3. โดดเด่น
หรานอวี้มัวแต่สงสัยว่าเขาคือใคร ร่างสูงตรงหน้าจึงฉวยโอกาสยอบกายนั่งลงอย่างถือวิสาสะ ไม่รอให้นางเชื้อเชิญ
“อร่อยนะ” ชายหนุ่มหยิบขนมชิมก่อนจะยิ้มให้นาง
“ท่านเป็นใคร” หรานอวี้ถามเสียงเรียบ
“บังอาจ! นี่คือเจิ้นอ๋อง โอรสองค์โตของฝ่าบาทนะ เจ้าเป็นใครจึงไม่รู้จักคนในเชื้อพระวงศ์ แล้วนี่ได้รับเชิญมาได้อย่างไรกัน” ชายอีกคนกล่าวเสียงเข้ม พลางเดินมารั้งแขนนางให้ลุก ซ้ำยังออกคำสั่งด้วยว่า “ทำความเคารพเจิ้นอ๋องประเดี๋ยวนี้”
หรานอวี้ไม่ได้ขัดขืนนางยอมทำตามอย่างว่าง่าย เพราะคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่นางจะทำตัวดื้อรันใส่ได้ “ถวายพระพรเจิ้นอ๋องเพคะ หม่อมฉันไม่รู้ความ ขอท่านอ๋องโปรดทรงอภัยด้วยเพคะ” นางย่อกายอย่างนอบน้อม พลางก้มหน้าทำทีสำรวม
“อย่าได้เกรงใจไปเลยคุณหนูห้า ข้าเห็นเจ้านั่งเหงาอยู่ผู้เดียว ถึงได้เข้ามาพูดคุยเป็นเพื่อนก็เท่านั้น นั่งเถิด”
หรานอวี้มองเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ ก่อนจะหันมาทางชายสูงอายุที่มีท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างที่กำลังจ้องนางอยู่
“อย่าดีกว่าเพคะ หม่อมฉันเกรงจะถูกใครบางคนตำหนิเอาอีก” นางหลับตาค้อนใส่คนที่เพิ่งดุด่าตนไปเมื่อครู่
เสียงหัวเราะชอบใจจึงดังขึ้นมาในทันที เพราะยามนี้ใบหน้าของใต้เท้าเฉิง องครักษณ์ประจำกายเขาแดงก่ำจนลามถึงหูแล้ว
“นี่เจ้า เจ้า” นิ้วนั้นยกขึ้นชี้หน้านาง
“เอาน่าเฉิงฟู่ เจ้าจะต่อปากต่อกรกับเด็กรุ่นลูกไปทำไมกัน”
“ท่านอ๋องก็ดูนางสิพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าก็ดูอยู่นี่ไง” เจิ้นอ๋องตรัสพร้อมกับเผยยิ้มบางให้นาง
‘หึ! เข้าหาข้าเช่นนี้ คิดว่าข้าไม่รู้แผนการท่านหรือ’ หรานอวี้นึกในใจ แต่นางก็ไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านการกระทำอีกฝ่าย ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยอันใด คนของจวนหยางอ๋องก็มาตามเขาเสียก่อน
“น่าเสียดาย อุตส่าห์มีโอกาสได้พบหน้าเจ้าแล้วเชียว ดันถูกขัดจังหวะเสียนี่” เอ่ยจบร่างสูงก็ขยับลุก “เอาไว้พบกันใหม่นะคุณหนูห้า คราวหน้าเราต้องได้พูดคุยกันมากกว่านี้แน่”
“น้อมส่งเจิ้นอ๋องเพคะ” หรานอวี้ไม่พูดพร่ำทำเพลง นางชิงกล่าวถ้อยคำไล่อ้อม ๆ ทันทีที่มีโอกาส ทว่าแทนที่อีกฝ่ายจะโกรธกลับส่งเสียงหัวเราะในลำคอออกมาให้ได้ยิน
จากนั้นเขาก็เดินจากมาโดยไม่กล่าวอันใดอีก ทว่าคนทางด้านหลังกลับหรี่ตาลง ต่างจากสาวใช้สองนางที่ยืนตัวสั่นงันงก
“คุณหนู จู่ ๆ เหตุใดเจิ้นอ๋องถึงมาพูดคุยกับท่านเจ้าคะ”
“คงเห็นว่าคุณหนูของเรางาม” จินจูเอ่ยอย่างคนคิดดี
“ใช่ที่ไหนกัน” หรานอวี้เอ่ยแผ่วเบา นางพอเดาออกว่าโอรสองค์โตของฮ่องเต้เข้าหาตนเพราะเหตุใด ทว่าพูดยามนี้ไม่ได้
“หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะคุณหนู”
“เงียบก่อน กลับจวนแล้วค่อยว่ากัน” หรานอวี้เอ่ยปรามคนของตน เพราะสิ่งที่นางคิดไม่อาจเอ่ยในที่แจ้งได้
“เจ้าค่ะ” หลิงจูรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะหันไปยังทางเดินที่อยู่หน้าเรือนรับรอง ซึ่งยามนี้มีบุรุษสูงศักดิ์ยืนอยู่ถึงสามคน
หรานอวี้เองก็ขยับกายเดินออกไปเพื่อร่วมงาน เพราะยามนี้จันทราดวงโตเริ่มฉายชัดความงามของมันให้เห็นแล้ว และนี่ก็เป็นเวลาที่นางจะได้ทำให้ทุกคนเห็นว่า ชุดที่ถูกดูหมิ่นหาว่าเหมือนชุดของสตรีในหอนางโลม มันมีจุดเด่นที่ล้ำค่ามากเพียงใด
ทันทีที่ร่างเพรียวบางในชุดสีม่วงอ่อนก้าวพ้นเงาหลังคา อาภรณ์ที่ใส่อยู่ก็เริ่มสะท้อนแสงระยิบระยับให้เห็น ยามเมื่อย่างกลายออกมาตามทางเดินก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจน นำพาให้ผู้คนที่เคยกล่าวถ้อยคำดูถูกถึงกับยืนอ้าปากมองตาค้าง
หรานอวี้เผยยิ้ม พลางก้าวเดินเข้ามาร่วมวงกับผู้คน โดยปล่อยให้เส้นใยผ้าไหมที่ถูกเคลือบด้วยน้ำยาพิเศษ ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ผู้ข้ามภพมาเกิดใหม่ปรุงขึ้นทำงานของมันไป
ชุดทั้งชุดกำลังเรืองแสง สีม่วงอ่อนแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงครามเข้มราวกับท้องฟ้ายามราตรี ที่ประดับไปด้วยดวงดารานับพัน มันระยิบระยับแวววาวทุกครั้งที่นางขยับกาย ราวกับดวงดารานั้นกำลังหมุนวนและเคลื่อนคล้อยไปตามร่างกายนาง
เสียงกระซิบกระซาบนินทาที่เคยมี พลันเงียบกริบลงราวกับในงานเลี้ยงนี้มีแต่คนใบ้ แขกเหรื่อทั้งงาน ไม่ว่าจะเป็นฮูหยินผู้สูงศักดิ์ คุณหนูขี้อิจฉา หรือแม้แต่บรรดาบุตรชายขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่มาร่วมงาน ต่างพากันตะลึงงันอ้าปากค้างราวกับเห็นสิ่งมหัศจรรย์ ยามนี้ทุกสายตาจ้องมองมาที่จูหรานอวี้แต่เพียงผู้เดียว
“นั่นมันอะไรกัน! ชุดของนาง ไยมันถึงเปลี่ยนสีได้เล่า” คุณหนูคนหนึ่งที่เคยนินทานาง อุทานออกมาเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ไม่ต่างจากสหายที่ยืนอยู่ข้างกัน
“นะ… นางทำได้อย่างไร” อีกคนพึมพำตามอย่างนึกอิจฉา เพราะชุดที่หรานอวี้ใส่มันดูงดงามเสริมผู้สวมเป็นอย่างมาก
“ช่าง... ช่างงดงามนัก” บุตรชายขุนนางผู้หนึ่งพึมพำออกมาอย่างลืมตัว เขามองค้างอยู่ที่ร่างอรชรตรงหน้าไม่วางตา
ด้านฮูหยินรองซูและเจียวหมิ่นที่ยืนห่างออกไป บัดนี้ใบหน้าเริ่มถอดสีด้วยความตกใจปนริษยา โดยเฉพาะเจียวหมิ่น
“ท่านแม่ นางไปได้ชุดงามเช่นนี้มาจากที่ใดกัน”
“แม่จะไปรู้หรือ หรานอวี้ผู้นี้อยู่ติดเรือนเสียที่ไหน นางไปเอาชุดมาจากที่ใดใครจะไปรู้ได้ อีกทั้งคราแรกมันก็เป็นเพียงชุดเรียบง่ายไม่มีสีสันอันใด ใครจะไปคิดว่าชุดที่นางสวมจะงามถึงเพียงนี้เล่า” ฮูหยินรองซูกล่าวเสียงหงุดหงิดไม่แพ้กัน
“ท่านแม่ ชุดเช่นนี้ควรเป็นข้าที่ได้สวมใส่” เจียวหมิ่นเอ่ยอย่างขัดใจ พลางย่ำเท้ากับที่จนมารดาต้องรีบปราม
“หยุดนะ อย่าเสียกิริยา” ฮูหยินรองซูเอ่ยพลางกระชากแขนบุตรสาวให้รู้ตัว ก่อนจะหันไปยิ้มกับผู้คนที่หันมาเอ่ยด้วย ซึ่งแต่ละคำล้วนแต่กล่าวถึงคุณหนูห้า ที่ยามนี้ดูโดดเด่นเกินใคร
นางก็ได้แต่ตอบคำถามอย่างขอไปที เพื่อให้พ้นตัว
ด้านหรานอวี้ นางยังคงก้าวเดินอย่างสง่างามท่ามกลางสายตาตะลึงงันของผู้คน ปล่อยให้กลิ่นหอมจากบุปผารื่นรมย์ที่ตนตั้งใจอาบแช่มาถึงสองวัน ลอยฟุ้งกระจายไปตามลม ขับเน้นให้ความงดงามของนางน่าดึงดูดและชวนให้หลงใหลมากขึ้นไปอีก
“แม่นาง เจ้าเป็นบุตรสาวบ้านใดกัน” คุณชายชวีเอ่ยถาม พลางเดินเข้ามาหาราวกับกำลังต้องมนต์เสน่ห์ก็มิปาน
“ข้าคือจูหรานอวี้ คุณหนูห้าแห่งจวนจู สตรีที่ผู้คนมักกล่าวว่าเสียสติวิปลาส ชอบกล่าววาจาไปเรื่อยอย่างไรเล่า” ตอบแล้ว ใบหน้างามก็เผยยิ้มยียวนพลางยักคิ้วให้จนอีกฝ่ายหน้าเหวอ
“ถอยออกมา เจ้าไม่รู้หรือว่านางเป็นใคร อย่าได้ไปคุยกับนางเชียว” คุณชายฝางรีบดึงแขนสหายตนกลับมายืนข้างกัน แต่ก็ยังมองตามร่างของสตรีที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ราวกับว่าพวกเขามิอาจปล่อยวางความงามที่อยู่ตรงหน้าได้
“นึกไม่ถึงว่าสตรีเสียสติที่ชอบกล่าวไปเรื่อย จะมีรูปโฉมงดงามเพียงนี้ น่าเสียดายยิ่งนัก” คุณชายชวีพึมพำ พลางมองตามร่างอรชรที่เดินมุ่งหน้าตรงไปมุมสวน ท่ามกลางสายตาผู้คน ที่มีทั้งชื่นชมและกลั่วด้วยถ้อยคำกระซิบกระซาบกันอย่างออกรส
“คุณหนู คนในงานมองท่านใหญ่เลยเจ้าค่ะ” หลิงจูกระซิบ
“คงอยากได้ชุดข้ากระมัง” หรานอวี้กล่าวติดตลก หลังจากเดินอวดโฉมจนพอใจแล้ว นางก็หยุดยืนอยู่ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ ปล่อยให้แสงจันทร์เบื้องบนอาบไล้ชุดที่สวมใส่ และท่วงท่านี้ก็นำพาให้สายตาของผู้คนในงาน มิอาจละออกไปจากนางได้เลย
“งดงามยิ่งนัก” เสียงพร่ำเพ้อของคนหมู่มากดังประสานกัน
แม้แต่คนที่ยืนอยู่บนระเบียงที่ประทับยังมองตาค้าง ก่อนจะเอ่ยถามคนสนิท โดยที่เขาก็ไม่ได้ละสายตาไปจากร่างนั้น
“นางเป็นใคร” เสียงทุ้มนั้นเอ่ยกับคนสนิทข้างกาย
“นางคือคุณหนูห้าจวนสกุลจูพ่ะย่ะค่ะ”
ได้ฟังคำกล่าวคนสนิท หยางอ๋องพลันหันหน้ามาถามย้ำในทันที “นางหรือ? สตรีวิปลาสเสียสติผู้นั้น"
“พ่ะย่ะค่ะ เป็นนาง”
“เจ้าแน่ใจหรือ เมื่อครู่ข้าเห็นเจิ้นอ๋องเข้าไปคุยกับนาง หากสตรีผู้นี้คือคุณหนูห้าตระกูลจูจริง หลานข้าจะเข้าหานางได้อย่างไรไม่เกรงจะถูกติฉินนินทาหรือ” หยางอ๋องเอ่ยอย่างฉงน
คนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังจึงขยับเข้าใกล้ พลางกล่าวกระซิบบอกความลับที่ตัวเขาเพิ่งแอบได้ยินมาเมื่อครู่ ให้ผู้เป็นนายฟัง “อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า คุณหนูห้าผู้นี้จะได้รับตราประจำตระกูลหลาง นางจะกลายเป็นผู้สั่งการแทนนายท่านหลางพ่ะย่ะค่ะ”
นัยน์ตาคู่คมโตขึ้นทันที “เจ้าแน่ใจหรือว่าฟังมาไม่ผิด ผู้คนบอกว่านางเสียสติมิใช่หรือ แล้วนายท่านหลางจะยกตราประจำตระกูลให้คนเช่นนี้ดูแลได้อย่างไรกัน” หยางอ๋องเอ่ยถามเสียงเบา
“กระหม่อมได้ยินเจิ้นอ๋องกับกุนซือเหลียงพูดคุยกันเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ น่าจะเป็นเรื่องจริง มิเช่นนั้นเจิ้นอ๋องคงไม่เข้าหานาง”
หยางเจี้ยนหันกลับไปทางร่างอรชรที่ยืนเด่นทันที “สตรีเสียสติที่มีอำนาจในมือกระนั้นหรือ น่าสนใจนัก”
กดใจ คอมเม้นกันเข้ามาด้วยนะคะ กดสติ๊กเกอร์ก็ยังดี พลีสส
