4. เซียวกั่วกง
นัยน์ตาคู่คมของหยางอ๋องยังคงจดจ้องอยู่ที่หรานอวี้อย่างจับสังเกตุ ไม่ต่างจากพระนัดดาของเขาที่ยืนถัดออกไปเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นมิได้ละไปจากร่างอรชรของคุณหนูห้าเลย
“คอยดูอย่าให้ใครเข้าใกล้นาง บอกคนของเราเตรียมการให้พร้อม คืนนี้จูหรานอวี้จะต้องเป็นของข้า” เจิ้นอ๋องหรือหนานหลี่เจิ้นเหยียนเอ่ยบอกคนของตนเสียงแผ่วเบาปานกระซิบ
“คนของเรารอเวลาลงมืออยู่พ่ะย่ะค่ะ” อู่ไห่รายงาน
จากนั้นพวกเขาก็ทำเหมือนไม่มีอันใด เพียงแต่เฝ้ารอเวลาลงมือวางยากำหนัดสตรีที่เดินเฉิดฉายอยู่ในสวนเท่านั้น
เจิ้นอ๋องหมายจะใช้ไม้นี้จัดการรวบหัวรวบหางจูหรานอวี้ในงานเลี้ยง หากมีเรื่องเสื่อมเสียแล้วอย่างไรนางก็ต้องแต่งกับเขา
ด้านหยางอ๋องก็กำลังหารือกับคนของตนว่าจะเอาอย่างไร อำนาจก็อยากได้ ทว่าหากได้มาแล้วเขาก็ต้องถูกเพ่งเล็งมากขึ้นอีกเท่าตัว และอาจถูกมองว่ากำลังจะคิดกบฏก็ได้
“วางยากำหนัดนางดีหรือไม่ท่านอ๋อง” คนสนิทเสนอแผน
“ก็ดีนะพ่ะย่ะค่ะ หากนางเป็นคนเข้าหาท่านอ๋องเอง เรื่องมันย่อมง่ายกว่าพระองค์เข้าหานางเป็นไหน ๆ” กุนซือฉินแนะบ้าง
“เป็นความคิดที่ดี เจ้ารีบไปจัดการ หลอกล่อนางให้ติดกับแล้วลงมือทันที ปล่อยไว้นานคนอื่นอาจชิงลงมือก่อน”
“พ่ะย่ะค่ะ” คนสนิทรับคำแล้วก็เดินออกไป
ขณะนั้นเจิ้นอ๋องและชุนอ๋องก็เดินเข้ามาพูดคุย โดยที่ทั้งคู่ต่างก็มีแผนการร้ายในใจ ทว่าพวกเขากลับยังปั้นหน้ายิ้มใส่กัน ราวกับค่ำคืนนี้ก็แค่มายลโฉมสาวงาม มิได้มีแผนร้ายอันใด
“เสด็จอาจ้องคุณหนูจูถึงเพียงนี้ อย่าบอกว่าพระองค์ทรงสนพระทัยนางนะพ่ะย่ะค่ะ” ชุนอ๋องเอ่ยขึ้นทันทีที่เข้ามายืนขนาบข้าง
“นางก็ดูน่าสนใจดีมิใช่หรือ งดงามพียงนี้ใครจะไม่มอง” หยางอ๋องแสร้งเอ่ยดัง ๆ เพื่อให้พระนัดดาอีกองค์ได้ยินไปด้วย
“แต่หลานไม่สนพ่ะย่ะค่ะ สตรีบ้าบอเช่นนี้ใครจะอยากได้ ขืนแต่งเข้ามา ผู้คนคงกล่าวหาว่าเราเสียสติไม่ต่างจากนางกระมัง”
“ก็ดี ข้าจะได้ไม่มีคู่แข่ง” หยางอ๋องเอ่ยพลางปรายตามองไปยังเจิ้นอ๋อง ซึ่งบัดนี้หันมาทางเขาเช่นกัน ทว่าชุนอ๋องกลับค้าน
“เสด็จอา! อย่านะพ่ะย่ะค่ะ ชื่อเสียงที่สั่งสมมาป่นปี้หมด”
“หึหึ” หยางอ๋องนึกขันท่าทางของพระนัดดาตน ที่ดูจริงจังมากเมื่อได้รู้ว่าเขาหมายจะเกี้ยวสตรีเสียสติ
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังหมกมุ่นกับความสนใจของตนเอง บ่าวรับใช้หน้าประตูจวนก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงาน
“เซียวกั่วกงมาเยือนงานเลี้ยงพ่ะย่ะค่ะ” เสียงบ่าวผู้นี้สั่นเครือนัก สีหน้าและแววตาเผยความหวาดหวั่นราวกับเห็นผี
“ขะ... เขามาได้อย่างไร” ชุนอ๋องเอ่ยเสียงติดขัด ก่อนที่ทุกสายตาจะมองไปยังร่างสูงสง่าที่กำลังย่างกลายเข้ามาในงาน
“นั่นสิ ปกติคนผู้นี้ไม่เคยก้าวย่างเข้างานเลี้ยงที่ไหนเลย เหตุใดเขาจึงได้มาปรากฏตัวที่นี่ได้” หยางอ๋องเอ่ยอย่างฉงน
เซียวไท่เฟยที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบหันมาเอ่ยกับโอรสตนทันที “หยางเจี้ยนรีบไปเชิญท่านกั่วกงเข้ามา” จากนั้นพระนางก็หันมาสั่งบ่าวให้รีบตระเตรียมที่นั่งสำหรับขุนนางใหญ่ผู้นี้
ด้านเซียวกั่วกงผู้เป็นดั่งเสาหลักของราชวงศ์หนานหลี่ ยามนี้เขากำลังก้าวเดินเข้ามาในงานด้วยท่วงท่าสุขุม คนผู้นี้คือบุรุษผู้กุมอำนาจทางทหารไว้มากกว่าครึ่ง ที่สำคัญไม่มีใครกล้าร้องขอให้เขาคืนมันให้แก่ฮ่องเต้ด้วย นั่นเพราะเขาคือแม่ทัพใหญ่ที่ช่วยกอบกู้ราชวงศ์หนานหลี่ให้กลับมาครองแผ่นดินได้อีกครั้ง
หากไม่มีแม่ทัพผู้นี้บุกเข้าตีต่างแคว้นเพื่อชิงตัวฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน กลับมาครองราชย์แทนพระเชษฐาที่สิ้นไปเพราะกบฏ ราชวงศ์หนานหลี่อันเก่าแก่เป็นได้ต้องสูญสิ้นไปแล้ว
เหตุนี้เหล่าเชื้อพระวงศ์จึงพากันเกรงกลัวอำนาจขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้นี้มาก ยามเขาปรากฏตัวรอบข้างก็มักจะเงียบสงัดเสมอ
ทว่าแม้เขาจะมากอำนาจถึงเพียงนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมากลับไม่มีสตรีกล้าเข้าใกล้เขาแม้แต่คนเดียว รวมถึงยามนี้ด้วย
เมื่อเขาก้าวเดินเข้ามา สตรีทั่วทั้งงานต่างก็พากันก้มหน้าหลบ บางคนถึงกับขยับไปยืนซ้อนหลังสหายเลยก็มี
มิใช่เพราะเขาขี้ริ้ว รูปไม่งาม หรือมีจุดด่างพร้อยอันใด
ทว่าที่พวกนางไม่กล้าเข้าใกล้เขา มันเป็นเพราะกิตติศัพท์เรื่อง ‘ชะตาพิฆาตคู่’ ที่เลื่องลือไปทั่วใต้หล้าต่างหาก
‘สตรีใดคิดเคียงคู่เซียวกั่วกง หากไม่ล้มป่วยปางตาย ก็ต้องพบจุดจบภายในหนึ่งเดือน’ เหตุนี้จึงไม่มีใครกล้าผูกดวงกับเขา หรือแม้แต่เข้าใกล้ในระยะห้าเก้า เหมือนอย่างเช่นยามนี้
ทว่าในจังหวะที่เซียวกั่วกงเดินผ่านฝูงชนที่ขยับถอยห่างออกไปอย่างยำเกรงในรัศมี สายตาคมดุจใบมีดของเขากลับปะทะเข้ากับร่างของจูหรานอวี้ ซึ่งกำลังก้มหน้ามองเท้าที่แกว่งเบา ๆ ของตน โดยไม่ขยับถอยห่างเหมือนอย่างเช่นสตรีคนอื่น ๆ
“หลิงจู วันพรุ่งข้าว่าเราควรทำร้องเท้าใหม่ได้แล้วนะ”
“คุณหนู ขยับหน่อยเจ้าค่ะ” จินจูสะกิดเตือน ทว่ามันก็สายเกินไป เพราะยามนี้เซียวกั่วกงได้หยุดอยู่ต่อหน้าผู้เป็นนายแล้ว
หรานอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าจากรองเท้าบุรุษ เรื่อยไปจนถึงใบหน้าหล่อเหล่าที่แฝงความสง่างาม ประดุจเจ้าพ่อมาเฟียในซีรี่ส์จีนแนวปัจจุบัน ‘หล่อ หล่ออะไรเบอร์นี้เนี่ยะ ทรงพระแดดดี้มาก สุขุมนุ่มลึก หล่อเท่ห์ บาดตาบาดใจ สเปกเลย’ ดวงตากลมโตกะพริบถี่ ก่อนที่ริมฝีปากสีแดงเรื่อจะเผยยิ้มจนเห็นฟันขาว แก้มนั้นก็บุ๋มลึกลงไปเพิ่มเสน่ห์ให้ตนเองอีก
“คุณหนู นี่เจ้ายิ้มให้ข้าหรือ” คนแก่กว่าเป็นรอบเอ่ยถามเสียงทุ้มอ่อน พลางเผยยิ้มเอ็นดูท่าทางสดใสของนาง
“เจ้าค่ะ ข้ากำลังยิ้มให้ท่าน เอ่อ…ท่านคือ?” นางเอียงคอเล็กน้อย พลางทำหน้าสงสัยจนอีกฝ่ายนึกเอ็นดู
“ข้าคือเซียวกั่วกง บุรุษที่สตรีทั่วทั้งแคว้นต่างก็ไม่กล้าเข้าใกล้อย่างไรล่ะ” จวินหลางกล่าวเตือนคนตรงหน้าไปในที
หรานอวี้นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะขมวดคิ้วทำทีสงสัยให้เขาเห็น “ไยสตรีถึงไม่กล้าเข้าใกล้ท่านเจ้าคะ ภรรยาท่านกั่วกงดุหรือ”
เซียวกั่วกงผู้ยิ้มยากถึงกับหลุดยกยิ้มมุมปากในทันใด
หลี่ตงฟางสหายรักของเซียวกั่วกงจึงรีบเอ่ยไขข้อสงสัยให้สตรีตรงหน้ารู้ “คนผู้นี้ยังไม่เคยแต่งงาน ไม่มีแม้แต่อนุหรือสตรีอุ่นเตียง ทว่าเขามีดวงพิฆาตที่รุนแรงมาก หากเจ้าไม่ถอยหนีไปเสียตั้งแต่ยามนี้ เห็นทีภายหน้าเจ้าต้องพบจุดจบไม่ดีแน่”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของอีกฝ่าย หรานอวี้ก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ทว่ารอบตัวกลับมีเสียงซุบซิบของผู้คนที่กล่าวไปในทางขบขัน
บ้างก็ว่า... หญิงเสียสติกับบุรุษดวงพิฆาตคู่ดูเหมาะสมกัน
บ้างก็ว่า... อีกไม่นานจูหรานอวี้ก็จะพบกับหายนะ
ทว่าสตรีตัวน้อยที่ยืนต่อหน้าเซียวกั่วกง กลับยังทำหน้ามึนงงเหมือนเด็กที่ยังไม่เข้าใจ “อย่างไรเจ้าคะ? ข้าจะตายเพียงเพราะพูดคุยกับเขาหรือ” หรานอวี้ขมวดคิ้วหนักขึ้น พลางมองบุรุษรูปงามทั้งสองสลับกันไปมา สีหน้าท่าทางน่าเอ็นดูนัก
“ใช่ และก็มีหลายคนแล้วที่ต้องตาย เพียงเพราะกล้าลองดีเข้าหาสหายข้า เจ้ารู้แล้วก็ควรถอยห่างออกไปนะ” หลี่ตงฟางกล่าวเตือนอย่างหวังดี เพราะเขารู้สึกเอ็นดูท่าทางนางนัก จึงไม่อยากให้หญิงงามผู้นี้ถูกดวงชะตาของสหายตนทำให้พบจุดจบไม่ดี
ทว่าหรานอวี้กลับเผยยิ้มบาง ก่อนจะหันมาจ้องหน้าบุรุษที่ที่ถูกกล่าวถึงว่ามีดวงพิฆาตคู่ “อย่างนี้ ท่านกั่วกงก็เหงาแย่น่ะสิ แม้แต่สตรีอุ่นเตียงยังมีไม่ได้ ชีวิตคงน่าเบื่อแย่เลยนะเจ้าคะ”
สิ้นคำนาง เสียงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นมาอีก
หลายเสียงต่างก็พูดว่า จูหรานอวี้นางเสียสติไปแล้วจริง ๆ มิเช่นนั้นนางคงไม่กล้ากล่าวหยอกเอินบุรุษดวงพิฆาตเช่นนี้แน่
*ลูกสาวกระตุกหนวดเสือเข้าแล้ว*
