผมจัดการเอง ผมลากคอไอ้ต้าร์มาด้านหลังร้าน ทันทีที่มันเห็นผมหน้าตามันก็ตื่นตกใจ รอบที่แล้วที่มันเล่นยาในคอนโดปุยฝ้าย ผมยังออมมือแต่รอบนี้ผมไม่ปล่อยมันไปแน่
“กูบอกมึงว่าไงไอ้ต้าร์”
“ผมเลิกยาแล้วพี่ ผมรักปุยฝ้าย”
“หึ มึงยังกล้าใช้คำว่ารักกับน้องกูงั้นเหรอ” สภาพปุยฝ้ายดูก็รู้ว่าถูกมันวางยา แล้วยังจะมาพูดว่ารักน้องผมอีก
ผลัวะ!!
“อย่างมึงเขาเรียกคนเห็นแก่ตัว ”
ผลัวะ!! ผลัวะ!! ผลัวะ!!
“คุณพอร์ชครับ” ถ้าลูกน้องไอ้หนึ่งไม่เข้ามาเรียกผม ไอต้าร์ได้ตายคามือผมแน่
“มาก็ดี จัดการต่อที” ผมละมือจากคอเสื้อไอ้ต้าร์ ส่งต่อมันให้ลูกน้องเป็นคนจัดการ ส่วนผมขอเข้าไปดูปุยฝ้ายด้านในร้าน ผมเป็นห่วงเธอเหมือนน้องสาวแท้ๆคนนึง ผมเคยจะจีบเธอแต่ด้วยความที่เธอเป็นคนตรง เธอบอกอยากให้ความสัมพันธ์ของเรามันยืนยาว เลยไม่ให้ผมจีบ ซึ่งผมก็โอเค ทั้งกลุ่มผมและกลุ่มเธอมักจะเที่ยวด้วยกันอยู่บ่อยๆ ยิ่งพอมีเรื่องอะไร ผมก็พลอยอดเป็นห่วงเธอไม่ได้ หวงห่วงเหมือนน้องสาวจริงๆ ของผม และไม่ได้คิดเกินเลย พอเอาจริงๆ ความรู้สึกผมที่มีกับปุยฝ้ายมันพัฒนาต่อไปเป็นรักใคร่แบบชู้สาวไม่ได้ ผมเอ็นดูเป็นห่วงเหมือนน้องมากกว่า ส่วนธันวาเป็นเด็กในชมรมดนตรีผมที่มหาวิทยาลัย
พอเข้ามาก็ยังเห็นผู้หญิงสวมใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบ ดูท่าทางทะมัดทะแมง ยังกอดปุยฝ้ายไว้แน่น
“ปุยฝ้ายเป็นไงบ้างวะ” ธันวามองไปยังผู้หญิงที่ช่วยปุยฝ้ายไว้
“เธอไม่เชื่อว่ะพี่ ว่าผมมากับปุยฝ้าย” ผมมองไปที่เธอ จนเราสบตากัน ผู้หญิงคนนั้นมองผมสลับกับธันวาด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนเกลียดผู้ชายทั้งโลก ทำไมหน้าคุ้นจังวะ ผมคุ้นหน้าเธอเหมือนเคยเจอผู้หญิงคนนี้ที่ไหนแต่ก็นึกไม่ออก ก่อนจะเอ่ยพูดยืนยัน
“ปุยฝ้ายเป็นรุ่นน้องรหัสเพื่อนผมเองครับ ขอบคุณมากเดี๋ยวผมพาเธอไปส่งบ้าน”
“เหอะ คิดว่าฉันเชื่อเหรอ พวกผู้ชายไว้ใจได้ที่ไหนกัน” อ้าวเฮ้ย แล้วนี่มันน้องผม เมื่อกี้ก็เห็นผมกับธันวาที่เข้ามาช่วย จะไม่เชื่ออะไร ดูท่าผู้หญิงคนนี้จะไม่ยอมให้ผมกับธันวาไปส่งปุยฝ้ายง่ายๆ
“งั้นคุณจะเอายังไง” ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิด ช่วยก็ขอบคุณ แต่จะมาเรื่องมากอะไรตอนนี้
“ให้เพื่อนที่เป็นผู้หญิงของเธอมารับ” เธอเอ่ยตอบกลับมาก่อนที่ผมจะถอนหายใจและหันไปบอกธันวาให้โทร. หาทรายเพื่อนสนิทของปุยฝ้ายให้มารับจะได้จบๆ
“ธันวา มึงมีเบอร์ทรายปะ โทร. ดิ ”
“มีพี่” ธันวากดโทร. หาทรายและดูเหมือนว่าทรายจะไม่ว่าง สุดท้ายธันวาส่งโทรศัพท์ให้ผู้หญิงคนที่ช่วยปุยฝ้ายไว้คุยกับทรายเอาเองว่าสรุปจะเอายังไง จนเธอวางสายจากทราย เดินเข้ามาถามว่าคนไหนชื่อธันวา และยอมให้ธันวาพาปุยฝ้ายกลับสักที
ไอ้ธันวามันเป็นญาติกับทราย ซึ่งปุยฝ้ายก็พักอยู่กับทราย บ้านธันวากับทรายก็ห่างกันไม่ไกล ดีเหมือนกัน เพราะถ้าผมไปส่งก็ขับอ้อมโลกกันเลยทีเดียว
แต่เมื่อธันวาจะอุ้มปุยฝ้ายออกไปเธอคนนั้นก็เอ่ยเรียกขึ้น
“ เดี๋ยวก่อนค่ะ” เธอถอดเสื้อคลุมของเธอมาคลุมที่กระโปรงปุยฝ้ายที่สั้นเหนือเข่า
‘เป็นคนดีจังวะ’ ผมมองใบหน้าสวยได้รูปนั้นอีกครั้ง คุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้จริงๆ แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก
“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ คุณ...” ผมเอ่ยขอบคุณเธออีกครั้ง รวมทั้งอยากจะรู้ชื่อของเธอเผื่อจะนึกขึ้นได้ว่าเคยเจอที่ไหน
“ไอติมค่ะ” ชื่อก็คุ้นใครวะ
“ขอบคุณมากครับคุณไอติม” เธอก้มหัวเล็กน้อยเป็นการรับคำขอบคุณ ก่อนที่เธอจะเดินออกไป ยิ้มรับคำขอบคุณก็ไม่มี
“กูฝากปุยฝ้ายด้วยธันวา ”
“ได้พี่ ผมฝากพี่บอกเฮียให้หน่อยดิว่าผมขอลา ขึ้นเล่นไม่ได้วันนี้”
“เออๆ โอเค มึงพาปุยฝ้ายกลับเถอะ เดี๋ยวกูบอกให้”
หลังจากธันวากลับไปผมก็ไม่มีอารมณ์นั่งดื่ม เลยขึ้นไปหาไอ้หนึ่ง เจ้าของร้านบาร์รูตเพื่อนผมบนห้องทำงานของมันแทน
“ไงวะ มีเรื่อง” ไอ้หนึ่งนั่งเซ็นเอกสารอย่างไม่สะทกสะท้าน และเหมือนมันรู้และเห็นเหตุการณ์อยู่ทั้งหมด ก็ตรงหน้าเป็นจอมอนิเตอร์กล้องวงจรปิดทั่วทุกมุมของที่ร้าน
“เจ้าของร้านเหี้ยไร ไม่คิดจะดูความปลอดภัยของลูกค้าเลยวะ”
“อย่าพาลสัส กูก็มีงานต้องทำไหม อีกอย่างกูเห็นมึงมา ก็เลยปล่อย กูรู้มึงเอาอยู่”
“สัส” ผมสบถคำใส่เพื่อนไป
“แล้วไอ้เชี่ยนั้นมึงจะให้กูทำไง” ไอ้หนึ่งมันพูดโดยไม่เงยขึ้นมาสบตากับผมด้วยซ้ำ
“สั่งสอน ให้หลาบจำไม่ให้มาวุ่นวายกับปุยฝ้าย ทำได้ใช่ไหม” ผมบอกหนึ่งไปเพราะคิดว่ามันคงจะเข้าใจสิ่งที่ผมพูด
“เออครับ เดี๋ยวกูจัดการให้” ไหนๆ มันก็สนใจแต่เอกสารตรงหน้า ผมเลยลุกขึ้นไปหยิบไวน์ในตู้โชว์ พร้อมแก้ว โดยไม่เอ่ยขออนุญาตเจ้าของห้อง
“ไอ้เชี่ยพอร์ช ของแพง” รู้ครับว่าแพง แต่แค่นี้ขนหน้าแข้งไอ้หนึ่งมันไม่ร่วงหรอก
“แดกไหม” ผมไม่สนคำบ่นเปิดรินไวน์ใส่แก้วก่อนที่จะยื่นแก้วส่งให้เพื่อน
“ สัส มารยาทมีบ้าง”
“ไม่แดก! รินให้นี่ก็ถือเป็นมารยาทแล้วนะ" ผมพูดกระแทกเสียงถามย้ำ
“แดกดิวะ”
“ก็แค่นั้นพูดมาก” ไอ้หนึ่งรับแก้วไปดื่มก่อนที่ผมจะนั่งลงตรงข้ามมัน หมุนคลึงแก้วไวน์ พยายามนึกถึงหน้าผู้หญิงคนเมื่อกี้ที่เจอ ผมต้องเคยรู้จักเธอแน่ๆ เพราะหน้าเธอคุ้นมาก
“นี่มึงคิดอะไรอยู่”
“ผู้หญิงที่ช่วยปุยฝ้ายอะดิ” นึกเท่าไรก็คิดไม่ออก แต่มันคุ้นมาก
“ทำไม”
“กูคุ้นทั้งหน้า ทั้งชื่อ”
