บท
ตั้งค่า

5 คนไร้ค่าในสายตาเธอ

ผ่านไปสามสัปดาห์

เป็นเวลามื้อเช้า ในห้องอาหารของคฤหาสน์ฉัตรวินัยยะ ผืนแพรตักข้าวต้มกุ้งที่ทำเองเข้าปาก รสชาติหอมอร่อยของมันไม่ได้ทำให้ผืนแพรรู้สึกดีขึ้น

หญิงสาวลอบมองสามีที่รับมื้อเช้าด้วยท่าทีเมินเฉยต่อสิ่งรอบข้าง

สามสัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่วันที่ภาคินทะเลาะกับเธอ ก่อนจะออกไปงานเลี้ยงในคืนนั้น

นับจากวันนั้นมา ภาคินก็เริ่มกลับบ้านดึกกว่าเดิม บางทีก็กลับมาในตอนใกล้สว่าง อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ไปทำงาน เมื่อพบหน้ากันเขาก็ทำมึนตึง จากที่คุยกันวันละไม่กี่ประโยค 

มาตอนนี้…กลายเป็นว่าเขาและเธอไม่ได้พูดจากันอย่างสมบูรณ์

ทุกความช้ำใจของผืนแพรไม่เคยเปิดเผยให้ประมุขของบ้านรับรู้ หญิงสาวรับทุกสิ่งเอาไว้คนเดียว เพราะไม่อยากให้สามีโดนปู่ตำหนิ

ไม่อย่างนั้น…ภาคินคงจะเกลียดชังเธอมากยิ่งขึ้น

“วันนี้แกพาหนูแพรเข้าบริษัทด้วยนะ”

คุณปู่พุฒินาถเอ่ยกับหลานชายด้วยอารมณ์แจ่มใส

แต่หลานชายเมื่อได้ยินแบบนั้น กลับย้อนถามด้วยความขุ่นมัว

“พาไปทำไมครับ”

“ทำไมต้องมีคำว่าทำไม หนูแพรก็ถือเป็นเจ้าของบริษัทคนนึง แกอย่าลืมสิ ว่าหนูแพรก็ถือหุ้นส่วนนึง…”

“แล้วจะไปทำไม ทำอะไรก็ไม่เป็น ช่วยอะไรก็ไม่ได้ เกะกะเปล่าๆ”

“ใครว่าฉันจะให้หนูแพรไปช่วยแก ฉันจะให้หนูแพรไปเปิดหูเปิดตามั่งก็เท่านั้น วันๆอยู่แต่กับบ้าน น่าเบื่อจะตาย”

“ผมก็ไม่ได้ห้ามนี่ครับ ถ้าจะออกไปไหน หรือเขาจะกลับบ้านเขาไปผมก็โอเค”

“ทำตามที่ฉันสั่ง ถ้าแกมายังอยากเป็นประธานบริษัทอยู่”

คุณปู่พุฒินาถยื่นคำขาด เป็นอันสิ้นสุดการต่อปากต่อคำ

ภาคินยอมสงบลง เพราะรู้ดีว่าปู่ของเขาพูดจริงทำจริง เขาเปลี่ยนเอาความขัดใจมาลงที่ผืนแพรแทน

ดวงตาคมเข้มจึงปรายตามองภรรยาดุๆ

“รีบกินรีบไปแต่งตัวซะ อย่าให้ฉันเสียเวลา”

“ค่ะพี่คิน…”

ผืนแพรกินต่ออีกสองสามคำ แล้วก็รีบขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

วูบหนึ่งหญิงสาวก็รู้สึกเหนื่อยเหลือเกินที่ต้องมารองรับอารมณ์ของเขา

แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเธอเป็น…เมีย

ตลอดทางมีแต่ความนิ่งเงียบ ผืนแพรนั่งสงบเสงี่ยมในรถหรูซึ่งเธอไม่ค่อยจะได้นั่งบ่อยนัก ไม่มีการสนทนาใดระหว่างเธอกับเขา ภาคินเอาแต่ก้มหน้าพิมพ์โทรศัพท์ ใบหน้าหล่อเหลาของเขามีรอยยิ้ม

ยิ้มที่เธอไม่ได้เคยได้จากเขาเลยสักครั้ง

ผืนแพรอยากจะชวนคุย

แต่คิดดูอีกที…เธอนั่งเงียบเสียจะดีกว่า ไม่งั้นอารมณ์ดีๆ ของเขาจะถูกทำลายเพราะเธอ

“สวัสดีค่ะคุณแพร”

มาถึงที่บริษัท ภาคินพาเธอขึ้นมาบนตึก พนักงานทุกคนรู้ว่าผืนแพรเป็นใคร ต่างก็ทำความเคารพนอบน้อมเธอเป็นอย่างดี ผืนแพรก็ยิ้มให้ทุกคน วางตัวอย่างเก้ๆกังๆเพราะไม่คุ้นชินกับการถูกยกย่อง

ส่วนสามีก็มองท่าทางของเธอด้วยความขัดลูกนัยน์ตา เขาหันไปสั่งลูกน้องเสียงเข้ม

“คุณภัทร เคลียร์งานเสร็จตามผมเข้ามาหน่อย”

“ค่ะท่าน”

ผืนแพรตามภาคินเข้ามาในห้องทำงาน ภาคินตรงไปประจำที่โต๊ะทำงาน ส่วนผืนแพรก็หาที่นั่งเอาเอง ซึ่งก็คือ โซฟาฝั่งตรงข้าม

ไม่ถึง5นาที ภัทรา เลขาสาวของภาคินก็เข้ามาในห้อง

“คุณภัทร วันนี้ช่วงบ่ายเรียกประชุมพนักงานด้วยนะ ตอนบ่ายสองก็ได้ แล้วช่วงห้าโมงก็เตรียมรถให้ผมสองคัน ผมจะไปธุระต่อ…”

ภาคินสั่งงาน ภัทราฟังแล้วโน๊ตลงในสมุดเล่มเล็กเป็นการทบทวน

“ส่วนอีกคันให้ไปส่งคุณแพรกลับบ้าน”

“ได้ค่ะท่าน”

หลังจากภัทราออกไป ภาคินก็ให้ความสนใจกับกองเอกสารบนโต๊ะโดยไม่ได้พูดอะไรกับภรรยา

ผืนแพรไม่รู้จะทำอะไร เธอไม่อยากนั่งอยู่เฉยแบบนี้ แม้เธอจะอยากช่วยเขา มันก็มีแต่งานออฟฟิศที่ไม่เคยคุ้น

แล้วเธอก็นึกออกว่า มีอย่างนึงที่น่าจะทำได้

“พี่คินคะ รับกาแฟไหมคะ แพรไปชงให้”

“ไม่ต้อง เดี๋ยวภัทรก็ชงมาให้”

“อ๋อ ค่ะ…”

ผืนแพรรับคำหน้าเจื่อน เธอไม่รู้แล้วว่าควรจะทำอะไรดี แต่จู่ๆภาคินก็ถามขึ้น

“อยากช่วยฉันเหรอ”

“ค่ะ ใช่ค่ะพี่คิน”

“งั้นก็มาช่วยตรวจเอกสารให้หน่อย”

“เอ่อ ยังไงนะคะ”

“ดูซิว่าเอกสารสัญญา หัวข้อตรงกันไหม”

ผืนแพรลุกไปหาเขาที่โต๊ะทำงาน เขายื่นแฟ้มเอกสารส่งให้ จากนั้นภาคินก็หมุนโน๊ตบุ๊คที่เปิดอยู่มาทางเธอ

ผืนแพรเปิดอ่าน เอกสารทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ หญิงสาวงงอยู่นานเพราะอ่านออกไม่กี่คำ ส่วนมากเป็นศัพท์ทางธุรกิจทั้งนั้น

หญิงสาวหรี่ตามอง เพราะเธอเป็นคนหัวช้า ยังจับทางไม่ถูกว่าเขาต้องการให้ทำอะไร

เธอชี้ไปที่หัวข้อบนสุดของเอกสาร

“พี่คินหมายถึง…ให้ตรวจดูตรงนี้น่ะเหรอคะ”

เธอถามเพราะอยากให้เขาอธิบายอีกสักรอบ หากสิ่งที่สามีทำ คือพ่นลมหายใจแรงๆอย่างขัดเคือง แล้วกระชากแฟ้มจากมือเธอคืน

“ไม่ต้องแล้ว ฉันทำเอง…”

ใบหน้าหล่อมองเธออย่างเบื่อหน่ายรำคาญใจ

“…ช่วยกลับไปนั่งเฉยๆก็พอ”

ระหว่างนั้นภัทรานำกาแฟมาเสิร์ฟพอดี ภาคินรวบกองเอกสารเสียงดังปึงปัง

“ไม่รู้จะให้มาทำไม ไร้ประโยชน์สิ้นดี…”

ภาคินสบถกับตัวเอง แต่ผืนแพรได้ยินเต็มสองหู เลขาหญิงก็เช่นกัน ภัทราเผลอหันมามองหญิงสาวอย่างไม่ตั้งใจ

ผืนแพรถึงกับหน้าชา เพราะภาคินสบประมาทเธอต่อหน้าพนักงานอย่างไม่ให้เกียรติ

“ภัทร งานที่สั่งพักไปก่อนนะ มาช่วยผมตรวจเอกสารพวกนี้ก่อน พึ่งพาใครไม่ได้เลย”

ผืนแพรมือสั่น ตัวสั่น ขอบตาร้อนผ่าว นึกน้อยใจตัวเองที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย อย่างที่เขาว่า…

ภาคินไม่ได้สนใจว่าเธอจะรู้สึกยังไง เขาหันไปสนใจงานเหมือนเดิม ส่วนผืนแพรยังจมอยู่กับคำปรามาสของเขา เธอรู้สึกว่ายืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้อีกต่อไป

“พี่คิน แพรขอไปเข้าห้องน้ำนะคะ”

ผืนแพรบอกกับเขาแล้วรีบเดินออกจากห้องไปทันทีภาคินมองตามร่างบาง เขารู้ว่าไม่ควรจะดุด่าเธอต่อหน้าลูกน้อง แต่เขาก็เลือกที่จะทำ เขาอยากให้เธอหมดความอดทนในตัวเขา ทิ้งเขาไปเร็วๆ จะได้เป็นอิสระเสียที

ยิ่งเห็นผืนแพรในวันนี้ ภาคินก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าตัวเองคิดถูก

…นี่น่ะหรือ ผู้หญิงที่คุณปู่เลือกมาให้เขา ผืนแพรช่วยอะไรเขาไม่ได้สักอย่าง ความรู้ความสามารถเธอไม่มีสักนิด แล้วเธอจะเป็นคู่คิดให้เขาได้อย่างไร

ในวูบหนึ่งของความคิด ภาพของผู้หญิงอีกคนแทรกเข้ามา คนที่เพียบพร้อมและมีทุกอย่างที่เขาต้องการ

ภาคินอมยิ้มน้อยๆ หยิบสมาร์ทโฟนที่วางบนโต๊ะขึ้นมา กดเข้าไปดูแชตจากแอพพลิเคชั่นสีเขียวที่เขายังไม่ได้อ่าน มันถูกส่งมาเมื่อเช้าตรู่ จากผู้หญิงที่เขาไม่เคยลืม

‘พี่คินคะ เย็นนี้ษาสั่งให้พ่อครัวจัดสเต็กเนื้อดรายเอจที่พี่ชอบแล้วนะคะ มีซุปครีมเห็ดกับมันบดราดเกรวี่ด้วย เดี๋ยวษาเข้าประชุมกับคุณพ่อก่อนนะคะ’

ภาคินเลื่อนดูข้อความต่อมา เมื่อสิบนาทีที่แล้ว ลิษาถ่ายรูปส่งมาให้เขา เป็นรูปเธอในชุดทำงาน ซึ่งยังคงดูสวยเปรี้ยว ในลุคเวิร์คกิ้งวูแมน

‘วันนี้เป็นเลขาให้คุณพ่อก่อนค่ะ สักวันจะไปเป็นเลขาให้พี่คินนะคะ’

ภาคินยิ้มๆแต่ก็ไม่ได้ตอบกลับ เขาปัดหน้าจอทิ้งแล้ววางโทรศัพท์ไว้ตามเดิม หันมาเปิดแฟ้มเอกสารทำงานต่อ เหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงมื้อเย็น

ทว่า…ใจของเขาล่องลอยไปถึงเวลานัดหมายแล้ว

ขณะที่ภาคินกำลังเฝ้าฝันถึงมื้อค่ำอันแสนสุขกับหญิงสาวอีกคน ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าร่างบางของภรรยาได้ลอบมองเขาผ่านช่องว่างประตู ดวงตาคู่หวานแดงก่ำ

เห็นเขามีรอยยิ้มในตอนนี้ เขาคงจะมีความสุขโดยที่ไม่มีเธอไปกวนใจ

ผืนแพรค่อยๆปล่อยมือจากที่จับบานประตู แล้วค่อยๆก้าวถอยออกมาด้วยหัวใจที่ปวดร้าว

เวลาผ่านไปร่วมสองเดือน…

หลังจากที่แท้งลูกคนแรกไปในครั้งนั้น ร่างกายของผืนแพรก็ฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงได้ภายในเวลา3ปี

แต่ในช่วงเดือน1-2เดือนมานี้ ผืนแพรรู้สึกว่าตัวเองอ่อนเพลีย มีอาการหน้ามืดบ่อยขึ้น และเบื่ออาหาร

ซึ่งผืนแพรก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง…

“เป็นอะไรมากรึเปล่าหนูแพร”

คุณปู่พุฒินาถถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง เพราะขณะที่เธอยกน้ำชาพร้อมขนมมาให้ชายชรา จู่ๆผืนแพรก็เกิดหน้ามืดขึ้นมา

“ไม่เป็นไรค่ะคุณปู่ ช่วงนี้แพรนอนไม่ค่อยหลับ ก็เลยไม่สบาย”

คุณปู่ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย เพราะใบหน้าหญิงสาวซีดเซียวเกินกว่าจะเป็นอาการป่วยธรรมดา

“ปู่จะให้เจ้าคินพาไปตรวจ อ้าว! เจ้าคินมาพอดี”

“มีอะไรกันเหรอครับ”

ภาคินเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น กำลังจะยิ้มทักทายคุณปู่ แต่เมื่อเห็นผืนแพรเขาก็หุบยิ้ม นี่คืออาการเกลียดชังที่เขาแสดงออกต่อเธอ

ช่วงแรกหญิงสาวแทบทนเห็นไม่ได้ หากตอนนี้ผืนแพรมองท่าทางของเขาอย่างสงบนิ่ง มันชาชินตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้

ไม่สิ …มันเจ็บปวดจนชินชาไปแล้วต่างหาก

“แกมาพอดี แกไม่ต้องเข้าบริษัทนะวันนี้ พาเมียแกไปโรงบาล หนูแพรเขาไม่สบาย”

“ไปทำไมครับ คนขับรถก็มีนี่”

“แกเป็นผัว แกจะมาใช้คนอื่นได้ยังไง ไม่ห่วงเมียแกบ้างรึไง”

“ผมก็บอกแล้วว่าวันนี้ผมต้องไปดูโรงแรมที่ภูเก็ต ไปหลายวันด้วย นี่เครื่องจะออกแล้ว ผมต้องรีบไป”

“เลื่อนออกไป ค่อยไปพรุ่งนี้ก็ได้ วันนี้แกก็พาเมียไปหาหมอก่อน”

“ได้ไงครับคุณปู่! ผมนัดแล้วว่าต้องไปวันนี้ จะเลื่อนได้ยังไงกัน!”

“แกนัดใคร…”

พอคุณปู่ถามเสียงเรียบนิ่ง ภาคินที่ดูฉุนเฉียวอย่างเห็นได้ชัด เหมือนจะได้สติขึ้นมานิดหนึ่ง

“ผมหมายถึงนัดเลขาที่นู่นไว้ นัดประชุมพนักงานไว้แล้ว ผมเป็นประธานจะผิดคำพูดได้ยังไง”

“แค่ไปดูการทำงาน ดูความเรียบร้อย แกให้เจ้าสรรค์ไปแทนก็สิ้นเรื่อง”

“ผมเป็นเจ้าของ ไม่ไปดูเองแล้วจะรู้หน้างานได้ยังไง ”

“ไม่ต้องมาเถียง! ฉันเป็นเจ้าของมาก่อนแก ฉันรู้น่า!

แค่พาเมียไปหาหมอสักวัน เลื่อนนัดไปสักวันมันไม่ตายหรอก…”

ประมุขของบ้านเริ่มเสียงดัง ผืนแพรใจสั่นหวิว รู้สึกกดดันที่ต้องมาอยู่ท่ามกลางสงครามปู่หลานครั้งแล้วครั้งเล่า

แล้วก็เป็นผืนแพรที่เลือกจบปัญหาอย่างเช่นทุกครั้ง

“ไม่เป็นไรค่ะคุณปู่ แพรไปกับน้าสนก็ได้”

หญิงสาวหมายถึงคนขับรถ

ทว่าครั้งนี้พุฒินาถไม่ฟัง เขาต้องการดัดนิสัยหลานชายจอมดื้อ เขาโบกมือปฏิเสธ

“ไม่ได้! ยังไงแกก็ห้ามไป! ต้องพาหนูแพรไปหาหมอ!”

“ไม่ครับ! สำหรับผมงานสำคัญกว่าเรื่องไร้สาระ”

ผืนแพรแทบหมดเรี่ยวแรง เรื่องไร้สาระ…สรุปเธอคือเรื่องไร้สาระในชีวิตของเขาสินะ

“ได้! ถ้าแกก้าวขาออกไปจากบ้าน ฉันจะปลดแกออกจากตำแหน่งประธานเดี๋ยวนี้!”

“นี่มันบ้าอะไรกันครับคุณปู่! ก็เห็นๆอยู่ว่ายัยแพรไม่ได้เป็นอะไรมาก คุณปู่จะบังคับให้ผมสนใจเธอไปถึงไหนกัน ทุกวันนี้ผมให้เธอใช้นามสกุลฉัตรวินัยยะก็มากเกินพอแล้ว ปู่จะให้ผมยอมอะไรมากกว่านี้อีก…ยกมรดกของผมให้ยัยแพรเลยดีไหมล่ะ…”

“ไอ้คิน!”

ภาคินไม่ได้สลดลงแม้แต่น้อย เขายังหันมาเล่นงานผืนแพรอีกคน

“หยุดสำออยได้แล้ว! หยุดสร้างปัญหาเสียที! ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปเพราะเธอ รู้ไหมยัยตัวปัญหา!”

“แพรก็ไม่ได้อยากเป็นตัวปัญหา พี่คินหยุดด่าแพรสักทีได้ไหมคะ!”

ผืนแพรสวนออกไปอย่างลืมตัว ความกดดันในใจล้นออกมา จนผืนแพรรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หน้าอก

หญิงสาวกุมอกไว้ รู้สึกว่าหัวใจร้าวรานจนจะรับอะไรไม่ไหวแล้ว การทนอยู่กับเขาไม่ได้ทำให้หญิงสาวเข้มแข็งขึ้นเลย นับวันเธอยิ่งถูกเขาทำร้ายจิตใจ ราวกับว่าเธอเป็นแค่ก้อนหินก้อนหนึ่งที่วางอยู่ในบ้าน

ผืนแพรเงยหน้าสบตาเขา นัยน์ตาพราวประกายไปด้วยหยาดน้ำตาเล็กๆ

เมื่อเห็นน้ำตาของเธอครั้งนี้ แววในตาของภาคินก็อ่อนลงนิดหนึ่ง แต่เพียงอึดใจเขาก็ต้องสะดุ้ง

เมื่อคุณปู่พุฒินาถหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ชี้หน้าหลานชายพร้อมตะคอกเสียงดัง

“ไป! อยากไปไหนก็ไป! ไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!”

“งั้นผมขอตัว…”

“ร้อนรนแบบนี้ เฮอะ! ให้มันแน่สิว่าไปทำงาน!”

ภาคินเตรียมจะสาวเท้าเดิน แต่ก็ชะงักเมื่อคุณปู่เอ่ยขัด เขาอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะเถียงคืน

“สุดแล้วแต่คุณปู่จะคิดเถอะครับ ผมทำอะไรก็ไม่เคยดีในสายตาคุณปู่อยู่แล้ว”

“แกไปทำงานก็ดี กลัวแต่จะไปทำอย่างอื่น”

“ไม่เป็นไรค่ะคุณปู่ พี่คินจะอยู่หรือไม่อยู่ แพรก็ต้องดูแลตัวเองอยู่แล้ว เดี๋ยวแพรจะไปโรงบาลเองค่ะ คุณปู่อย่าห่วงเลย ”

ไม่ใช่ว่าผืนแพรไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของคุณปู่

แต่ผืนแพรยังเชื่อมั่นในตัวสามีของเธออย่างเต็มเปี่ยม เขาอาจจะร้ายกาจกับเธอ แต่เขาก็เป็นคนรักษาเกียรติของตัวเองมากพอ เธอเชื่อว่าสามีเธอจะไม่มีนิสัยลักกินขโมยกิน ไม่มีทางข้องแวะกับหญิงอื่นให้เสียเกียรติตัวเอง

แต่มีอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน ภาคินก็ยังคงไม่มีความรักความห่วงใยให้เธอแม้สักนิด ไม่ว่าเธอจะดีกับเขาแค่ไหน ภาคินก็ไม่ได้นึกเห็นในความดีเหล่านั้นแม้แต่น้อย

ตั้งแต่สามปี…จนถึงตอนนี้ภาคินก็มองเธอด้วยสายตาชิงชังไม่มีเปลี่ยนแปลง

“หึ! ให้มันเก่งเหมือนปากก็แล้วกัน”

ชายหนุ่มแค่นยิ้ม ก่อนจะเดินสะบัดร่างออกไป

หลังกลับจากโรงพยาบาล ผืนแพรมองดูผลตรวจในใบรับรองแพทย์ด้วยความเครียด ระหว่างที่เธอนั่งรอนายสนขับรถมารับ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เมื่อเห็นว่าปลายสายคือนางไหมทอง ผู้เป็นมารดา หญิงสาวก็รีบกดรับ

“แพร เป็นไงบ้างลูก”

“สบายดีจ้ะ พอดีแพรกำลังทำธุระอยู่ข้างนอก”

หญิงสาวไม่อยากบอกมารดาว่าตัวเองป่วย ไม่อยากให้ท่านต้องเป็นห่วงมากกว่าที่เป็นอยู่

“งั้นเดี๋ยวแม่โทรไปใหม่ก็ได้ลูก”

“ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่ได้รบกวน แพรคุยได้จ้ะแม่”

“เป็นยังไงบ้างลูก สบายดีไหม”

เสียงอบอุ่นของมารดา ทำเอาผืนแพรน้ำตารื้น เสียงก็เริ่มสั่นเครือ

“จ้ะแม่ แพรสบายดี”

“ทำไมเสียงเป็นอย่างงั้นล่ะลูก”

“คือ แพรไม่ค่อยสบายน่ะจ้ะ”

เธอโกหกออกไป แต่คนเป็นแม่ก็เข้าใจทุกอย่างได้ทันที นางไหมทองเอ่ยกับลูกสาวเสียงอ่อนโยน

“ถ้าทนไม่ไหวก็กลับบ้านเรานะลูก”

นางไหมทองรู้สถานการณ์ของลูกสาวดี หลายครั้งที่ผืนแพรอดทนไม่ไหว โทรไปปรับทุกข์กับมารดาในเรื่องของภาคิน

“ถ้าอยู่ตรงนั้นไม่สบายใจ กลับมาบ้านเราได้เสมอนะลูก ไม่ต้องห่วง แม่จะคุยกับพ่อให้…”

นางไม่ได้อยากให้ลูกสาวแต่งตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะดูออกว่าภาคินก็ไม่ได้รักลูกสาวตน แต่งไปก็ผืนแพรก็ต้องทนทุกข์เพราะอยู่กับคนที่ไม่ได้รักเธอ และนั่นก็เป็นความจริง…

แต่พ่อไม่ได้คิดแบบแม่ นายแผ้วยึดถือเรื่องบุญคุณมากกว่าสิ่งอื่นใด และต้องการให้ผืนแพรอยู่ดูแลครอบครัวฉัตรวินัยยะ เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณของคุณปู่พุฒินาถ

ผืนแพรรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกบีบจากทุกทาง

“เอาไว้ถึงวันนั้น แพรจะกลับไปจ้ะแม่ ตอนนี้แพรไหว…”

“เราเป็นคนนะลูก ไม่ใช่สิ่งของ ถึงแพรจะไร้ค่าในสายตาใคร แต่แพรมีค่าสำหรับพ่อแม่เสมอ”

“จ้ะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ แพรโอเค ไว้แพรจะกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่นะ ไม่ได้กลับนานแล้ว”

ผืนแพรตอบมารดาไปด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติที่สุด เท่าที่จะทำได้ แม้ในตอนนี้…น้ำตาอุ่นๆจะเริ่มหยาดรินลงมายังสองข้างแก้ม

วันไหนไม่ไหว…เธอจะกลับไป

ทว่าในใจขณะนี้…ผืนแพรรู้สึกว่าฟางเส้นสุดท้ายที่เธอถืออยู่ มันค่อยๆ ถูกบั่นทอนลงเรื่อยๆ

จนตอนนี้…มันเหลือเพียงแค่เยื่อบางๆ ที่ใกล้จะขาดสะบั้นเต็มที

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel