ตอนที่ 2 ของขวัญที่ไม่ได้รับเชิญ
หลังจากเช้าวันนั้น รินลดาใช้ชีวิตเหมือนคนขวัญเสีย เธอพยายามหลบหน้าทุกคนในบริษัท โดยเฉพาะชั้นบริหารที่เธอหวังว่าจะไม่ต้องเฉียดไปใกล้คนใจร้ายที่พรากพรหมจรรย์ของเธอไป แม้ความจริงเธอจะเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเขาเองด้วยฤทธิ์ยาก็ตาม
ทางด้าน กวินทร์ หลังจากตื่นมาพบเพียงความว่างเปล่าและรอยเลือดจางๆ บนผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาด เขาก็สั่งให้คนสนิทเช็กกล้องวงจรปิดทันที แต่โชคร้ายที่ระบบกล้องของชั้นเพนท์เฮาส์ถูกปิดปรับปรุงชั่วคราวในคืนนั้นพอดี เขาจึงมีเพียงความทรงจำเรื่องสัมผัสอันแสนหวานและกลิ่นหอมละมุนที่ติดอยู่ที่ปลายจมูก
หนึ่งเดือนผ่านไป...
รินลดาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของร่างกาย เธอที่เคยร่าเริงกลับกลายเป็นคนง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา ซ้ำร้ายกลิ่นกาแฟที่เธอเคยชอบกลับทำให้เธอพะอืดพะอมจนต้องวิ่งเข้าห้องน้ำไปโก่งคออาเจียนแทบทุกเช้า
"ริน ช่วงนี้แกดูซีดๆ นะ ไปหาหมอหน่อยไหม?" ก้อย เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในแผนกถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่เป็นไรหรอกก้อย สงสัยช่วงนี้รินพักผ่อนน้อยน่ะ" รินลดาฝืนยิ้มตอบ ทั้งที่ในใจเริ่มสั่นระรัวด้วยความกังวลที่เริ่มก่อตัว
เย็นวันนั้น รินลดาตัดสินใจซื้อที่ตรวจครรภ์จากร้านขายยาแถวบ้านมาถึงสามอัน เธอขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำแคบๆ นานนับสิบนาที หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุอก เมื่อดวงตากลมโตจ้องมองแผ่นพลาสติกเล็กๆ ในมือ...
สองขีดสีแดงเข้ม ปรากฏชัดเจนทั้งสามอัน
รินลดาเข่าอ่อนจนต้องทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้องน้ำที่เย็นเฉียบ น้ำตาหยดแรกไหลอาบแก้มด้วยความสับสน "ลูก... แม่ขอโทษ" เธอพึมพำออกมาเบาๆ ความโดดเดี่ยวในโลกกว้างทำให้เธอมองไม่เห็นทางออก เธอเป็นเพียงพนักงานเงินเดือนน้อยนิด พ่อแม่เสียชีวิตไปหมดแล้ว ชีวิตนี้เธอไม่มีใครให้ปรึกษาเลยจริงๆ
รินลดาตัดสินใจรวบรวมความกล้าครั้งสุดท้าย เธอเขียนจดหมายฉบับเล็กๆ พร้อมแนบผลตรวจครรภ์ ใส่ซองสีขาวสะอาดตาเพื่อจะนำไปมอบให้กวินทร์ อย่างน้อยเขาก็ควรได้รับรู้ความจริง ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องเงินทอง แต่เพื่อให้ลูกของเธอได้มีโอกาสลืมตาดูโลกอย่างมีศักดิ์ศรี
ทว่า... เมื่อเธอไปถึงหน้าห้องทำงานของประธานบริหาร เธอกลับพบกับภาพที่บาดลึกเข้าไปในใจ
พิมพิลา ลูกสาวท่านทูตผู้สง่างาม กำลังยืนเกาะแขนกวินทร์พลางหัวเราะต่อกระซิกอย่างสนิทสนม โดยมี คุณหญิงมลฤดี แม่ของกวินทร์ยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างๆ
"กวินทร์ลูก พิมเขาเพิ่งกลับจากฝรั่งเศส แม่ว่าเย็นนี้เราไปทานข้าวฉลองการหมั้นหมายของเราสองครอบครัวกันดีกว่านะจ๊ะ" เสียงของคุณหญิงมลฤดีดังลอดออกมาถึงโถงทางเดิน
"ครับคุณแม่ ผมตามใจคุณแม่ครับ" เสียงทุ้มที่รินลดาจำได้ดีขานรับอย่างราบเรียบ
ซองจดหมายในมือของรินลดาถูกขยำจนยับยู่ยี่ ความหวังอันน้อยนิดดับวูบลงทันที เธอตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า โลกของเขากับโลกของเธอมันอยู่ห่างกันเกินไป เขาคือดวงดาวบนฟากฟ้า ส่วนเธอเป็นเพียงเศษดินที่เขาบังเอิญเหยียบผ่าน
"ถ้าบอกเขาตอนนี้... ฉันคงกลายเป็นแค่ผู้หญิงแพศยาที่หวังจะใช้ลูกจับคนรวย"
รินลดาเดินกลับลงมาที่ฝ่ายบุคคลด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว เธอวางใบลาออกโดยระบุว่าต้องกลับไปดูแลญาติที่ต่างจังหวัด ก่อนจะเก็บข้าวของออกจากบริษัทไปในวันนั้นเอง โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ให้ใครตามหาได้อีก
ห้าปีต่อมา
"แม่ครับ... ต้นกล้าหิวจังเลย" เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัย 4 ขวบเศษดังขึ้นในห้องเช่าไม้หลังเก่า
รินลดาในชุดพนักงานทำความสะอาดที่ซีดเซียวหันมายิ้มให้ลูกชาย น้องต้นกล้า เด็กชายตัวน้อยที่มีดวงตาคมกริบและคิ้วเข้มเหมือน "เขา" ราวกับพิมพ์เดียวกัน รินลดาอุ้มลูกขึ้นมาหอมแก้มอย่างรักใคร่
ห้าปีที่ผ่านมาเธอต้องเผชิญกับความลำบากแสนสาหัส ทั้งการโดนไล่ออกจากงานเพราะท้องไม่มีพ่อ การรับจ้างซักผ้า ล้างจาน หรือแม้แต่การอดมื้อกินมื้อเพื่อให้ลูกได้อิ่ม แต่เธอก็ไม่เคยเสียใจที่เลือกเก็บ "โซ่ทอง" เส้นนี้เอาไว้
"อดทนหน่อยนะลูก เดี๋ยวแม่ไปรับงานพิเศษที่โรงแรมวันนี้เสร็จ เราจะได้กินไก่ทอดกันนะ"
รินลดาไม่รู้เลยว่า งานพิเศษที่เธอกำลังจะไปทำในคืนนี้... คือการทำความสะอาดในงานเปิดตัวโครงการใหม่ของบริษัทที่เธอเคยหนีมา และที่นั่น "พ่อ" ของลูกกำลังรอคอยการกลับมาของเธออยู่โดยไม่รู้ตัว
