บทที่ 5
เสียงหวีดร้องของพริมาไม่ได้ทำให้หนุ่มใหญ่วัยใกล้สี่สิบปีเปลี่ยนความตั้งใจแต่อย่างใด ปุณณ์ปล่อยให้เธอทำความคุ้นเคยกับการมีเขาอยู่ในชีวิตนานสามเดือน โดยไม่หว่านเสน่ห์ให้หลงใหล ทั้งยังเปิดเผยตัวตนว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่ผู้ชายนิสัยน่ารักหรือหลงผู้หญิงง่ายเหมือนกับน้องชาย ทว่าเป็นเสือร้ายที่จ้องจะขย้ำเหยื่ออยู่ทุกวินาที เขาปล่อยตัวตามสบายเพราะอยากให้เธอรับได้ในสิ่งที่ตัวเองเป็น
คนสวยของเขาดิ้นขลุกขลักอยู่ครู่เดียวก็นิ่งเฉย คงกลัวว่าฟองสบู่ที่ล้นออกจากอ่างไปจะเปิดเผยเรือนร่าง หรือไม่ก็อยากรู้ว่าเขาจะทำอะไรต่อไป
ปุณณ์อยากทำเยอะแยะ แต่ยังไม่ถึงเวลา
“น้องพริมไม่ดิ้นแล้วเหรอคะ” เขานั่งหมิ่นเหม่อยู่ข้างหลัง มือหนารั้งร่างบางเข้ามาใกล้ ก่อนลงมือบีบนวดบริเวณหัวไหล่และแผ่นหลังเบาๆ
“คุณปุณณ์สัญญาแล้วว่าจะไม่บังคับใจพริม”
“ใช่ค่ะ พี่สัญญาว่าจะไม่ปล้ำน้องพริม นี่ก็ไม่ได้ปล้ำ แค่ดูแลว่าที่ภรรยาให้หายเหนื่อยก็เท่านั้นเอง”
“พริมดูแลตัวเองได้ค่ะ แล้วพริมไม่ใช่เด็ก อายุก็ตั้งยี่สิบเจ็ดปีแล้ว เลิกเรียกว่าน้องพริมเถอะนะคะ”
“ได้ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนะคะ พี่จะไม่เรียกว่าน้องพริมก็ได้ แต่น้องพริมต้องเรียกพี่ว่าพี่ปุณณ์ บวกกับให้รางวัลพี่อีกนิดหน่อย” ปุณณ์นวดแผ่นหลังเธอเบาๆ กดทุกจุดที่ทำให้เสียงครางหวานอย่างรู้สึกดีหลุดออกมา จนอาวุธอันตรายของเขาเรียกร้องที่จะเผชิญกับศึกหนัก
ยังก่อน… ยังไม่ถึงเวลา
“คุณปุณณ์… พี่ปุณณ์ปล่อยพริมเถอะนะคะ”
“ยอมเรียกพี่แล้ว รางวัลล่ะคะ ให้พี่ได้หรือเปล่า” เขากระตุกยิ้มเมื่อเห็นว่าใบหูของเธอแดงก่ำ อยากเห็นเหลือเกินว่าใบหน้าสวยเก๋ของพริมาจะยังสงบนิ่งดังเดิม หรือเปิดเผยอารมณ์ที่มากกว่าการปั้นหน้านิ่งไร้ความรู้สึกอย่างที่เป็นมาตลอด
“เล่นบังคับกันขนาดนี้ พริมคงขัดใจพี่ไม่ได้แล้วละค่ะ อยากทำอะไรก็ตามสบายเลยนะคะ แค่อย่าผิดคำพูดที่จะไม่ปล้ำพริมก็พอ” เธอตัดพ้อเขาอย่างน่ารัก น้ำเสียงน้อยใจเหมือนตอนเด็กๆ ไม่มีผิด ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดอะไร แต่พอได้ลองชิมไปเมื่อหลายปีก่อน หัวใจกลับเรียกร้องให้กลืนกินเธอทั้งตัว
เขารอให้เธอเรียนจบ คิดว่าจบปริญญาตรีก็น่าจะกลับมา ใครจะไปนึกว่าพริมาจะบ้าเรียนต่อจนจบปริญญาโท กว่าจะกลับสิงคโปร์ก็อายุได้ราวยี่สิบสี่ปีแล้ว
พริมาในตอนนั้นสุกงอมและน่ากินจนน้ำลายแทบไหล แต่คุณพ่อกลับสั่งให้เธอช่วยงานน้องชายคนเล็กอย่างนายปราชญ์ และความใกล้ชิดของทั้งคู่ทำให้เขาเข้าใจไปว่าเธอชอบพอกับน้องชาย จึงไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้พี่น้องต้องทะเลาะกันเพราะเรื่องผู้หญิง
ทว่าสองปีที่ผ่านมาพริมาแวะมาที่บ้านเขาค่อนข้างบ่อย ทั้งเรื่องงานที่ต้องคอยรับผิดชอบแทนเจ้านายอย่างปราชญ์ที่ยุ่งอยู่กับโปรเจกต์ที่กรุงเทพฯ และอีกเรื่องที่สำคัญกว่านั้นมาก
คุณแม่ของเขาป่วย… ป่วยหนักมากเสียด้วย แต่กระนั้นท่านก็ยังยิ้มแย้มให้กับทุกคน เขาก็เองก็ต้องยิ้มและทำตัวเข้มแข็งให้สมกับเป็นหัวหน้าครอบครัว เนื่องจากคุณพ่อปฏิเสธไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับบริษัท ขอดูแลคู่ชีวิตอย่างใกล้ชิดจนถึงเวลาสุดท้าย
ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้กลับบ้าน งานทุกอย่างต้องดำเนินต่อไป แต่กลับมาบ้านเมื่อไหร่ก็จะได้เห็นผู้หญิงตัวเล็กนั่งอยู่ข้างๆ มารดา
ผู้หญิงที่ชื่อพริมา…
แต่กระนั้นปุณณ์ก็ยังปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้คิดช่วงชิงเธอจากน้องชาย จนกระทั่งได้ข่าวว่านายปราชญ์ทำผู้หญิงท้องและเข้าใจผิดคิดว่ามีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับพริมานั่นแหละ เขาถึงได้วางแผนสกปรกเพื่อให้เธอตัดใจจากคนที่กำลังจะมีครอบครัว
ข้ออ้าง…
ปุณณ์พลาดโอกาสนานหลายปี พอได้จังหวะจึงรีบจัดการรวบรัดเธอมาเป็นของตัวเองต่างหากเล่า!
“พูดอย่างกับพี่เป็นผู้ร้าย พี่เสียใจนะคะเนี่ย”
“สำหรับพริมยังไงพี่ปุณณ์ก็เป็นผู้ร้ายค่ะ พี่ปุณณ์บุกมาปล้ำพริม ทำให้พริมต้องหมั้นกับพี่ปุณณ์ ทั้งๆ ที่เราแทบไม่เคยคุยกัน ไม่รู้จักกันเลยก็ว่าได้…อื๊อ” พริมาเผลอครางเสียงหวานอีกแล้ว การแช่น้ำอุ่นๆ แล้วมีคนนวดนี่ดีจริงๆ
“ก่อนหน้านี้ไม่รู้จักกัน แต่หลังจากวันนี้เราได้สนิทกันมากๆ แน่ เพราะโปรเจกต์ที่เชียงใหม่กับภูเก็ตลงตัวแล้ว ต่อจากนี้พี่คงเดินทางน้อยลง เราสองคนจะได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นในทุกๆ ด้าน”
“ไม่ต้องเดินทางแล้วเหรอคะ”
พริมาถามอย่างหวาดระแวง ก่อนหน้าเขาบินไปบินมา สัปดาห์หนึ่งอยู่กรุงเทพฯ แค่สองสามวัน แต่แค่นั้นเธอก็หวาดระแวงว่าเขาจะบุกเข้ามาในห้องนอนแทบทุกคืนแล้ว
“นี่พี่ควรเสียใจไหมที่คู่หมั้นทำเสียงเหมือนไม่อยากให้อยู่ด้วย เอาเถอะ ถือว่าพี่ใช้กรรมก็แล้วกัน”
