บท
ตั้งค่า

6. สบโอกาส

หรานอวี้เผยยิ้มหวาน ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างคนเชื่อมั่น

“ความตายมันไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด การที่เราต้องอยู่ในกรอบ ไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากทำอยากเป็นต่างหากที่น่ากลัว” หรานอวี้เอ่ยเสียงดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว จนกลิ่นหอมของ ‘บุปผารื่นรมย์’ อบอวลอยู่ใต้จมูกพยัคฆ์ผู้น่าเกรงขาม นำพาให้เขาเผลอสูดดมมันอย่างลืมตัว

หรานอวี้เห็นเขานิ่งนางก็เอ่ยอีก “ถ้าดวงท่านแข็ง ข้าจะช่วยข่มมันลงให้เองเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องกังวลว่าข้าจะตาย ข้ามันคนดวงแข็งเป็นประเภทตายยาก เสียก็แต่เป็นคนสติไม่ดี เป็นสตรีวิปลาสที่ไม่มีใครอยากเกี่ยวดองด้วย ทว่าอย่างอื่นดีหมดนะเจ้าคะ รูปร่างหน้าตาผิวพรรณก็ดีด้วย หากท่านกั่วกงไม่เชื่อก็ลองสัมผัสดูได้นะเจ้าคะ” นางเอ่ยจบก็ยิ้มร่าให้ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ซึ่งบัดนี้นิ่งงันเป็นรูปปั้นไปอีกคราแล้ว ทั้งที่แต่ก่อนเขาเป็นคนสุขุมมาก ทว่านับแต่พบกับจูหรานอวี้ เขาก็เหมือนจะคุมสติไม่ค่อยอยู่นัก

หลี่ตงฟางที่เดินตามมายืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อหู อึดใจต่อมาเขาก็กล่าวกระซิบกับสหายว่า “จวินหลาง... ข้าว่าเจ้าเจอนางเอกงิ้วหลงโรงเข้าให้แล้วกระมัง”

ทว่าคำพูดที่หลี่ตงฟางกล่าวมานั้น เซียวกั่วกงกลับไม่ขำด้วย เขายังคงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาซุกซนที่เผยให้เห็นเพียงความมุ่งมั่นที่ดึงดูดใจอย่างประหลาด ก่อนที่เสียงหัวเราะในลำคอจะดังขึ้นมาเบา ๆ ซึ่งมันเป็นเสียงที่หาฟังได้ยากยิ่ง

“ในเมื่อเจ้ากล้าท้าทายโชคชะตา เช่นนั้นข้าก็ยินดีจะเปิดรับเพื่อให้เจ้าได้พิสูจน์ว่า ดวงของเจ้าจะแข็งกว่าดวงข้าจริงหรือไม่” จวินหลางเอ่ยพลางขยับเท้าเข้าใกล้นางอีก นำพาให้หญิงสาวต้องเงยหน้าขึ้น เพราะส่วนสูงนั้นต่างกันมาก “คุณหนูห้า ข้าจะให้โอกาสเจ้าคิดให้ดีอีกที เพราะถ้าเจ้าก้าวเข้าสู่เขตแดนของข้า ภายหน้าหากคิดจะถอยหลังกลับ เจ้าจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว”

ได้ฟังคำเขาหรานอวี้ก็เผยยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยท้าทายออกมาว่า “น่าเสียดายที่ข้าเป็นคนดื้อรั้น อยากได้สิ่งใดก็ต้องได้สิ่งนั้น ในเมื่อพึงใจในตัวท่านกั่วกงแล้ว ข้าไม่มีทางถอยหรอกเจ้าค่ะ” เอ่ยจบ นางก็ยักคิ้วพลางยิ้มกริ่มใส่ขุนนางใหญ่อย่างยียวน

หากเป็นบุรุษอื่นพบเจอกิริยาเช่นนี้เข้าไป เป็นต้องเดินหนีไปแล้ว ไม่มีทางยืนฟังนางพร่ำให้ระคายหูเป็นแน่

ทว่าเซียวกั่วกงกลับส่งเสียงหัวเราะในลำคอ แต่ครานี้เสียงหัวเราะกลับทรงอำนาจและเยือกเย็น จนผู้คนที่ยืนรายล้อมถึงกับลอบกลืนน้ำลาย หวั่นเกรงแววตาของเขาที่จ้องมองจูหรานอวี้ ซึ่งไม่มีใครอ่านออกเลยว่า เขายินดีหรือกำลังมีโทสะกันแน่

ทว่าในใจกั่วกงวัยสามสิบปีผู้นี้ กลับกำลังหยันคนตรงหน้า ‘ในเมื่อเจ้าเป็นฝ่ายเสนอมาเอง เช่นนั้นข้าก็จะสนองให้เจ้าก็แล้วกัน หากภายหน้าเจ้าต้องตายเพราะดวงพิฆาตของข้า ก็ให้ถือเสียว่า เส้นทางนี้เจ้าเป็นคนเลือกเองนะคุณหนูห้า เพราะข้าแต่งกับเจ้าก็เพื่อหยุดอำนาจมักใหญ่ใฝ่สูงของคน หาได้พึงใจในตัวเจ้าไม่’

ความจริงแล้วการปรากฏตัวในงานเลี้ยงบุปผาของเขา มิได้มีจุดประสงค์เพื่อชมมวลไม้หรือหาคู่ครองเฉกเช่นผู้อื่น มันคือการมาเพื่อขัดขวางมิให้อ๋ององค์ใดได้สตรีตรงหน้าไปครองต่างหาก

สตรีเสียสติที่อีกไม่นานจะได้รับสืบทอดตราประจำตระกูลของสำนักคุ้มภัยที่เลื่องชื่อ หากเขาปล่อยให้มีเชื้อพระวงศ์หรือบุตรขุนนางในงานเลี้ยงนี้เกี้ยวพานางสำเร็จ ก็เท่ากับตระกูลนั้นได้กองพลนับแสนไว้ในมือโดยไม่ต้องอาศัยตราพยัคฆ์มาคอยบัญชาการ และนั่นจะนำพาปัญหามาให้บ้านเมืองต้องวุ่นวายอีก ซึ่งเขาจะไม่ยอมให้มันเป็นเช่นนั้นแน่ หากคนที่เข้าหานางคือเชื้อพระวงศ์ เขายิ่งต้องรีบขัดขวาง เพื่อไม่ให้แผนการที่คนเหล่านี้วางไว้สำฤทธิ์ผล

ตัวเขาไม่ใช่คนบ้าอำนาจ แต่ที่ต้องขัดขวางก็เพื่อถ่วงดุลรากฐานที่มีให้คงเดิม ภายหน้าจะได้ไม่เกิดเรื่องวุ่นวายอย่างการแย่งชิงบัลลังก์ จนทำให้บ้านเมืองโกลาหลเหมือนสิบปีก่อนอีก

ทว่าท่าทางครุ่นคิดที่นิ่งไปนานของเขา กลับทำให้คนตรงหน้ารวมถึงแขกในงานเริ่มร้อนใจเพราะความใคร่รู้

หรานอวี้ที่ยืนจ้องหน้าเขาอยู่ขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นเขายังคงยืนนิ่งไม่ตอบรับอันใด นางจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามเขาเสียเอง

“ท่านกั่วกง ตกลงท่านยอมรับการสู่ขอของข้าหรือไม่” ดวงตาคู่งามกะพริบถี่ พลางสบตาคมเข้มที่กำลังจ้องนางเช่นกัน

จวินหลางยกยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ได้ ข้าจะแต่งเจ้าเข้าจวนมาเป็นฮูหยินข้า ขอเพียงคุณหนูห้าอย่าคิดเปลี่ยนใจก็พอ”

ในเมื่อนางกล้าเสนอมาอย่างคนบ้าบิ่น เขาก็ยินดีจะสนองให้ ภายหน้าหากจูหรานอวี้พบเจอชะตากรรมเหมือนเหล่าสตรีที่เข้ามาข้องแวะกับเขา นั่นก็ถือว่านางเป็นคนคิดแส่หาเรื่องเอง สำหรับเขาสนใจแค่เรื่องหยุดยั้งการเกี่ยวดองของนางกับเหล่าอ๋องเพียงเท่านั้น ส่วนชีวิตนางจะเป็นอย่างไรเขาไม่แยแส

หรานอวี้ได้ฟังคำยืนยันจากเขาก็ยิ้มแป้นจนแก้มบุ๋ม นำพาให้คนที่มองอยู่นิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เพียงอึดใจเดียวก็ปรับเป็นปกติ จากนั้นเขาก็เอ่ยเสียงดังฟังชัดให้ทุกคนในงานได้ยินไปด้วย

“ในเมื่อคุณหนูห้าสกุลจูมิครั่นคร้ามต่อดวงพิฆาตคู่ของข้า อีกทั้งตัวข้าเองก็ชื่นชมในความกล้าหาญของนางยิ่งนัก เห็นทีข้าคงต้องขอรบกวนทุกท่านในที่นี้ รวมถึงไท่เฟยและท่านอ๋องทุกพระองค์ให้ทรงเป็นสักขีพยาน วันพรุ่งจวนเซียวกั่วกงจะส่งคนไปยังจวนสกุลจู จัดการสามหนังสือหกพิธีให้ถูกต้องตามจารีตเสีย” สิ้นคำเซียวกั่วกงเสียงอื้ออึงก็ดังขึ้นรอบทิศราวกับผึ้งแตกรัง

“อะไรกัน นี่ท่านกั่วกงจะสู่ขอนางจริง ๆ หรือ”

“ซ้ำยังรีบร้อนขอนางวันพรุ่งอีกด้วย”

“ก็ดีแล้วมิใช่หรือ ขอเร็วนางก็จากไปเร็ว ข้าว่าดีออก เมืองหลวงของเราจะได้ไม่มีสตรีที่ทำให้ขายหน้าอีกต่อไป”

“เอ๋… จริงด้วย หากนางสิ้นชีพเพราะดวงพิฆาตของท่านกั่วกง ภายหน้าเราก็ไม่ต้องทนเห็นสตรีวิปลาสเสียสติในเมืองอีกแล้ว”

ถ้อยคำที่กระซิบกระซาบนั้น เริ่มบานปลายไปถึงขั้นอยากเห็นชะตาชีวิตของจูหรานอวี้ตกต่ำถึงขั้นล้มตายจากไป

ทว่าผู้ที่ถูกเอ่ยถึงกลับมิได้แยแสเลย ยามนี้นางยังคงยิ้มร่า ราวกับว่าเสียงซุบซิบที่ได้ยินนั้นคือคำอวยพรมิใช่คำสาปแช่ง

ผิดกับเจียวหมิ่นที่ยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของนางยามนี้บิดเบี้ยวไปด้วยอารมณ์ที่ตีกันวุ่นวาย ใจหนึ่งก็เป็นสุขจนแทบจะระเบิดหัวเราะออกมา เมื่อรู้ว่าน้องสาวตัวแสบกำลังจะรนหาที่ตาย

ด้วยการก้าวเข้าจวนกั่วกงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นดั่งหุบเขามรณะ เพียงแค่เอ่ย ชีวิตก็เปรียบเสมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายแล้ว

ทว่าอีกใจหนึ่ง ความริษยากลับจุกอกจนนางแทบหายใจไม่ออก แม้เซียวกั่วกงจะมีดวงกินคู่ ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาคือบุรุษที่สูงส่งที่สุดในใต้หล้า ทั้งรูปลักษณ์ บารมี และอำนาจที่แม้แต่อ๋องยังต้องเกรงใจ การที่เขาเอ่ยปากสู่ขอสตรีนางหนึ่งนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทว่าน้องสาวต่างมารดาที่ได้ขึ้นชื่อว่าเสียสติ เป็นหญิงที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ กลับได้รับเกียรตินี้มาอย่างง่ายดาย

‘จูหรานอวี้ ข้าจะรอดูวันที่เจ้าถูกดวงพิฆาตของท่านกั่วกงเอาชีวิต’ นางกล่าวสาปแช่งน้องสาวในใจ มือนั้นก็กำแน่นจนขึ้นรอย ทั้งที่นางเกิดก่อนซ้ำยังมีบิดาคนเดียวกัน ทว่ารูปโฉมและคุณสมบัติกลับด้อยกว่าน้องสาวราวกับมิได้มีสายเลือดเดียวกัน

ความงามก็สู้ไม่ได้ พื้นเพทางตระกูลก็ยิ่งสู้ไม่ได้เข้าไปใหญ่

*ลูกสาวรุกหนักมาก*

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel