ห้ามรัก - 1
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ฉันยืนเคาะประตูอยู่หน้าห้อง ๆ หนึ่ง ภายในบ้านหลังใหญ่ราวคฤหาสน์ รอนานจนต้องยกมือเคาะอีกครั้งแต่ก็เงียบ ตัดสินใจลองหมุนลูกบิดประตูเพราะรู้ดีว่าคนในห้องนี้ไม่เคยลงกลอนสักครั้งเดียว
แอ๊ดดดด...เสียงประตูถูกเปิดเข้ามาด้านในอย่างช้า ๆ เหมือนเสียงลมหายใจฉันที่พยายามหายใจให้แผ่วเบาที่สุด เพราะกลัวคนขี้หงุดหงิดด้านในจะตื่นเอา สองเท้าเดินมาหยุดที่ข้างเตียงนอนสีเข้ม บนเตียงกว้างกว่าหกฟุตมีร่างกำยำนอนคว่ำหน้าอยู่ แผ่นหลังเปือยเปล่าโชว์รอยสักพญาอินทรีเต็มแผ่นหลัง ก้อนน้ำลายหนืด ๆ ถูกกลืนลงลำคออย่างยากลำบาก เมื่อเผลอจ้องมองแผ่นหลังกว้างอันแข็งแกร่งนั้นจนลืมจุดประสงค์ที่เข้ามาในห้องนี้
"อยาก ?" คำ ๆ เดียวที่ถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งดังขึ้นพร้อมใบหน้าอันหล่อเหลาที่ค่อย ๆ หันมามอง
"ย...อยาก อะไรคะ" ฉันถามเสียงตะกุกตะกัก หัวคิ้วต่างก็ขมวดจนเกือบชนกัน
"อย่ามาทำไร้เดียงสา" ร่างสมส่วนค่อย ๆ พลิกนอนหงายอวดแผงอกหนัดแน่นและซิกซ์แพ็กเป็นลอนคู่ให้ฉันเผลอมองอย่างไม่อาย
"เธอเข้ามาห้องฉันตอนที่หลับอยู่ ถ้าไม่อยากจนอดใจไม่ไหว จะให้ฉันคิดว่าเธอมาอรุณสวัสดิ์หรือยังไง" น้ำเสียงยานคางแกมเค้นหัวเราะดังขึ้น
"อิมไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยนะคะ" รีบแก้ตัวเกือบลิ้นพันกัน
"แล้วเธอเข้ามาห้องฉันทำไม?" เสียงเขาเริ่มเหมือนไม่พอใจขึ้นมาหลายระดับ
"ก็..." พูดออกไปสิยัยอิมเมจ ทำไมถึงอึกอักอยู่แบบนี้
"หึ!" เสียงหัวเราะเหมือนสมเพชที่ฉันเหมือนคนหาคำแก้ตัวไม่ได้ดังขึ้นเบา ๆ
"วันนี้... วันนี้คุณลุงไม่อยู่ คนขับรถก็ลากลับบ้าน อิมมีสอบเช้าเลย..."
"ประเทศไทยมีแท็กซี่ มีแอปฯ เรียกรถมารับถึงที่ เธอไม่รู้?"
ถึงกับหน้าชาเมื่อเจออีกคนตอกกลับหน้าหงาย "คุณลุง..."
"เลิกเอาพ่อฉันมาอ้างสักที!"
ถึงกับสะดุ้งเมื่อคนตรงหน้ามองฉันด้วยดวงตาสีมรกตอย่างดุกร้าวราวนกอินทรี ที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อด้วยจิตสังหาร
"อิมขอโทษค่ะ" เพียงแค่นี้ฉันก็ได้คำตอบแล้วว่าเข้ามาในห้องนี้เสียเที่ยว แถมยังเสียสุขภาพจิตอีก "จะไปไหน!"
"อ๊ะ!" แขนถูกรั้งไว้ด้วยฝ่ามือแกร่ง
ก้มลงดูข้อมือตัวเองที่ถูกรวบด้วยมือหนาพร้อมใบหน้าที่เหยเกด้วยความเจ็บ
"ปลุกฉันแล้วคิดจะหนี?" คิ้วดกดำเรียงตัวสวยเลิกขึ้นถาม
ฉันได้แต่เบ้หน้าด้วยความเจ็บปวดเสมือนแขนจะหักเข้าไปทุกที
"เฮียอินทร์... เฮียอินทร์ปล่อยอิมก่อนได้ไหมคะ" ร้องขอความเห็นใจเมื่อรู้สึกชาที่ข้อมือเหมือนเลือดไม่ไหลเวียน
"ใครให้เธอมานับญาติกับฉัน" เสียงเข้มเอ่ยอย่างไม่ชอบใจที่เรียกเขาแบบนั้น
"อิม ขอโทษคะ" รีบเอ่ยขอโทษออกไป
เพราะความลืมตัวแท้ ๆ ทำให้ฉันโดนดุแบบนี้
"อย่าลืมกำพืดตัวเองไวไปสิ อิมเมจ!"
ตึง! ช่วงเอวสอบกระแทกเข้ากับโต๊ะหนังสือที่อยู่ข้างเตียงนอน มันเจ็บ แต่ไม่อาจร้องออกมาเป็นเสียงให้อีกคนสมเพชได้
"เธอมันก็แค่เด็กกำพร้าที่พ่อฉันเก็บมาเลี้ยง"
"..."
"ไม่รู้ว่าลูกเพื่อนสนิทหรือลูกเมียน้อยกันแน่"
"เฮียอินทรี!" เผลอขึ้นเสียงใส่เมื่อประโยคสุดท้ายไม่เข้าหูและกำลังดูถูกแม่ฉัน
เมื่อสิบปีก่อนฉันเคยได้ยินคำนี้มาแล้ว แต่ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าความหมายมันคืออะไร แต่ตอนนี้ฉันอายุ 19 แล้ว แค่คำว่า 'ลูกเมียน้อย' ทำไมจะแปลไม่ออก
"อิมขอโทษที่มาปลุกแต่เช้านะคะ"
แม้จะเสียใจที่เขาพูดจาไม่ให้เกียรติแม่ตัวเอง แต่เพราะบ้านที่คุ้มกะลาหัวอยู่เป็นของพ่อเขาเลยต้องเก็บความไม่พอใจไว้แล้ววิ่งออกมาจากห้องนั้นทันที
"ฮึก ฮือ ๆ"
พอออกมาจากห้องเฮียอินทรีได้ก็รีบวิ่งเข้ามาสิงสถิตในห้องตัวเองพร้อมปล่อยโฮออกมาอย่างไร้การควบคุม น้ำใส ๆ ไหลอาบข้างแก้มทั้งสองข้างจนเปียกชุ่มไปหมด
มือสองข้างกอดอกตัวเองไว้เพราะไม่มีไออุ่นจากที่ไหนมาปลอบประโลม สมองย้อนนึกคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนที่แสนโหดร้าย
ในค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงและมีขนาดใหญ่ที่สุดในรอบปี มีครอบครัวแสนอบอุ่น พ่อ แม่ และลูกสาววัยเก้าขวบกำลังขับรถมุ่งหน้าสู่ทะเลสีครามด้วยรถครอบครัวคู่ใจ คนขับในวันนี้คือหัวหน้าครอบครัวผู้จิตใจดีมีเมตตา ท่านมองกระจกหลังเพื่อคุยกับลูกสาวตลอดเส้นทางการเดินทางเพื่อไม่ให้เกิดความน่าเบื่อ
รถแล่นบนท้องถนนในเวลาพลบค่ำพร้อมเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานของทุกคนที่โดยสารมา แต่เสียงหัวเราะนั้นก็มีต่อได้ไม่นาน เมื่อจู่ ๆ ก็มีรถคันหนึ่งขับข้ามเลนมาจนพ่อฉันหักพวงมาลัยหลบและตกข้างทาง ตอนนั้นเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันจำได้แค่เลือนรางว่ารถพลิกคว่ำแล้วสลบไป พอตื่นมาอีกทีฉันก็นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยไร้คนเฝ้า
เวลาผ่านไปนานเกือบเดือนฉันถึงได้ออกจากโรงพยาบาล ตลอดระยะเวลาพักฟื้นฉันเอาแต่ถามหาพ่อกับแม่แต่พยาบาลและคุณหมอต่างก็ตอบว่าเรายังเจอกันตอนนี้ไม่ได้ เด็กอายุเก้าขวบต้องนอนขวัญผวาในโรงพยาบาลอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายร่วมเดือน ถ้าเธอไม่เข้มแข็งพอคงอยู่ไม่รอด
และวินาทีที่ฉันก้าวลงจากเตียง แทบจะเป็นวันที่เหมือนฉันยืนอยู่บนหน้าผาที่มีลมพัดอย่างแรงจนหนาวเหน็บและเจ็บปวด กรอบรูปสีขาวดำที่มีใบหน้าแสนคุ้นตาถูกตั้งไว้อยู่บนสถานที่แห่งหนึ่งทำให้เกิดคำถามมากมายแต่ไม่อาจพูดออกมาได้
ในตอนร้าย ๆ ของเวลานั้นถือว่ามีโชคดีที่ฉันไม่โดดเดี่ยวอยู่คนเดียวเหมือนที่ตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล ฉันมีผู้ชายวัยกลางคน ๆ หนึ่งเดินเข้ามากอดปลอบต่อหน้าเมรุเผาศพของพ่อกับแม่ เขาให้คำมั่นสัญญาต่อหน้ารูปที่ตั้งคู่อยู่ตรงหน้าว่าจะดูแลฉันอย่างดีที่สุดขอให้ทั้งคู่หมดห่วงและไปสู่ภพภูมิที่ดี
ผู้ชายคนนั้นพาฉันเข้ามาที่บ้านหลังนี้พร้อมกับรับเลี้ยงฉันเป็นลูกสาวบุญธรรมโดยให้ฉันเปลี่ยนมาใช้นามสกุลเดียวกับเขา
แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายดายไปเสียทุกอย่างเมื่อฉันถูกลูกชายแท้ ๆ ของผู้มีพระคุณคัดค้านห้ามให้ฉันใช้นามสกุลเดียวกันกับเขา ด้วยความที่เป็นเด็กฉันไม่รู้ว่าอะไรคือการเปลี่ยนนามสกุลและอะไรคือลูกบุญธรรมจึงไม่ได้เรื่องมากอะไร ยังคงใช้นามสกุลพ่อแท้ ๆ มาจนถึงทุกวันนี้
ครืด ครืด...แรงสั่นของเครื่องสื่อสารไร้สายทำให้ฉันหลุดจากภวังค์ในอดีต รีบคว้ามือถือเครื่องหรูมากดรับสาย
[นี่แกอยู่ไหน อีกสิบนาทีจะเข้าสอบแล้วนะเว้ย!]
เสียงร้อนใจของเพื่อนสนิทดังขึ้นทำให้ฉันตาลีตาเหลือกดูนาฬิกาตรงหัวเตียง
"ตายแล้ว!" อุทานออกมาเมื่อเห็นว่าฉันสายแล้วและตอนนี้ควรจะเลิกคิดถึงเรื่องในอดีตและรีบหายตัวไปเข้าห้องสอบให้ทันในอีกสิบนาที
[เออ ตายแน่งานนี้ แกต้องรีบมาให้ถึงมหาลัยในอีกสิบนาที!]
'ลี่' ย้ำเสียงหนักแน่นเพื่อกระตุ้นให้ฉันรีบพาตัวเองออกจากห้องนี้สักที
"มีแอปฯ ไหนเรียกรถเร็วสุดอะ" จะไปถึงจุดหมายต้องใช้รถและคนขับ
[แอปฯ อะไรล่ะ แกน่ะรีบตีนผีซิ่งมาเลย]
นี่แกลืมอะไรไปใช่ไหมลี่ว่าฉันไม่กล้าขับรถน่ะ
"งั้นแค่นี้ก่อนนะ แล้วเจอกัน"
รีบวางสาย คว้ากระเป๋าสะพายแล้ววิ่งลงมาชั้นล่างทันที
ทำไมทุกคนที่ช่วยเหลือฉันได้ถึงไม่อยู่บ้านในเวลาแบบนี้นะ!