บทที่ 2 บุกรังชู้
“ด้ายยยย ฉันขอโทษจริงๆ แกรอนานไหมเนี่ย”
เสียงหวานใสของน้ำหวาน เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเส้นด้ายดังขึ้น พร้อมกับร่างเล็กจิ้มลิ้มที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามานั่งตรงข้าม ใบหน้าน่ารักเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ก็รอจนรากจะงอกแล้วเนี่ย” เส้นด้ายบ่นอุบพลางดูดกาแฟเข้าปากเพื่อดับความร้อนรุ่มในใจที่พึ่งปะทะคารมกับไอ้หมาบ้าเสื้อช็อปมา
น้ำหวานถอนหายใจเฮือกใหญ่ วางกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะ
“เนี่ย ก็ตอนแรกแม็คบอกว่าจะมารับฉันไปกินข้าว แต่จู่ๆ เขาก็โทรมายกเลิกกะทันหัน บอกว่าอาจารย์สั่งแก้งานกลุ่มด่วน ต้องรีบไปปั่นงานที่หอสมุดกลางกับพวกไอ้กันต์ ฉันเลยต้องขอให้แกรอไง อย่างอนเลยน้า”
คิ้วเรียวสวยของเส้นด้ายขมวดเข้าหากันทันทีที่ได้ยินชื่อแฟนหนุ่มของเพื่อนสนิท
แม็ค นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ปีสี่ กลุ่มเดียวกับไอ้บ้าฉลามที่เธอพึ่งด่าไปหมาดๆ สัญชาตญาณความระแวงของเส้นด้ายทำงานทันที ผู้ชายแก๊งนี้มันไว้ใจไม่ได้สักคน
“หอสมุดกลางเหรอ? แน่ใจนะว่าไปหอสมุด ไม่ใช่ไปมุดอยู่ที่อื่น” เส้นด้ายหรี่ตามองเพื่อนอย่างจับผิด
“โอ๊ย แกก็คิดมาก แม็คเขาอยู่ปีสี่แล้วนะ งานก็ต้องเยอะเป็นธรรมดาแหละ” น้ำหวานพยายามแก้ต่างให้แฟนหนุ่มด้วยรอยยิ้มโลกสวยตามฉบับของเธอ
เส้นด้ายไม่ได้เถียงอะไรต่อ แต่สัญชาตญาณบางอย่างสั่งให้มือเรียวหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาไถอินสตาแกรมเล่นฆ่าเวลา นิ้วโป้งปัดหน้าจอไปเรื่อยๆ ก่อนจะชะงักกึกเมื่อเห็นสตอรี่ไอจีของรุ่นน้องคณะนิเทศศาสตร์ปีสองคนหนึ่งที่เธอเคยเห็นหน้าคร่าตาผ่านๆ ยัยเด็กรุ่นน้องคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความบริหารเสน่ห์และชอบเช็กเรตติ้งไปทั่ว
ภาพในสตอรี่เป็นรูปขาเรียวยาวที่พาดอยู่บนโซฟาสีเทาเข้ม พร้อมแคปชันว่า ‘แอร์ห้องนี้เย็นฉ่ำจังเลย ทำรายงานจนเหนื่อย ขอพักหน่อยน้า~ ?’
มันจะไม่มีอะไรน่าสงสัยเลย ถ้าหากว่ามุมขวาของภาพนั้นไม่ติดตู้โชว์กระจกที่มีหุ่นฟิกเกอร์แบร์บริครุ่นลิมิเต็ดอิดิชันสีดำทองตั้งตระหง่านอยู่ ซึ่งมันเป็นของสะสมสุดหวงที่แม็คพึ่งอวดลงไอจีเมื่ออาทิตย์ก่อน
“น้ำหวาน แกเปิดแอปติดตามโลเคชั่นที่แกเคยบังคับให้แม็คโหลดไว้เดี๋ยวนี้” เส้นด้ายสั่งเสียงเรียบ แววตาคมกริบจ้องหน้าเพื่อนสนิทเขม็ง
“ฮะ? ทำไมอะด้าย แกมีอะไรหรือเปล่า”
“ฉันบอกให้เปิดก็เปิดเถอะน่า”
ความดุดันในน้ำเสียงของเพื่อนทำให้คนโลกสวยอย่างน้ำหวานต้องยอมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอพพลิเคชั่นอย่างเสียไม่ได้
จุดสีแดงที่แสดงตำแหน่งปัจจุบันของแม็คสว่างวาบขึ้นมาบนหน้าจอ และมันไม่ได้อยู่ที่หอสมุดกลางของมหาวิทยาลัย แต่มันปักหมุดหลาอยู่ที่คอนโดมิเนียมหรู ซึ่งเป็นที่พักของแม็คเอง
“ทำไม? ทำไมโลเคชั่นถึงอยู่ที่คอนโดล่ะ ไหนบอกว่าปั่นงานที่หอสมุดไง” เสียงหวานเริ่มสั่นเครือ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ
เส้นด้ายยื่นหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองที่เปิดสตอรี่ไอจีของรุ่นน้องคนนั้นค้างไว้ไปตรงหน้าเพื่อนรัก
“ก็เพราะงานที่มันทำ ไม่ใช่งานกลุ่มส่งอาจารย์ไงล่ะ แต่มันเป็นงานที่ทำกันบนเตียง แกดูโซฟากับตู้โชว์ฟิกเกอร์นี่สิ คุ้นๆ ไหมล่ะว่าห้องใคร”
น้ำหวานมองภาพสลับกับจุดโลเคชั่นบนหน้าจอไปมา ความจริงที่กระแทกหน้าทำเอาหยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะลงมาอาบแก้มใสทันที
“ฮึก...ด้าย แกแน่ใจเหรอว่าแม็คเขาจะ...จะทำแบบนั้นจริงๆ”
“หลักฐานมัดตัวแน่นขนาดนี้ แกยังจะหลอกตัวเองอยู่อีกเหรอยัยหวาน ผู้ชายมักมากแบบนี้มันต้องเจอคนอย่างฉัน”
เส้นด้ายผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้ากระเป๋าสะพายแบรนด์เนมขึ้นมาคล้องไหล่
“ลุกขึ้น! แล้วเช็ดน้ำตาซะ แล้วไปแหกอกพวกมันกับฉันเดี่ยวนี้เลย”
“แต่...แต่ถ้าเขาทำจริงๆ ฉันจะรับไม่ไหว”
“ถ้าแกไม่กล้าลุย แกก็จะโง่เป็นควายให้มันสวมเขาไปตลอดชีวิต ฉันไม่ยอมให้เพื่อนฉันต้องมานั่งร้องไห้เพราะผู้ชายเฮงซวยพรรค์นั้นหรอกนะ ไป!”
คำขาดของเส้นด้ายทำให้ไม่มีใครกล้าขัดใจ รถสปอร์ตคันหรูของหญิงสาวแล่นฉิวออกจากหน้ามหาวิทยาลัย มุ่งตรงไปยังคอนโดมิเนียมเป้าหมายด้วยความเร็วที่ทำเอาน้ำหวานต้องนั่งจับสายเข็มขัดนิรภัยแน่นตลอดทาง
ใช้เวลาเพียงไม่นาน รถสปอร์ตสีแดงเพลิงก็เลี้ยวเข้ามาจอดในลานจอดรถของคอนโดหรู เส้นด้ายเดินนำหน้าด้วยท่าทางดุดันราวกับนางพญาที่กำลังจะไปออกศึก รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะหนักแน่น เธอพาน้ำหวานขึ้นลิฟต์ตรงไปยังชั้นสิบห้า
“คีย์การ์ดสำรองอยู่ไหน” เส้นด้ายแบมือตรงหน้าเพื่อนสนิทที่ยังคงมีคราบน้ำตาเกรอะกรัง
น้ำหวานล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าด้วยความลังเล ก่อนจะหยิบคีย์การ์ดสีดำส่งให้เพื่อนด้วยมือที่สั่นเทา เส้นด้ายรับมันมาแล้วแตะลงบนเครื่องสแกนหน้าประตูห้องอย่างไม่รอช้า
ติ๊ด! คลิก...
เสียงปลดล็อกตประตูดังขึ้นเบาๆ เส้นด้ายผลักประตูไม้ออกกว้างโดยไม่คิดจะเคาะ สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคือรองเท้าส้นสูงของผู้หญิงที่ไม่ใช่ของน้ำหวานถอดทิ้งไว้ระเกะระกะคู่กับรองเท้าผ้าใบของแม็ค ถัดไปบนพื้นพรมคือเสื้อนักศึกษาหญิงที่ถูกโยนทิ้งไว้ส่งเดช
เสียงครางกระเส่าและเสียงเตียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังเล็ดลอดออกมาจากห้องนอนที่แง้มประตูไว้เล็กน้อย เส้นด้ายหันไปมองหน้าน้ำหวานที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ก่อนจะตัดสินใจเป็นคนเดินนำเข้าไปถีบประตูห้องนอนให้เปิดออกกว้าง
ปัง!!
“ว้ายยย!”
“เฮ้ยยย!”
สองร่างที่กำลังนัวเนียกันอยู่บนเตียงกว้างสะดุ้งสุดตัวพร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างแทบไม่ทัน แม็คหน้าตื่น ลุกลี้ลุกลนจนพูดติดอ่าง มือไม้สั่นไปหมดเมื่อเห็นแฟนสาวและเพื่อนสนิทจอมเหวี่ยงยืนจ้องหน้าอยู่ปลายเตียง ส่วนผู้หญิงที่ซุกอยู่ใต้ผ้าห่มก็คือรุ่นน้องนิเทศที่เส้นด้ายสงสัยไม่มีผิด
“นะ...น้ำหวาน! ด้าย! มาทำอะไรที่นี่!”
“ก็มาดูพฤติกรรมสัตว์โลกผสมพันธุ์กันไงล่ะ” เส้นด้ายกอดอก เชิดหน้าขึ้นเหยียดยิ้มร้ายกาจ “แหม ตอนแรกก็บอกว่าจะไปหอสมุดกลาง ที่แท้ก็มาสอนวิชาชีววิทยาภาคปฏิบัติกับรุ่นน้องกันนี่เอง แอร์มันคงเย็นฉ่ำมากสินะ ถึงได้กอดกันกลมขนาดนั้นน่ะฮะ!”
“น้ำหวาน ฟังแม็คอธิบายก่อนนะ มัน...มันไม่ใช่อย่างที่หวานคิดนะ” ผู้ชายหน้าด้านยังคงพยายามแก้ตัวน้ำขุ่นๆ สรรพนามที่เคยใช้เรียกกันตามประสาคนรักวัยเดียวกันถูกพ่นออกมาอย่างร้อนรน
“อ๋อเหรอ? ไม่ใช่อย่างที่คิดงั้นเหรอ? สงสัยอีเด็กนี่มันคงสะดุดยอดหญ้าล้มลงมาทับนายบนเตียง แล้วเสื้อผ้ามันก็บังเอิญขาดกระจุยกระจายไปเองสินะ” เส้นด้ายตอกกลับด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือน ก่อนจะหันไปคว้าแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง สาดโครมเข้าใส่หน้าผู้ชายมักมากเต็มแรง
ซ่า!!
“โอ๊ย! ทำบ้าอะไรของแกเนี่ยด้าย!” แม็คโวยวายลั่น เอามือลูบหน้าน้ำที่หยดติ๋งๆ
“นี่สำหรับความมักมากของนาย จำใส่กะโหลกกลวงๆ ของนายไว้เลยนะ ว่าตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป น้ำหวานกับนายขาดกัน อย่าได้เสนอหน้ามาให้เพื่อนฉันเห็นอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะประจานความมั่วของนายให้ไม่มีที่ยืนในมหาลัยเลยคอยดู”
เส้นด้ายประกาศกร้าวด้วยความเด็ดขาด เธอหันไปคว้าร่างของน้ำหวานที่ยืนร้องไห้เงียบๆ จนตัวสั่นให้หันหลังกลับ
“ไปกันเถอะน้ำหวาน ขยะเปียกๆ แบบนี้ ปล่อยให้มันเน่าเฟะอยู่ด้วยกันในห้องนี้แหละ”
เส้นด้ายกระชากข้อมือเพื่อนให้เดินตามออกไปโดยไม่หันกลับไปมองเสียงโวยวายที่ดังตามหลังมา ร่างเล็กบอบบางแต่เปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้างก้าวฉับๆ ออกมาจากห้องด้วยอารมณ์ที่ยังคงคุกรุ่น เธอเกลียดผู้ชายประเภทนี้ที่สุด และหวังว่าวันนี้จะไม่มีอะไรมาทำให้เธอต้องหงุดหงิดไปมากกว่านี้อีก
แต่ทว่า ความซวยมักจะมาในรูปแบบของความบังเอิญเสมอ
ติ๊ง!
เสียงลิฟต์ตัวที่อยู่สุดทางเดินดังขึ้น พร้อมกับบานประตูที่เปิดกว้างออก เผยให้เห็นกลุ่มนักศึกษาชายรูปร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อช็อปวิศวะสี่คนที่กำลังเดินพูดคุยกันออกมาอย่างออกรส หนึ่งในนั้นคือคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี
กันต์ หนุ่มหล่ออารมณ์ดีประจำแก๊งวิศวะที่ตามขายขนมจีบน้ำหวานมาแรมเดือน ชะงักเท้าทันทีเมื่อเห็นใบหน้าเปื้อนน้ำตาของหญิงสาวที่ตนเองแอบชอบ
“น้ำหวาน เป็นอะไร? ร้องไห้ทำไม? ใครทำอะไรหวานบอกกันต์มาเลยนะ” กันต์รีบวิ่งถลากระเป๋าเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง สีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำของหญิงสาว
เส้นด้ายที่กำลังหัวเสียสุดๆ ตวัดสายตามองกลุ่มผู้ชายตรงหน้า ก่อนที่สายตาของเธอจะไปปะทะเข้ากับร่างสูงของใครบางคนที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ด้านหลังสุด
ใบหน้าหล่อเหลาดุดัน ดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง และเสื้อช็อปสีหม่นที่ปลดกระดุมบนออกจนเห็นแผงอกนั่น
ไอ้ผู้ชายปากหมาที่พึ่งปะทะคารมกันใต้ตึกคณะเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
ฉลามเองก็ชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็นว่าผู้หญิงที่พึ่งเดินออกมาจากห้องของเพื่อนในแก๊งห้องข้างๆ คือยัยตัวแสบปากจัดที่ด่าเขาฉอดๆ เมื่อก่อนหน้านี้ มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นโอกาสในการเอาคืน
“โลกกลมจังว่ะ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ ร่างสูงก้าวออกมายืนประจันหน้ากับเส้นด้าย สายตาคมกวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความยียวน “หรือว่าตั้งใจเดินตามหาฉันกันแน่ฮะ ยัยเตี้ย?”
คำทักทายที่กวนประสาทขั้นสุดทำเอาเส้นด้ายเส้นเลือดขมับเต้นตุบๆ ความโกรธที่พึ่งระบายไปเมื่อครู่ถูกจุดประกายขึ้นมาใหม่อีกครั้งอย่างง่ายดาย
“หลงตัวเองไปปะไอ้หมาบ้า! ใครจะไปอยากเดินตามหาคนนิสัยเสียแบบนายกัน ฉันพึ่งไปจัดการเก็บขยะมา ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอขยะเปียกอีกชิ้นหลงหลออยู่ตรงนี้ด้วย” เธอสวนกลับทันควัน เชิดหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่เกรงกลัว
ดินกับไฟ เพื่อนอีกสองคนในแก๊งถึงกับอ้าปากค้าง พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าด่าไอ้ฉลามซึ่งหน้าแบบนี้มาก่อน แถมยังด่าด้วยคำเจ็บๆ ทั้งนั้น
ฉลามกัดกรามกรอด นัยน์ตาดุดันวาวโรจน์ขึ้นมาทันที เขาเกลียดการถูกด่า และยิ่งเกลียดที่ผู้หญิงตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะกลัวเขาเลยสักนิด ร่างสูงก้าวประชิดตัวเส้นด้ายจนปลายเท้าแทบจะเกยกัน ก้มหน้าลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว
“ปากเก่งนะยัยเตี้ย ระวังโดนดีดปากจนเลือดกลบปากล่ะ” เขาขู่เสียงต่ำ แววตาเต็มไปด้วยความคุกคาม
“ก็ลองดูสิ! คิดว่าฉันกลัวนายหรือไง” เส้นด้ายถลึงตาใส่ ไม่ยอมถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว “คนอย่างนายมันก็เก่งแต่ปากนั่นแหละ ถอยไป! ฉันรังเกียจที่จะต้องใช้อากาศหายใจร่วมกับนาย”
พูดจบเธอก็ใช้มือผลักอกแกร่งของเขาอย่างแรงจนฉลามเซถอยไปหนึ่งก้าว หญิงสาวหันไปคว้าแขนน้ำหวานที่กำลังยืนสะอื้นโดยมีกันต์คอยปลอบอยู่ข้างๆ
“ไปผับกันน้ำหวาน คืนนี้ฉันจะพาแกไปปลดปล่อยให้สุดเหวี่ยง แล้วฉันจะหาผัวใหม่ให้แกเอง เอาที่มันหล่อ รวย และสันดานดีกว่าไอ้พวกผู้ชายแถวนี้ร้อยเท่าพันเท่าไปเลย”
ประโยคหลังเธอจงใจปรายหางตาไปมองหน้าฉลามอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะลากเพื่อนสนิทเดินกระแทกส้นเท้าผ่านหน้ากลุ่มวิศวะเถื่อนไปกดลิฟต์ลงชั้นล่างทันที ทิ้งให้กันต์ยืนมองตามตาละห้อย
ฉลามยืนมองแผ่นหลังเล็กที่เดินจากไปจนกระทั่งบานประตูลิฟต์ปิดลง มือหนากำเข้าหากันแน่นในกระเป๋ากางเกง ความรู้สึกหงุดหงิดผสมปนเปกับความท้าทายตีรวนขึ้นมาในอก ยัยผู้หญิงคนนี้กล้าดียังไงมาด่าเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กล้าดียังไงมาทำหน้าตาเย่อหยิ่งใส่เขาแบบนั้น
“เชี่ยยย ผู้หญิงคนนั้นแม่งสุดยอดว่ะ กล้าด่าไอ้ฉลามซะหน้าหงายเลย” ไฟพึมพำขึ้นมาเบาๆ แต่ก็ดังพอที่จะทำให้คนที่กำลังอารมณ์บูดได้ยิน
ฉลามหันขวับไปตวัดสายตาดุๆ ใส่เพื่อนจนไฟต้องรีบรูดซิปปากสนิท ชายหนุ่มเสยผมลวกๆ ด้วยความหงุดหงิด ริมฝีปากเหยียดยิ้มร้ายกาจออกมาเมื่อนึกถึงคำท้าทายของยัยตัวแสบ
หาผัวใหม่ที่ผับงั้นเหรอ ฝันไปเถอะยัยเตี้ย
“พวกมึง...” ฉลามหันไปหาเพื่อนทั้งสามคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยแผนการ “คืนนี้ไปแดกเหล้ากัน กูมีเรื่องต้องสะสางนิดหน่อย”
