1. คุณหนูห้า
ภายในเรือนพักของฮูหยินรองซู กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมยังคงฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ทว่าบรรยากาศกลับอึดอัดขัดแย้งกับความสงบของสถานที่ จนบ่าวไพร่ที่ยืนอยู่ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
ฮูหยินรองซูยกจอกชาขึ้นจิบด้วยกิริยาที่พยายามให้ดูเยือกเย็นที่สุด ผิดกับจูเจียวหมิ่นบุตรสาวคนโตของนาง ที่เดินกระวนกระวายไปมาจนชายกระโปรงผ้าไหมเนื้อดีสะบัดพลิ้ว
“ท่านแม่ คิดจะให้หรานอวี้ไปงานเลี้ยงบุปผาของไท่เฟยพร้อมเราจริง ๆ หรือเจ้าคะ ลูกเกรงว่า…” เจียวหมิ่นบุตรสาวคนที่สามของตระกูลเอ่ยทักท้วงมารดาอย่างร้อนรนใจ เพราะนางไม่อยากอับอายขายหน้า หากต้องพาน้องสาวต่างมารดาไปด้วย
“นี่คือคำสั่งของบิดาเจ้า แม่ขัดได้ที่ไหนเล่า” ซูฮูหยินเอ่ยอย่างหมดอาลัย แม้ในใจไม่อยากเอาบุตรเลี้ยงไปด้วย ทว่าคำขาดของสามีได้ออกมาแล้วว่า อย่างไรงานเลี้ยงวันพรุ่ง นางก็ต้องพาบุตรสาวสายตรงไปร่วมงานด้วย มิเช่นนั้นก็ไม่มีใครได้ไป
“แต่ท่านแม่ก็รู้! หรานอวี้นางไม่เหมือนผู้อื่น พาไปด้วยก็มีแต่จะขายหน้าผู้คนนะเจ้าคะ” เจียวหมิ่นกระทืบเท้าเบา ๆ อย่างขัดใจ “ตอนสิบขวบก็เอาแต่พร่ำเพ้อเรื่องนกเหล็กบินอยู่บนฟ้า กับรถเหล็กที่วิ่งได้ ไหนจะกล่องสี่เหลี่ยมที่มองเห็นหน้าคนนั่นอีก ขนาดถูกส่งไปดัดนิสัยที่หอพรหมจารีถึงห้าปี กลับมาแล้วนางก็ยังเสียสติวิปลาสเหมือนเดิม วาจาก็ร้ายกาจยิ่งกว่าแม่ค้าในตลาด หากเราพาไปด้วยก็มีแต่จะยิ่งขายหน้านะเจ้าคะ แล้วเช่นนี้จะมีตระกูลใดอยากแต่งข้าเข้าไปเป็นสะใภ้กันเล่า”
เจียวหมิ่นสะบัดชายแขนเสื้ออย่างขัดใจ ก่อนจะกระแทกร่างลงนั่งที่เก้าอี้ข้างมารดาด้วยใบหน้าบูดบึ้งจนไม่น่ามอง
ด้านฮูหยินรองซูก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง ปึก! ดวงตาฉายแววขุ่นเคืองอย่างปิดไม่มิด “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่านางเป็นบุตรีสายตรงของตระกูล ซ้ำยังมีฮองเฮาที่เป็นน้าคอยหนุนหลัง ต่อให้นางทำตัวไร้จารีตเพียงใด หรือปีนกำแพงจวนลอบออกไปเที่ยวหอนางโลมเหมือนที่ทำเมื่อวันก่อน ก็หาได้มีใครกล้าพูดถึงไม่ แม้แต่พ่อเจ้าก็ยังต้องหลับตาข้างหนึ่งทำเป็นไม่รู้เรื่องมิเห็นหรือ”
“แต่ข้าไม่อยากให้นางไปด้วย งานนี้มีบุตรชายขุนนางมากมายมาเข้าร่วม ลูกได้ยินว่า หยางอ๋องกับชุนอ๋องก็จะมาด้วย หากให้นางน้องสาวเสียสตินั้นไปด้วย ต้องอับอายขายหน้าแย่”
“จริงหรือ? มีแต่บุรุษที่งามสง่าทั้งนั้นเลย ไยโอกาสเช่นนี้แม่ถึงไม่ได้พบบ้างนะ” ซูจินเหม่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดาย
“ท่านแม่! ประเดี๋ยวก็มีคนมาได้ยินหรอกเจ้าค่ะ” เจียวหมิ่นรีบเตือนมารดา พลางมองซ้ายแลขวาเพราะเกรงความผิด
ทว่าขณะที่บทสนทนาในเรือนรองกำลังเคร่งเครียด บนยอดกิ่งหลิวอันสูงลิ่ว กลับมีร่างเพรียวบางในชุดสีแดงเพลิงที่แสนขัดตาผู้คน กำลังนั่งหย่อนขาแกว่งไปมาอย่างสบายอารมณ์
ในมือของนางมีผลผิงกั่วลูกโตที่ถูกกัดไปแล้วคำหนึ่ง
ใบหน้าของคนที่นั่งอยู่บนกิ่งหลิวนั้น ยกยิ้มที่มุมปากอย่างคนร้ายกาจ ซ้ำยังยักไหล่ให้กับบทสนทนาที่ยังคงแว่วมาให้ได้ยิน
หรานอวี้ไม่ได้โกรธ แต่นางรู้สึกขบขันเสียมากกว่า
‘นกเหล็กนั่นเขาเรียกว่าเครื่องบินย่ะ ไม่รู้แล้วยังคิดว่าตัวเองฉลาดอีก ชิ!’ นางคิดในใจพลางแค่นยิ้ม
สตรีที่ชาวเมืองตราหน้าว่าวิปลาสซ้ำยังเปรียบดั่งลิงทโมนกระโดดลงจากกิ่งไม้สูงด้วยท่าทางคล่องแคล่วเกินกุลสตรี นางปัดฝุ่นที่กระโปรงเพียงลวก ๆ ก่อนจะเดินนวยนาดมุ่งหน้าไปยังเรือนพักของตน ที่อยู่ทางปีกซ้ายของจวนซึ่งมันห่างจากเรือนหลักพอสมควร ราวกับว่าฐานะนางนั้นเป็นเพียงบุตรอนุ
“งานเลี้ยงบุปผาของไท่เฟยงั้นหรือ?” หรานอวี้เผยยิ้มร้าย
“หึ...งานใหญ่ ทั้งยังมีของฟรีให้กินเยอะแยะ มีหรือหรานอวี้คนนี้จะยอมพลาด ถ้าไม่ไปก็เสียชื่อแย่น่ะสิ” เอ่ยจบนางก็เป่าปากเป็นทำนองเพลงแปลกหูซึ่งแน่นอนว่าคนยุคนี้ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน เพราะมันคือเพลงฮิตของคนยุคสองพันยี่สิบห้าร้องกัน และตลอดสิบปีตั้งแต่เกิดใหม่ในร่างนี้ นางก็ยังฮัมเพลงเดิมอยู่
ทั้งที่มาอยู่ในร่างนี้ก็นานแล้ว ทว่าหรานอวี้ สาวสวยดีกรีนักออกแบบระดับประเทศ กลับไม่เคยลืมเรื่องราวหรือความสามารถของตนในโลกก่อนเลย ความรู้และทักษะของนางยังอยู่ครบ แม้จะอยู่ในยุคที่ไร้เทคโนโลยี ความสามารถกลับไม่ได้ลดลงเลย เรียกว่านางคือยอดอัจฉริยะที่หาใครเปรียบไม่ได้แล้ว
“คุณหนู แอบไปไหนมาอีกเจ้าคะ” หลิงจูเอ่ยถามผู้เป็นนายที่เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์ ซึ่งตามปกติหรานอวี้ก็เป็นเช่นนี้ทุกวัน ราวกับชีวิตไม่เคยมีเรื่องทุกข์อันใดเลย
“ไปแอบฟังแผนชั่วของสองแม่ลูกมา”
“หา!” หลิงจูตาโตทันที “แล้วได้ความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
หรานอวี้เผยยิ้มเอ็นดูท่าทางอยากรู้ของอีกฝ่าย “พวกนางคิดจะวางยานอนหลับข้า เจ้าว่า… เราควรเอาคืนอย่างไรดี” ผู้เป็นนายแสร้งถาม แต่อันที่จริงนางมีแผนในใจอยู่แล้ว
“คุณหนูคิดไว้แล้วมิใช่หรือเจ้าค่ะ” หลิงจูยิ้มร่า
“เจ้านี่นะ รู้ทันข้าดีเหลือเกิน” หรานอวี้เอ่ยพร้อมกับใช้นิ้วจิ้มหน้าผากสาวใช้คนสนิทของตนแบบไม่จริงจัง “เจ้าไปเตรียมน้ำอาบให้ข้าที แล้วอย่าลืมผสมบุปผารื่นรมย์ให้ข้าด้วย สองวันนี้ข้าจะแช่ตัว เอาให้ร่างกายนี้หอมจนคนต้องเหลียวหลังเลย”
“ได้เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้ผู้รู้ใจรับคำแล้วก็รีบทำตาม ทว่าข้างกันนั้นยังมีสาวใช้อีกนางหนึ่ง ยืนส่ายหน้าอย่างเอ็นดู
“คุณหนู ท่านวางแผนจะทำอันใดหรือเจ้าคะ”
“พี่จินจูอย่าได้กังวล ข้าก็แค่หมายจะเอาคืนสองแม่ลูกนั่นนิดหน่อยก็เท่านั้น ใครใช้ให้พวกเขาคิดจะวางยาข้าก่อนเล่า”
“นิดหน่อยของคุณหนูนี่ แค่ไหนกันเจ้าคะ” จินจูเอ่ยถามพลางเอียงหน้ามองนายของตนที่ยามนี้เผยยิ้มร้ายอีกแล้ว
“หึหึ พี่ก็คอยดูเถิด” หรานอวี้ไม่บอกความจริง นางเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากไม่ต่างจากตัวร้ายในละครแนวตั้ง
กดใจ คอมเม้นเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
