บท
ตั้งค่า

7. รู้ทันกัน

มารดาเจียวหมิ่นเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางในกองอาลักษณ์ แต่มารดาของหรานอวี้กลับเป็นถึงบุตรสาวคนโตของตระกูลหลาง ตระกูลที่ร่ำรวยมากกว่าขุนนางชั้นสูงนับสิบเอามารวมกันเสียอีก

ซ้ำหรานอวี้ยังมีท่านน้า ซึ่งบัดนี้ได้สถาปนาขึ้นเป็นฮองเฮามาคอยหนุนหลัง เพราะเหตุนี้เอง เจียวหมิ่นถึงได้เกลียดน้องสาวต่างมารดาคนนี้นัก วัน ๆ จึงเอาแต่สาปแช่งให้ตายไปเสีย

และอีกไม่นาน นางก็จะได้สมหวังแน่แล้ว ทว่าในขณะที่นางกำลังคิด เสียงเซ็งแซ่ที่เคยมีกลับเงียบลง เพียงเพราะคำพูดเด็ดขาดของเซียวกั่วกง ที่เอ่ยขึ้นเพื่อปกป้องว่าที่ภรรยาของเขา

“ภายหน้า อย่าให้ข้าได้ยินว่ามันผู้ใดกล้าพูดถึงฮูหยินข้าในทางที่ไม่ดีอีก หากรู้ถึงหูข้าเมื่อใด ข้าจะตัดลิ้นมันเสีย!” เสียงเขาก้องกังวานและทรงอำนาจ นำพาให้แขกเหรื่อเงียบงันทันใด

“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หรานอวี้เผยยิ้มแป้นส่งให้เขา ทว่าว่าที่สามีนางกลับมองด้วยหางตา ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่กล่าวอันใด

“ชิ! ทำเป็นเล่นตัว คอยดูเถอะแต่งเมื่อไหร่ ข้าจะก่อกวนให้ท่านตะบะแตกเลยเชียว” นางพึมพำตามแผ่นหลังกว้าง

เมื่อเซียวกั่วกงเดินจากไปแล้ว สองสาวใช้ก็รั้งเอาผู้เป็นนายมาพูดคุยในมุมหนึ่งของงานเลี้ยงที่ห่างผู้คน

“คุณหนู ไยท่านถึงได้ทำเรื่องเช่นนี้ลงไปได้ หากนายท่านทราบเรื่อง จะไม่ถูกทำโทษหรือเจ้าคะ” หลิงจูเอ่ยอย่างเป็นกังวล

“เขาย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว เพราะข้าทำแผนของเขาพัง”

“แผน? แผนอะไรเจ้าคะ” จินจูเอ่ยถามทันที

“ที่เขาให้ข้ามางานเลี้ยงนี้ ก็เพื่อเปิดทางให้เจิ้นอ๋องเข้าหาข้าอย่างไรเล่า” หรานอวี้กล่าวกระซิบกับคนของตน

“มะ… หมายความว่า นายท่านหมายจะจับคู่เจิ้นอ๋องกับคุณหนูหรือเจ้าคะ” จินจูถามเสียงตื่นเล็กน้อย

“ใช่ ท่านพ่ออยากเกี่ยวดองกับเจิ้นอ๋อง เพราะเขาคือว่าที่ฮ่องเต้องค์ต่อไป” หรานอวี้ป้องปากเอ่ยเสียงเบา

“นี่นายท่านหมายจะให้คุณหนูขึ้นเป็นฮองเฮาในวันหน้าหรือเจ้าคะ แผนสูงจริงเชียว” หลิงจูเอ่ยจบก็มุ่ยปากอย่างหมั่นไส้

“ความคิดเขาง่าย แต่เรื่องราวมันจะง่ายอย่างนั้นได้อย่างไร เจิ้นอ๋องยอมเข้าหาข้า ทั้งที่เขาก็รู้กิตติศัพท์ข้าดี ข้าว่าเขาคงหวังอยากได้อำนาจของสำนักคุ้มภัยไว้ในมือจนไม่แยแสข่าวลือกระมัง”

“แล้วคุณหนูไม่อยากเป็นฮองเฮาหรือเจ้าคะ” หลิงจูถามอย่างใสซื่อ “ไยท่านถึงตอบตกลงแต่งกับดวงพิฆาตคู่ได้ ท่านไม่เกรงว่าตนจะประสบพบชะตาเหมือนหญิงสาวเหล่านั้นหรือเจ้าคะ”

“ผมขาวก็ดีนะ เท่ห์ดี… เอ่อ ข้าหมายถึงงามดี” หรานอวี้ รีบเผยยิ้มกลบเกลื่อนคำพูดที่เผลอหลุดปากออกมา

“มันมิใช่เรื่องล้อเล่นนะเจ้าคะ” จินจูเอ็ดเบา ๆ

“เอาน่า เจ็บไข้ได้ป่วย ล้มตายมันห้ามกันได้ที่ไหน ข้าเป็นคนดวงแข็ง ไม่มีทางตายง่าย ๆ หรอก” นางกล่าวปลอบคนสนิทของตน ก่อนจะเผยยิ้มร้ายแล้วเอ่ยขึ้นว่า “อย่ามัวแต่พูดเรื่องนี้เลย หลิงจูเจ้ารีบหาโอกาสจัดการสองแม่ลูกนั้นเสีย ข้ารอไม่ไหวแล้ว”

“บ่าวคิดว่าคุณหนูจะลืมเรื่องนี้เสียแล้ว” หลิงจูยิ้มร่า

“คุณหนู นี่ท่านคิดจะทำอันใดเจ้าคะ” จินจูผู้ไม่รู้เรื่องรีบถาม

“หึหึ อีกไม่นานเจ้าก็จะเห็นเอง” หรานอวี้ตอบก่อนจะยิ้มร้าย พลางมองไปยังสองแม่ลูกที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้สูงศักดิ์ทั้งหลาย ดูท่าคงหนีไม่พ้นการพูดเกี่ยวกับเรื่องของนาง และอาศัยโอกาสที่ได้เกี่ยวดองกับเซียวกั่วกง หาคู่ครองที่ดีให้บุตรสาวเป็นแน่

จากนั้นนางก็หันมาส่งเสียงออดอ้อนสาวใช้ที่เป็นดั่งพี่สาวของตน “พี่จินจู ไปหาอะไรมากินที วันนี้ข้าใช้พลังงานมากเกินไป ทั้งเหนื่อยทั้งหิวเลย” ดวงตาคู่งามกะพริบถี่ พลางยิ้มหวานให้

“เช่นนั้นคุณหนูอย่าไปไหนนะเจ้าคะ” จินจูเอ่ยเสียงอ่อน

“ข้าจะเดินเล่นแถวนี้แหละ ไม่ไปไกลหรอก” นางเอ่ยพลางดันไหล่อีกฝ่ายให้ออกเดิน เมื่อสาวใช้ไปแล้วร่างอรชรก็ก้าวเท้ามุ่งหน้าเข้าไปในสวนลึก ขณะนั้นนางก็กวาดตามองเหล่าคุณหนูที่เคยจับกลุ่มนินทาตน ซึ่งบัดนี้พวกนางต่างก็ไม่กล้าสบสายตาด้วยเลย

บางคนแสร้งทำเป็นชมดอกไม้ บ้างก็หันไปคุยกันเองด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ ราวกับงานเลี้ยงนี้ไม่มีจูหรานอวี้อยู่ด้วย

‘หึ... แค่นี้ก็จอดกันแล้วเหรอแม่ดอกบัวขาวทั้งหลาย ไยไม่ปากเก่งเหมือนตอนที่ข้ามาถึงกันล่ะ’ คิดในใจ พลางเดินหนีออกมา เพราะเบื่อหน่ายบรรยากาศปั้นหน้าเข้าหากันเต็มที

หรานอวี้เดินทอดน่องพลางฮัมเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าซุ้มดอกกล้วยไม้ป่าที่บานสะพรั่ง ซ้ำยังมีกลิ่นหอมยวนใจ จนมือขาวอดที่จะเอื้อมขึ้นไปเด็ดมันไม่ได้ ทว่ากลับมีมือเรียวของใครบางคนเอื้อมมาเด็ดดอกไม้นั่นแทน นางสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะรีบหันกลับมามองผู้ที่ทำล่วงเกินกับตน

‘เซียวกั่วกง เป็นผีหรือไง มาซะเงียบเชียว’ ก่นว่าเขาในใจ ก่อนจะแสร้งเอ่ยทักทาย “ท่านกั่วกง...” หรานอวี้เอ่ยเสียงเบา เหมือนกุลสตรีที่เขินอายบุรุษ ทว่ามือที่ถูกเขากุมอยู่ นางกลับไม่คิดจะชักกลับเพื่อให้พ้นพันธนาการจากอีกฝ่ายเลย

“ท่านมาทำอะไรที่นี่เจ้าคะ? เอ๋... หรือว่าท่านกั่วกงตามข้ามา” นางยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่เขาเหมือนที่เคยทำ

“ไยเจ้ามาอยู่ในที่เงียบสงัดเช่นนี้คนเดียว ไม่รู้หรือว่ามันอันตราย” เซียวกั่วกงเอ่ยพลางจับจ้องดวงตาคู่งาม ที่ไม่ยอมเสหลบเหมือนคนอื่น ๆ ซ้ำบางครามันยังฉายความซุกซนจนเขาอยากปราบพยศที่นางมีให้หลาบจำเสีย

หรานอวี้มองว่าที่สามีตนที่ยังคงความสุขุมและดูเย็นชาก็เกิดอาการหมั่นไส้ ความคิดอยากแกล้งจึงผุดขึ้นมา นำพาให้ปากอิ่มเอ่ยขึ้นว่า “ข้าก็แค่ออกมาเดินเล่นประเดี๋ยวเดียว ท่านกั่วกงต่างหากมายืนดักรอข้าเช่นนี้ อดใจรอให้ถึงวันมงคลของเราไม่ไหวหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยกลั้วหัวเราะ ดวงตาซุกซนกวาดมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างพิจารณา “ฮึม... พอได้มองใกล้ ๆ เช่นนี้ ขนตาของท่านกั่วกงนับว่ายาวกว่าที่ข้าคิดไว้อีกนะเจ้าคะ” นางไม่ว่าเปล่า ทว่าสองเท้ายังเขย่งขึ้น เพื่อให้สายตาตนมองเขาได้ชัดขึ้นอีก

นำพาให้เซียวกั่วกงยืนนิ่งตัวแข็งทื่อทันที “คุณหนูห้าจู สำรวมกิริยาด้วย เจ้าเป็นสตรีและข้าเป็นบุรุษ มากไปกว่านั้น ที่ข้าตอบตกลงเมื่อครู่... มิใช่เพราะพิศวาสในตัวเจ้า ฉะนั้นอย่ามาทำลุ่มล่ามกับข้าจนเกินงาม ข้าไม่ชอบ” เซียวจวินหลางกล่าวเตือนสติคนตรงหน้า ที่ทำตัวไร้ยางอายมากขึ้นทุกทีแล้ว

“โอ๊ะโอ๋...” หรานอวี้ลากเสียงยาวพลางยกปลายนิ้วขึ้นแตะที่แผงอกกว้างของเขาเบา ๆ แล้วลากไล้ลงมาจนถึงสะดือคนตรงหน้าอย่างจงใจ “เช่นนั้นคงเป็นเหตุผลทางการเมือง ไม่ก็อำนาจของตระกูลหลางที่ข้ากำลังจะได้รับกระมัง ท่านกั่วกงผู้สูงส่งจึงยอมเสียสละตนเองมาแต่งกับสตรีเสียสติเช่นข้า ช่างเป็นวีรบุรุษที่น่ายกย่องเสียจริงเชียว” นางแกล้งทำตาโตใสซื่อ พลางเผยยิ้มแป้น แต่เพียงอึดใจเดียวก็เปลี่ยนเป็นยกยิ้มมุมปาก

จวินหลางหรี่ตาลง พร้อมกับคว้าหมับเข้าที่ข้อมือข้างที่กำลังซุกซนอยู่บนอกเขา “เจ้ารู้ความต้องการของข้า ดูท่าคำเลื่องลือที่เกี่ยวกับเจ้า คงจะเป็นเท็จเสียแล้วกระมังคุณหนูห้า” เขาไม่ว่าเปล่า ทว่าร่างกายยังขยับเข้าใกล้นางพลางรั้งเอวคอดไว้ด้วย

อย่าลืมกดใจ คอมเม้นกันด้วยนะคะ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel