ตอนที่ 7 ผมแพ้อัลมอนด์
“แล้วชื่อคุณลุงใครตั้งให้เหรอครับ?
“ไม่รู้สิ พ่อมั้ง หรือไม่ก็แม่” เขาตอบไปงั้นๆ พลางคิดถึงพ่อและแม่ที่จากไปแล้วตามที่เด็กน้อยถาม
“ลูกคุณลุงเรียนอยู่ที่นี่เหรอครับ?
“เปล่า…ยังไม่มีลูก”
“แล้วอยู่กับใครล่ะครับ?”
“คนเดียว”
“งั้น…มาเป็นพ่อผมไหมครับ ผมก็ไม่มีพ่อ คุณลุงก็ไม่มีลูก อยู่คนเดียวมันเหงานะครับ” ภูวดลหัวเราะเบา ๆ
“ไว้จะคิดดูนะ”
ครั้นจะบอกว่าไม่ ก็กลัวเด็กจะรู้สึกไม่ดี เด็กคนนี้ไม่มีพ่อคงจะเหงาหรือเปล่าถึงเที่ยวชวนคนอื่นให้มาเป็นพ่อตัวเองแบบนี้ คงอยากมีเพื่อนเล่นกระมัง
“คุณลุงบ้านอยู่ไกลไหมครับ?”
“ไกล”
“บ้านผมอยู่ใกล้ ๆ นี่เองครับแต่กว่าจะได้กลับก็เกือบมืดทุกวัน เพราะรอแม่เลิกงานค่อยมารับ”
พร้อมสรรหาคำพูดมากมายมาชวนคุยสนุกปาก ดูเหมือนเด็กคนนี้จะโตเกินอายุถึงชอบคุยกับผู้ใหญ่มากกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน พูดไปมือก็เกาแขนขายุกยิกไปเรื่อย และเกาถี่ขึ้น ถี่ขึ้น พร้อมกับเสียงไอที่เหมือนจะถี่ขึ้นเช่นเดียวกัน
ภูวดลคิ้วขมวดเข้าหากันมองอาการของเด็กน้อยตรงหน้า
“เป็นอะไรหรือเปล่า?” เอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ผมคัน” เกาตามแขนขาและลำตัว
“ผมหายใจไม่ออกครับ”
เด็กน้อยทำปากป่องเหมือนอึ่งอ่างคิ้วย่นเข้าหากัน
“ผมจะอ้วกครับ” พลันคำพูดของผู้เป็นแม่ก็เข้ามาในความคิด ภูวภัสหายใจทางปากจนได้ยินเสียงหอบแรงใบหน้าแดงก่ำ
“คุณลุงเอาอะไรให้ผมกินครับ?”
“ผมแพ้ถั่วอัลมอนด์”
“ฉิบหายละ” ชายหนุ่มสบถเบาๆ ใบหน้าถอดสี
ลุกจากม้านั่งคุกเข่าลงกับพื้นดึงแขนเด็กน้อยตรงหน้ามาสำรวจด้วยความตกใจ ผื่นจ้ำแดงกำลังเห่อขึ้นมาให้เห็น
“ลุงจะพาไปหาหมอ” กดสายโทรหาผู้ช่วยทันที
“เทวาเอารถออกตอนนี้เลยไปโรงพยาบาลด่วน”
วางสายและช้อนอุ้มเด็กน้อยขึ้นวิ่งไปที่รถทันที เขารู้ดีว่าอาการแพ้มันเป็นยังไง เพราะเขาเคยแพ้มาก่อนอาการไม่ผิดเพี้ยนเหมือนเด็กคนนี้แม้แต่น้อย เทวาที่เร็วพอกันหลังจากฟังน้ำเสียงตื่นเต้นของเจ้านาย วิ่งมากำลังจะถึงรถ
“ติดต่อครูและผู้ปกครองเด็กด่วน ฉันขับเอง”
“ครับบอส”
ภูวภัสถูกนำเข้าห้องฉุกเฉินโดยมีผู้ก่อเหตุแบบไม่ได้ตั้งใจนั่งอยู่หน้าห้องด้วยใบหน้าไม่สู้ดีนัก
ถ้าเกิดเด็กเป็นอะไรไปเขาจะทำยังไง?
จะมองหน้าผู้ปกครองเด็กได้ยังไง?
แต่โรงพยาบาลนี้มีแต่หมอเก่งๆ ทั้งนั้น และเขาเองก็บริจาคทุนวิจัยอยู่ทุกปี พร้อมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์หลายรายการก็มาจากอัครเทพ
“ฮัลโหลไอ้เอก”
“มีคนไข้พิเศษฉันอยากให้แกช่วยตามเรื่องให้หน่อย”
กดสายหาเพื่อนรัก หมอเอกภูมิ และถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังโดยละเอียด
พยาบาลสาวที่เดินออกมาจากห้องตรวจแจ้งอาการของเด็กชายภูวภัส ที่เพิ่งหลับไปหลังจากได้รับยาเพียงไม่นาน
“เด็กปลอดภัยแล้วค่ะ”
“แต่ต้องเฝ้าดูอาการต่อว่าจะมีผลข้างเคียงอื่นๆ ด้วยหรือเปล่า”
“แต่คุณพ่อไม่ต้องกังวลนะคะ คุณหมอบอกพ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ”
คำบอกกล่าวของพยาบาลที่คาดเดาว่าเขาคือผู้ปกครองของเด็ก แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้อธิบายใด ๆ
“ติดต่อผู้ปกครองเด็กได้หรือยัง?” หันมาทางเทวาที่ยืนอยู่ห่างๆ
“ทางโรงเรียนแจ้งไปแล้วครับกำลังเดินทางมาผมให้เบอร์ติดต่อไว้แล้วครับ” ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นถี่ ๆ ที่วิ่งออกมาจากลานจอดรถบ่งบอกความร้อนรนของเจ้าของร่างที่กำลังตรงไปยังห้องฉุกเฉิน เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นเต็มใบหน้าและเปียกชุ่มแผ่นหลังจนทะลุออกนอกเสื้อที่สวมอยู่
เหมือนถูกกระชากหัวใจออกมานอกอก หลังจากวางสายจากทางโรงเรียนว่าลูกน้อยที่เป็นดั่งดวงใจของเธอตอนนี้อยู่ในห้องฉุกเฉินด้วยอาการแพ้อาหารอย่างรุนแรง
“ดิฉันเป็นแม่ของเด็กชายภูวภัสค่ะ”
“ตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้างคะ?”
สอบถามเจ้าหน้าที่หน้าห้องฉุกเฉินพร้อมกับเสียงหายใจหอบจนตัวโยน ร่างกายส่งสัญญาณว่าต้องการออกซิเจนปริมาณมากจนต้องเผยอปากออกช่วยหายใจรับออกซิเจนเข้าให้เต็มปอด แต่ความสนใจของเธอไม่ได้อยู่ที่ร่างกายของตัวเอง แต่กำลังลุ้นคำตอบจากเจ้าหน้าที่อยู่
“เด็กปลอดภัยแล้วค่ะ”
“ตอนนี้คุณหมอกำลัง……”
เธอได้ยินแค่นั้น แค่ให้ได้รู้ว่าลูกปลอดภัยเท่านั้น ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอกและสติสัมปชัญญะก็ดับวูบลง พร้อมกับร่างที่ร่วงลงกองกับพื้น
“หมอบอกเธอไม่ได้เป็นอะไรมากครับ คงแค่ตกใจ และดูเหมือนร่างกายจะไม่ค่อยได้พักผ่อนให้นอนสักพักก็จะดีขึ้น” เทวารายงานเจ้านาย
“จัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยและดูว่าผู้ปกครองต้องการอะไรเพิ่มก็บอกฉันได้เลย อย่าลืมเตรียมของไปขอโทษด้วยให้ผู้เสียหายพอใจที่สุด อย่าให้เกิดปัญหาแม้แต่นิดเดียว”
“ถ้าเธอไม่พอใจให้ติดต่อฉันได้ทันที”
“ครับคุณดล”
มุกดาลืมตาตื่นมองเพดานสีขาวห้องที่ไม่คุ้นตา แสงไฟนีออนสว่างจ้าเต็มไปหมด ก่อนจะลำดับเหตุการณ์ในหัวสมองและลุกพรวดขึ้นทันที
“ภู”
มือสะบัดผ้าห่มที่คลุมตัวออก ผุดลุกจากเตียงอย่างร้อนรนในความคิดคือตามหาลูก
“คุณครับ ใจเย็นๆ ครับ”
เทวาลุกจากโซฟาขึ้นยืนดักรอคนไข้ที่กำลังจะวิ่งออกประตู มุกดาชะงักตามเสียงหันมามองคนแปลกหน้าที่เธอไม่ทันได้สังเกตว่านั่งอยู่ในห้องกับเธอ
“น้องปลอดภัยแล้วครับ”
“อยู่ห้องไหนคะ?”
พอได้คำตอบก็วิ่งพรวดออกไปทันทีด้วยเท้าเปล่า กวาดสายตาไล่เรียงตามเบอร์ห้องของโรงพยาบาลจนพบและเปิดผลัวะเข้าไปทันที สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่คนตัวเล็กบนเตียง
“ภู”
“แม่ครับ”
สองร่างโผเข้ากอดกันกลม พร้อมเสียงถอนหายใจของผู้เป็นแม่
“แม่ขอโทษที่มาช้า”
“ไม่เป็นไรครับ”
“ภูหายแล้วครับ”
“ไหนแม่ดูซิ”
พูดพลางจับมือและแขนคนตัวเล็กพลิกไปมาสำรวจทั่วร่างกาย มือประคองใบหน้าเด็กชายสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและห่วงใย ดึงร่างน้อยเข้ามาสวมกอดอีกครั้งถ่ายเทความอบอุ่นให้ด้วยความรักและเป็นการปลอบขวัญ
ภูวภัสโอบกอดผู้เป็นแม่มือน้อยๆ ตบเบาๆ ที่หลังของมุกดาเหมือนที่เธอเคยปลอบลูกและเด็กน้อยก็จำมาทำเพื่อปลอบโยนผู้เป็นแม่
“ไม่เป็นไรนะครับแม่ หมอบอกภูปลอดภัยแล้วครับ”
ภูวดลที่ขมวดคิ้วจ้องมองสองแม่ลูกที่แสดงความรักต่อกันตรงหน้า โดยไม่ละสายตาไปไหน ความสนใจของเธอคือเด็กชายที่อยู่บนเตียงเท่านั้น ไม่ได้สนใจใครอื่นแม้กระทั่งเขากับเทวาที่เป็นเหมือนธาตุอากาศ
ใช่เธอแน่ ๆ ห้าปีที่ไม่ได้เจอกันเลยแต่เขาก็จำเธอได้แม่นยำ
“คุณมุกดาใช่ไหมครับ”
เทวาเอ่ยถามทั้งที่รู้อยู่แล้วจากข้อมูลที่ทางโรงเรียนให้มา และข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล
ภูวดลหันขวับไปมองเทวาที่เพิ่งยืนยันให้เขารู้ว่าเป็นเธอจริงๆ หลังจากเอ่ยชื่อเธอเป็นครั้งแรก
“ใช่ค่ะ”
หันมามองผู้พูดและเลยไปถึงอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกัน พลันสายตาสองคู่ก็สบกัน หลากหลายอารมณ์วิ่งปั่นป่วนผ่านทางแววตา มุกดาอึ้งไปชั่วขณะ เจ้าของใบหน้าหล่อเหลานี้ที่หล่อนจำได้ขึ้นใจ พร้อมหัวใจที่หล่นวูบลงไปอยู่ตาตุ่ม ใจหวิววูบวาบ ไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่ ต่อหน้าลูก
“คุณดล”
เผลอเรียกชื่อเขาเสียงลอดริมฝีปากออกมาอย่างแผ่วเบา และนิ่งไปชั่วขณะก่อนที่ประตูห้องจะถูกเปิดออกพร้อมร่างของคุณหมอที่เดินเข้ามา
“เป็นยังไงบ้างคะคนเก่ง ขอคุณหมอดูอาการหน่อยนะคะ”
“ครับ”
ใช้เวลาตรวจเพียงไม่นานก่อนพูดคุยบอกอาการกับผู้ปกครองเด็ก
“คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลนะคะ”
“น้องพ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ แต่ให้พักอยู่ดูอาการก่อนนะคะ” หมอผู้ตรวจเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เอ่อ…คือ”
มุกดาเลิ่กลั่กจะอธิบายดีหรือเปล่านะ หากจะบอกว่าเขาไม่ใช่พ่อเด็กแต่ในใจมันก็โต้กลับมาว่าใช่
“ไม่ใช่พ่อผมครับ” หนูน้อยเอ่ยขึ้น
“อ้าวเหรอคะ คุณหมอขอโทษค่ะเห็นหน้าตาคล้ายกัน” หันมายิ้มให้คนไข้ตัวน้อย
“ชื่อก็คล้ายครับ”
“ภูวภัส กับ ภูวดล” หนูน้อยเอ่ยอย่างไร้เดียงสา
มุกดาหน้าซีดแล้วซีดอีก เหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากทั้งที่แอร์เย็นฉ่ำ ก่อนที่คุณหมอจะออกจากห้องตรวจไป
สองหญิงชายนั่งตรงข้ามกันในร้านกาแฟของโรงพยาบาล ภูวดลที่เอาแต่จ้องหน้าคนนั่งตรงข้ามนิ่งด้วยใบหน้าเรียบเฉย ผิดกับอีกคนที่หัวใจเต้นตุบตับและข่มอาการไว้ ตอนนี้เธอเป็นแม่คนแล้วสมองสั่งการให้นิ่งเข้าไว้
“ไม่คิดว่าจะเจอเธอที่นี่”
ไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงสาวมีเพียงรอยิ้มน้อย ๆ ที่ส่งให้แค่แวบเดียวเท่านั้น
“มุกก็ไม่คิดว่าจะเจอคุณดลที่นี่เหมือนกันค่ะ”
“คุณดลสบายดีนะคะ” ถามเสียงอ่อน ทำไมใจคอมันปั่นป่วนพิกล
ชายหนุ่มพยักหน้า
“เธอล่ะ?”
“สบายดีค่ะ”
ภูวดลสำรวจใบหน้าเธออย่างละเอียดเป็นครั้งแรก ถึงจะเปลี่ยนจากเดิมไปบ้างแต่ไม่มาก ความน่ารักสดใสจากเมื่อก่อนที่สัมผัสได้แม้เพียงเจอแค่ไม่กี่ครั้ง ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นความสวย ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แววตายังคงเด็ดเดี่ยวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“ฉันขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น” น้ำเสียงที่จริงจังจากความรู้สึกผิดที่ออกมาจากใจ
“ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิด”
“ขอโทษที่ทำให้เธอต้องกังวลและเป็นห่วงลูก”
“ฉันยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง เธออยากให้ชดเชยยังไงบอกมาได้เลย”
“….”
“มุกเข้าใจค่ะมันเป็นเหตุสุดวิสัย คุณเองก็ไม่รู้” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเช่นเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างดูท่าทีกันและกันพร้อมบันทึกข้อมูลลงในหัว
“แต่เธอไม่ต้องกังวลนะ อาการแพ้เหล่านี้โตขึ้นภาวะเสี่ยงจะลดลง หรือบางรายอาจแพ้น้อยลง บางรายอาจไม่แพ้เลยก็มี”
“ตอนเป็นเด็กฉันก็แพ้แต่ตอนนี้เคยเผลอกินก็ไม่มีอาการ”
หันขวับมองหน้าผู้พูดทันที
“คุณดลก็แพ้เหรอคะ?”
“อืม”
“งั้นก็ถ่ายทอดทางพันธุกรรม….” รีบพูดจนยั้งปากไว้ไม่ทันจนอยากจะตบปากตัวเอง
“อ๋อ…เอ่อ…คือ เคยเห็นในงานวิจัยอยู่ค่ะ”
เธอพูดมั่วไป ภูวดลมองหน้าคู่สนทนานิ่งอยู่นาน อีกฝ่ายที่หลบตาเฉมองไปทางอื่น ไม่รู้จะปั้นหน้ายังไง
“วันที่ออกจากโรงพยาบาลเดี๋ยวให้เทวามารับกลับ” เขาพูดตัดจบ
“ส่วนเรื่องที่เธอต้องลางานสาเหตุมันเกิดจากฉัน เดี๋ยวให้เทวาติดต่อเธอไปอีกทีก็แล้วกัน ฉันจะชดเชยให้ถือเป็นการขอโทษก็แล้วกัน”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณดล ดูแลแค่ค่ารักษาก็พอแล้วค่ะ”
“ฉันต้องไปทำงานต่อมีอะไรติดต่อเทวาได้เลย” ลุกจากโต๊ะและเดินจากไปคำพูดของเธอไม่มีผลอะไรกับเขาแม้แต่น้อย แต่ประโยคก่อนหน้านั้นทำให้ชายหนุ่มตั้งคำถามให้กับตัวเองแล้ว
