บท
ตั้งค่า

2. แปลกแยก

ค่ำของวันต่อมา...

หน้าจวนหยางอ๋องยามนี้กำลังเนืองแน่นไปด้วยรถม้าหรูหราที่ทยอยกันมาส่งเหล่าขุนนางชั้นสูงและบุตรีจากตระกูลดัง

บรรยากาศภายในนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของบุปผานานาพันธุ์ที่ถูกประดับตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง สมกับเป็นงานเลี้ยงของเซียนไท่เฟย อดีตสนมรักของฮ่องเต้องค์ก่อนยิ่งนัก

บนรถม้าของจวนตระกูลจู ที่เพิ่งเคลื่อนมาถึง

คันแรกมีจูเจียวหมิ่นกับมารดานั่งอยู่ด้วยกัน ส่วนคันหลังเป็นของคุณหนูห้า บุตรสาวสายตรงของตระกูลกับสาวใช้

“ท่านแม่ ท่านให้คนวางยาหรานอวี้แล้วมิใช่หรือ ไยนางถึงตามมางานเลี้ยงได้ มิหนำซ้ำท่านยังปล่อยให้นางน้องสาวตัวดีแต่งกายด้วยชุดบ้าบออะไรนั่นอีก นางทำเช่นนี้ข้าจะกล้าลงจากรถม้าหรือท่านแม่” เจียวหมิ่นเอ่ยอย่างหงุดหงิด ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขก่อนออกจากเรือน ยามนี้บูดบึ้งยิ่งนัก

“คนของเรารายงานว่านางนอนยังไม่ตื่น ดูท่าเราคงถูกนางตัวแสบนี่ตลบหลังเข้าให้แล้ว ครานี้เราคงต้องปล่อยไปตามชะตากรรมแล้วล่ะเจียวเอ๋อร์ เจ้าก็แค่อยู่ห่าง ๆ อย่าเข้าใกล้นางก็พอ”

“ใครจะไปอยากอยู่ใกล้นาง” เจียวหมิ่นคว่ำปากอย่างคนรังเกียจ ก่อนจะหันมาจัดแต่งอาภรณ์และทรงผมตนให้เรียบร้อย

“ลูกแม่งามแล้วเรารีบลงไปกันเถิด ด้านล่างมีคุณชายจากตระกูลใหญ่มากมายเชียว เจ้าจะต้องโดดเด่นมากกว่าใคร ๆ แน่”

“เจ้าค่ะท่านแม่” เจียวหมิ่นรับคำพลางขยับกายลุกออกไป วันนี้นางอยู่ในชุดสีชมพูกลีบบัว อ่อนหวานราวกับหยาดน้ำค้างเมื่อก้าวลงมานางก็โปรยยิ้มด้วยท่วงท่าเอียงอาย เรียกสายตาชื่นชมจากบุตรชายขุนนางที่ยืนอยู่แถวนั้นได้ไม่น้อย

ทว่าอึดใจต่อมา สายตาเหล่านั้นกลับเปลี่ยนทิศทางไปที่รถม้าคันหลัง ตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่มีทั้งชื่นชมและถ้อยคำต่าง ๆ นานา ซึ่งส่วนมากจะกล่าวว่าประหลาดมากกว่า

เพราะจูหรานอวี้นางปรากฏกายในชุดสีม่วงอ่อน แม้จะไม่ใช่สีฉูดฉาด ทว่าทั่วทั้งเมืองหลวง ไม่มีใครตัดเย็บอาภรณ์สีสันโดดเด่นเช่นนี้มาสวมใส่ เนื่องจากมันคล้ายสีที่หญิงนางโลมชอบ

แต่เมื่อนางเดินลงมา อาภรณ์ที่สวมอยู่ก็พลิ้วไหวไปตามจังหวะการก้าวเดิน ราวกับกิ่งหลิวที่ถูกสายลมพัดผ่าน

ชุดของนางตัดเย็บอย่างเรียบง่าย ทว่ากลับดูทะมัดทะแมง ผิดกับชุดคลุมยาวพะรุงพะรังของเหล่ากุลสตรีสูงศักดิ์ เส้นผมสีดำขลับถูกรวบครึ่งศีรษะ ปักเพียงปิ่นเงินแกะสลักรูปกล้วยไม้ ทว่ามันกลับส่งให้นางดูโดดเด่นและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่น่าค้นหา

ใบหน้าหรือก็งดงามราวกับเทพธิดาจุติลงมาบนโลกมนุษย์ ดวงตากลมโตสุกใสฉายแววซุกซนและดื้อรั้น จมูกโด่งรับกับริมฝีปากอิ่ม และความงามของนางนั้นก็ละม้ายคล้ายคลึงกับฮองเฮาผู้เป็นน้า ราวกับถอดแบบมาจากพิมพ์เดียวกัน

ทว่าความงามที่ล่มเมืองได้นี่ กลับไม่อาจหยุดคำนินทาว่าร้ายจากคนที่มีใจริษยาได้ “นั่นกุลสตรีที่ไหนกัน แต่งกายประหลาดนัก สีม่วงเช่นนี้... มิใช่สีที่สตรีมีสกุลเค้าใส่กันหรอกนะ” คุณหนูท่านหนึ่งกระซิบกับสหายพลางส่งสายตาหยามเหยียด

“นางคือจูหรานอวี้ บุตรีสายตรงของจวนจูอย่างไรเล่า นึกไม่ถึงว่านางจะได้รับเชิญจากจวนหยางอ๋องด้วย”

“อะไรนะ! นางคือจูหรานอวี้ สตรีที่ผู้คนบอกว่าวิปลาส เสียสติ พร่ำเพ้อถึงแต่เรื่องประหลาดจนถูกบิดากับท่านปู่ส่งไปดัดนิสัยที่หอพรหมจารีตั้งเจ็ดปีนั่นน่ะหรือ” คุณหนูอีกนางเอ่ยขึ้น

“ใช่ นางนี่แหละ” อีกคนรีบกล่าวสำทับ

“ข้าได้ยินมาว่า นางมีวีรกรรมมากมายเลยนะ” อีกนางเสริม

“อย่างไรหรือ?” คุณหนูอีกคนที่ไม่รู้เรื่องรีบถามเอาความ จากนั้นบทสนทนาก็มุ่งไปยังร่างอรชรที่กำลังก้าวเข้าไปในจวนอ๋อง ซึ่งเสียงนินทาเหล่านั้นยังคงดังระงมไปทั่วบริเวณ

ทว่าจูหรานอวี้กลับมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย นางเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากอย่างคนร้ายกาจ ดวงตากลอกไปมาอย่างนึกสนุก พลางคิดในใจ ‘นินทาไปเถอะ ยิ่งนินทา ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเจ้ามันบ้าจารีตจนสมองฝ่อ! คิดอย่างอื่นกันไม่เป็น ไว้ข้าจะแสดงให้ดูว่าชุดที่พวกเจ้าดูถูกเนี่ย มันจะเนรมิตให้งานเลี้ยงนี้สนุกขึ้นขนาดไหน ถึงยามนั้นอย่าลืมปากเก่งแบบนี้ก็แล้วกัน’

นางยังคงก้าวเดินเข้าไปในงานเลี้ยงโดยไม่หันกลับไปฟังเสียงนกเสียงกาที่ยังคงเจื้อยแจ้วมาให้ได้ยิน ทิ้งให้เสียงนินทาเหล่านั้นลอยหายไปในอากาศ แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่คำนินทาที่ดังอยู่รอบตัว เสียงชื่นชมและท่าทางตะลึงงันในความงามก็ยังมีให้เห็น

ส่วนพี่สาวต่างมารดาอย่างจูเจียวหมิ่น เมื่อเดินลงมาจากรถม้าได้ก็รีบเลี่ยงไปอีกทาง ราวกับว่าตนนั้นมิได้มาพร้อมกับน้องสาว ซ้ำนางยังทำทีเหมือนไม่รู้จักกันเสียอย่างนั้น

“คุณหนู ฮูหยินรองกับคุณหนูสามไปทางนั้นเจ้าคะ” จินจู รีบกล่าวเตือนนายของตน เพื่อให้เดินเข้าไปร่วมวงด้วย

“พี่ไม่เห็นหรือว่าสองคนนั้นกำลังเดินหนี” หลิงจูกระซิบ

“หนี? ไม่มั้ง...” จินจูขมวดคิ้วมุ่น แต่พอหันไปมองสองแม่ลูกอีกที นางก็ยิ้มแหยออกมา “ดูท่าคงจะจริง”

หรานอวี้ยกยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นอีก “อย่าใส่ใจเลย เราไปทางนั้นดีกว่า มีของกินด้วย” นางหันมารั้งข้อมือสองพี่น้องทันที

ดวงตากลมโตสุกใสปรายมองบรรยากาศงานเลี้ยงที่หรูหราอย่างสำรวจ ‘เฮ้อ... ก็แค่งานปาร์ตี้ไฮโซยุคโบราณ’ นางคิดในใจ พลางสาวเท้าเดินลึกเข้าไปในส่วนจัดเลี้ยงซึ่งเป็นสวนบุปผากว้าง แต่ที่ทำให้นางเดินมาทางนี้ก็เพราะมีอาหารมากมายวางไว้ให้หยิบกินด้วย คนที่มาเพื่อการนี้มีหรือจะยอมพลาด

ท่ามกลางสายตาผู้คนที่ยังคงจับจ้อง หรานอวี้หาได้แยแสไม่ นางหยิบขนมใส่จานได้ก็หามุมสงบที่อยู่ห่างผู้คนนั่งมองภาพเบื้องหน้าราวกับกำลังชมงิ้ว ซ้ำยังแบ่งปันให้สาวใช้ได้ลองชิมด้วย

ซึ่งการกระทำนี้ก็ได้นำพาเสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นมาอีก ทว่ายิ่งคนเหล่านี้กล่าวกระแหนะกระแหน หรานอวี้ก็ยิ่งทำใส่ จนเหล่าคุณหนูพากันค่ำปาก ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไปอีกทาง

ในขณะเดียวกัน จวนใหญ่หลังงามก็ถูกอาบไล้ด้วยแสงสลัวของยามโพล้เพล้ ผสานกับแสงโคมไฟหลากสีที่เริ่มส่องสว่างจากการถูกจุดในเวลาไล่เลี่ยกัน ภายในงานจึงเปรียบดั่งสรวงสวรรค์

หรานอวี้ก็พลันยิ้มชอบใจ “การแสดงใกล้จะเริ่มแล้ว”

“มีการแสดงด้วยหรือเจ้าคะคุณหนู ดีจังเลย” หลิงจูเอ่ยอย่างตื่นเต้น พร้อมกับทำตาโตเพื่อเฝ้ารอชม

“ใช่ พวกเจ้ารอดูได้เลย” หรานอวี้เอ่ยจบก็หันมากินขนมตรงหน้าต่อ ซึ่งส่วนนี้เหลือผู้คนอยู่ไม่มาก อาจเป็นเพราะเหล่าเชื้อพระวงศ์เสด็จออกมาร่วมงานแล้ว เหล่าคุณหนูคุณชายจึงรีบพากันไปยืนเสนอหน้าให้ผู้สูงศักดิ์เห็น รวมถึงพี่สาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนของนางด้วย ยามนี้เจียวหมิ่นนางยืนอยู่แถวหน้าเชียว

“แม่นาง เจ้าเป็นคุณหนูจากบ้านใดหรือ ไยเจ้าถึงได้มานั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ไปร่วมวงกับคนอื่น ๆ เล่า” เสียงทุ้มอ่อนจากใครคนหนึ่งดังขึ้น ไม่นานเขาก็เดินมาหยุดด้านหน้านาง

หรานอวี้เงยหน้ามองอีกฝ่ายเล็กน้อย ‘หล่อแฮะ’ นางเอ่ยชมเขาในใจ ก่อนจะมองการแต่งตัวของอีกฝ่ายที่ดูดีเอามาก ๆ

‘แต่งตัวดีแบบนี้ คงเป็นคนในราชวงศ์สินะ หรือจะเป็นเขา’

กดใจ คอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel