5. ดวงพิฆาตคู่
ทว่าในขณะที่การพูดคุยนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย กลับมีเสียงเรียกจากชั้นพำนักของเชื้อพระวงศ์ดังขึ้นเสียก่อน
“ท่านกั่วกง ขึ้นมาบนนี้เถิด” หยางอ๋องกล่าวขัดการสนทนาของทั้งสาม พลางปรายตามองหญิงงามที่กำลังย่อกายให้ตน ‘ไหนใครว่านางเสียสติ รู้กาละเทศะเพียงนี้จะเสียสติได้เยี่ยงไร หรือข่าวลือเป็นเท็จ’ หยางเจี้ยนนึกในใจ ก่อนจะหันมาทางขุนนางใหญ่ พร้อมกับผายมือเชื้อเชิญ แม้อีกฝ่ายจะเป็นสหายที่เคยวิ่งเล่นกันแต่เด็ก ทว่าหยางอ๋องนั้นยังสำนึกบุญคุณ เมื่อครั้งที่คนผู้นี้เสี่ยงชีวิตไปช่วยเขากับมารดาเมื่อสิบปีที่แล้วอยู่เสมอ
เมื่อขุนนางทั้งสองเดินจากไป หลิงจูก็รีบเอ่ยเตือนนายของตน “คุณหนู บ่าวเคยได้ยินมาว่า เซียวกั่วกงผู้นี้มีดวงพิฆาตคู่นะเจ้าคะ สตรีใดเข้าใกล้หากไม่ล้มป่วยปางตาย ก็ต้องพบจุดจบภายในหนึ่งเดือน ท่านอย่าไปข้องแวะกับเขาเลยเจ้าค่ะ” หลิงจูกล่าวเตือนอย่างหวังดี เพราะเกรงผู้เป็นนายจะหาเรื่องใส่ตัวอีก
“หา! จริงหรือ?” หรานอวี้แสร้งทำทีตกใจ ทว่าหลังได้ยินนามของเขา นางก็รู้แล้วว่าคนผู้นี้มีพื้นเพเป็นมาอย่างไร
“จริงเจ้าค่ะ ยามบ่าวออกไปตลาดคราใด มักจะได้ยินเรื่องนี้ประจำ เห็นว่าเดือนก่อนก็มีคนอยากลองดี เอาดวงชะตาของตนไปเทียบกับท่านกั่วกง แต่ผ่านไปได้แค่สามวัน นางกลับล้มป่วยซ้ำยังผมขาวเต็มหัวอีก จากนั้นทางครอบครัวก็รีบมาถอนหมั้นเลยเจ้าค่ะ” หลิงจูกล่าวกระซิบอย่างออกรส “คุณหนูอย่าเข้าใกล้เขาอีกนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวจะโดนดวงพิฆาตของเขาดับชะตาเอาได้”
หรานอวี้ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเหยียดตัวตรงออกจากกลุ่มกลุ่มซุบซิบของตน จากนั้นนางก็ปรายตามองไปยังร่างสูงที่กำลังยืนพูดคุยกับเหล่าเชื้อพระวงศ์ “แต่ข้าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ข้าชอบเขา ข้าจะเอาเซียวกั่วกงทำสามี” เสียงของนางจะว่าเป็นการตะโกนก็ยังได้ นำพาให้ผู้คนในงานหันมามองนางในทันที
รวมถึงคนที่กำลังก้าวขึ้นไปบนชั้นบันได ยามนี้ร่างสูงของผู้ที่ถูกเอ่ยนาม หยุดยืนนิ่งไม่ต่างรูปปั้นเลย จากนั้นเขาก็หันกลับมามองผู้ที่เอ่ยว่าจะเอาเขาทำสามีด้วยแววตาที่อยากจะอ่านออก
“จูหรานอวี้ผู้นี้ ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก” เซียวไท่เฟยที่นั่งอยู่ด้านบน ถึงกับเอ่ยออกมาอย่างเอือมระอา
ทว่าคำของพระนางกลับทำให้เซียวกั่วกงยกยิ้มมุมปาก
แต่ที่สวนหน้างานนั้น เสียงประกาศกร้าวที่ไร้ความเป็นกุลสตรีของคุณหนูห้า กลับทำเอาบรรดาคุณหนูและเหล่าฮูหยินที่ยืนอยู่ระแวกใกล้เคียงต่างก็พากันอ้าปากค้าง
บางคนถึงกับทำพัดหลุดมือในทันที
ทางด้านระเบียงชั้นบน สหายของเซียวกั่วกงซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นด้านบนก็ถึงกับสะดุดล้มไปนั่งกองกับขั้นบันได แต่เขากลับไม่ได้ตื่นตระหนกกับความรู้สึกเจ็บที่หัวเข่า หลี่ตงฟางนั้นกลับส่งเสียงหัวเราะอย่างคนกั้นไม่อยู่ออกมาแทน
“ฮ่าฮ่า จวินหลาง ข้าว่าเจ้าเจอคนที่สามารถปราบดวงชะตาพิฆาตคู่ของเจ้าได้แล้วล่ะ นางถึงกับกล้าท้าทายยมทูตถึงเพียงนี้ เจ้าควรรีบรับไว้นะ” ใต้เท้าหลี่เอ่ยจบก็เงยหน้ามองดูว่าสหายตนมีท่าทีเช่นไร แต่อีกฝ่ายกลับยังทำหน้านิ่งอย่างคนใจเย็น
หยางอ๋องที่ยืนอยู่ข้างกันจึงเอ่ยยั้งเชิงดู “ท่านกั่วกง สาวงามกล้าประกาศกร้าวว่าจะเอาท่านทำสามีเช่นนี้ ท่านคิดเห็นอย่างไรหรือ” พร้อมกันนั้นหยางอ๋องก็จ้องหน้าบุรุษที่ครองตัวไร้คู่มานานอย่างใคร่รู้ หากว่าคนผู้นี้กล่าวว่าอยากได้ เขาที่หมายตานางอยู่ ก็คงต้องหลีกทางให้ทันก่อนจะไปขัดขาอีกฝ่าย
เซียวกั่วกงนั้นยังคงจ้องมองสตรีที่ประกาศกร้าวว่าพึงใจตนด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก งานเลี้ยงที่เคยครึกครื้นพลันเงียบทันที
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงทุ้มทรงอำนาจก็เปล่งออกมาท่ามกลางความอยากรู้ของผู้คน “ก็ต้องดูว่านางจริงจังแค่ไหน” เอ่ยแล้วเขาก็ยกยิ้มมุมปาก แววตานั้นยังทอดมองสตรีชุดม่วงที่มีแสงระยิบระยับรอบตัว ซึ่งบัดนี้นางยังยืนเชิดหน้าท้าทายเขาอยู่
ไม่กี่อึดใจต่อมาเสียงเซ็งแซ่เย้ยหยันก็ดังขึ้นราวกับอดไม่ได้
“หน้าด้านหน้าทน! กล้าป่าวประกาศว่าตนพึงใจเซียวกั่วกง ซ้ำยังกล้าพูดว่าจะเอาเขาทำสามีอีก ไร้ยางอายยิ่งนัก”
“นั่นสิ สตรีเช่นนี้หรือเซียวกั่วกงจะมอง”
เสียงเย้ยหยันจากเหล่าคุณหนูเริ่มดังขึ้น ปะปนกับเสียงหัวเราะขบขันของบุตรขุนนางฝ่ายชาย และสถานการณ์นี้ก็ทำให้คนที่ตั้งใจจะเดินเข้าไปทักทายนางเป็นหนที่สองต้องชะงักเท้าไว้
“ท่านอ๋อง เข้าหานางยามนี้ไม่เหมาะพ่ะย่ะค่ะ” เฉิงฟู่รีบเอ่ย
“เจ็บใจนัก ไยนางถึงไม่รักดีเพียงนี้” สุรเสียงนั้นขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก “ให้คนของเราลงมือทันทีที่มีโอกาส อย่างไรนางก็ขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงเสียสติ ผู้คนย่อมมองว่านางเพียงแค่กล่าวไปเรื่อย หากมีคนเห็นว่านางอยู่กับข้าเพียงสองต่อสอง จูหรานอวี้ไม่มีทางหนีข้าพ้นแน่” เอ่ยจบเจิ้นอ๋องก็สะบัดชายเสื้อเดินจากไปอย่างหงุดหงิด เขาหรืออุตส่าห์ยอมลดตัวเข้าไปพูดคุยก่อน ทว่าสตรีเสียสตินางนี้ กลับกล่าววาจาทำให้แผนการเขาเสียจนได้
ด้านเซียวกั่วกงที่อยู่ในชุดคลุมสีดำขลิบดิ้นทอง ยามนี้เขากำลังก้าวเดินเข้าไปหาจูหรานอวี้ด้วยท่วงท่าสง่าน่าเกรงขาม ดวงตาคมปราบดุจพญาเหยี่ยวที่ผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วน จ้องมองสตรีที่กล้าป่าวประกาศว่าพึงใจเขา ราวกับกำลังจับผิดคำพูด
เซียวจวินหลางเดินเข้ามาหยุดต่อหน้านาง พร้อมกับเผยท่าทีคุกคามอย่างเห็นได้ชัด “คุณหนูห้า เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรหรือ ข้าอยากฟังให้ชัดเจนอีกสักหน เจ้าช่วยกล่าวอีกทีได้หรือไม่” น้ำเสียงเขาเยือกเย็นซ้ำยังแฝงอำนาจ จนคนรอบข้างต้องถอยกรูด เหลือเพียงหรานอวี้ที่ยังยืนปักหลักเผยยิ้มจนเห็นรอยบุ๋มบนแก้ม
“ข้าบอกว่า ข้าชอบท่านเจ้าค่ะ” หรานอวี้ตอบชัดถ้อยชัดคำ ตามด้วยรอยยิ้มที่แสนสดใส นำพาคนมองนิ่งไปชั่วขณะ
“เจ้าไม่กลัวข่าวลือที่เกี่ยวกับข้าหรือ” จวินหลางเอ่ยถามเสียงเรียบ พร้อมกับจ้องดวงตาคู่งามเพื่อจับสังเกตสิ่งผิดปกติ
หรานอวี้อมยิ้มก่อนจะเอ่ยตอบเขาด้วยเสียงหนักแน่น แฝงความจริงใจ “เรื่องดวงพิฆาตอะไรนั่น ข้าไม่สนหรอกเจ้าค่ะ ในความคิดข้า เรื่องเจ็บป่วยหรือความตายนั้นล้วนแต่เป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ที่มิอาจหลีกหนีพ้น สมดุลร่างกายไม่ดีจึงทำให้หยินหยางแปรเปลี่ยนเร็วเกินไป สตรีเหล่านั้นจึงได้เจ็บป่วยล้มตายก่อนวัยอันควรก็เท่านั้น” หญิงสาวยังคงกล่าวได้อย่างลื่นไหล
เมื่อเห็นเขานิ่งฟัง นางก็หยอดถ้อยคำเกี้ยวพาเขาอีก ทว่าครานี้นางเอ่ยพอให้ได้ยินกันแค่สองคน “ท่านกั่วกงรูปงามปานนี้ จะปล่อยให้ไร้คู่ครอง มันน่าเสียดายของนะเจ้าคะ”
เซียวกั่วกงผู้ที่ทุกคนเกรงขาม บัดนี้กลับยืนนิ่งตัวแข็งทื่อราวกับคนต้องมนต์สะกดบางอย่าง กว่าเขาจะดึงสติตนเองกลับมาได้ ก็นับว่าใช้เวลาอยู่นานหลายอึดใจทีเดียว
“เจ้าไม่กลัวตายเลยสินะ” เซียวกั่วกงเอ่ยเสียงต่ำ พลางหรี่ตาลงมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่ดูเหมือนจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวอันใดเลย
*ลูกสาวจะเอาอีพี่ท่าเดียวเลย 555*
