บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ชีวิตแสนเฮงซวย

ใยไหมขอตัวแยกกับปูเป้เพื่อนร่วมงานด้วยระดับความขุ่นมัวในใจที่วิ่งพล่านทั่วร่าง หลังจากถูกหนุ่มเจ้าของงานส่งสายตาหวานเชื่อมให้จนกระทั่งงานจบ ในขณะที่หญิงสาวกำลังจะเก็บของกลับ เขาก็เรียกตัวเธอเพื่อไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว ตอนแรกใยไหมก็คิดว่าเขาจะทาบทามงานครั้งหน้า ซึ่งเขาก็เสนอจริงๆ เพียงแค่มันไม่ใช่งานพริตตี้ เอ็มซี อย่างที่เข้าใจ แต่มาถามราคาค่าตัวสำหรับร่วมหลับนอนกับเขาต่างหาก ทำโทสะเธอพุ่งปรี๊ดเกือบจะตบหน้าหล่อๆ นั่นอยู่แล้ว

แต่ด้วยสถานะที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวก็ฉุดสติเธอไว้ก่อน แล้วเลือกที่จะปฏิเสธคำชวนนั้นอย่างตรงไปตรงมา สีหน้าเธอคงแสดงออกถึงความไม่พอใจชัดเจน ทำให้ฟลุ๊คหน้าเสียเล็กน้อย แต่ก็ยังมีจิตสำนึกพอที่จะไม่เซ้าซี้เธอต่อ ไม่เช่นนั้นเธออาจจะต้องไปเสียค่าปรับยังโรงพักข้อหาทำร้ายร่างกายประธานหนุ่มสุดหล่อแล้ว

มือบางกระชับกระเป๋าเสื้อผ้าใบอ้วนบนไหล่ ก้าวขาฉับๆ เสียงส้นสูงยามมันกระทบพื้นทางดินหินอ่อนดังเป็นจังหวะ และด้วยระดับความหงุดหงิดในใจทำให้ใยไหมระบายอารมณ์กับการย่ำเท้ายิ่งขึ้น สะโพกกลมกลึงอวบอิ่มส่ายไหวยั่วสายตาชวนให้ผู้ชายต้องเหลียวหลังมองน้ำลายแทบหก ยิ่งได้เดรสสั้นสีส้มแปร๊ดรัดรูปรวมกับใบหน้าสวยจัดยิ่งทำให้เสน่ห์เปี่ยมล้นในตัวเธอทวีตัวขึ้นไปอีก

แต่ช่วงเวลานี้เธอไม่มีอารมณ์จะเดินทอดน่องเป็นอาหารตาให้ใครแล้ว รีบมุ่งหน้าไปทางห้องน้ำเพื่อถอดเดรสรัดรูปที่อวดเน้นสัดส่วนเธอให้ชัดเจนออกพ้นร่างโดยเร็วที่สุด

ใช้เวลาเพียงไม่นานใยไหมก็จัดการเปลี่ยนชุดกลับมาเป็นเสื้อกล้ามกางเกงยีนเช่นตอนแรก ร่างบางระบายลมหายใจยาวเฮือกใหญ่อย่างเหนื่อยล้ากับสิ่งที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน ยอมรับว่างานที่ตัวเองทำนั้นคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ยกย่องให้เกียรติอยู่แล้ว แม้จะเคยเจอหนุ่มหล่อรวยดูมีการศึกษาแค่ไหน แต่ในหัวสมองผู้ชายมันก็คิดแต่เรื่องอย่างว่าทั้งนั้น จะโทษใครได้นอกจากความจนในชีวิตตัวเองที่ทำให้เธอต้องรับงานขายรูปร่างหน้าตาเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง และก็ต้องยอมรับว่ามีเพื่อนร่วมอาชีพหลายคนที่รับงานนอกเวลากับลูกค้ากระเป๋าหนักจริงๆ นั่นยิ่งทำให้ชื่อเสียงของพริตตี้ เอ็มซี ที่พยายามขายความสามารถในการพูดถูกลดทอนคุณค่าลง

เธอก้มหน้าเดินครุ่นคิดจมดิ่งกับเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่ในหัวตลอดทางเดินยาวออกจากห้องน้ำ ทำให้ไม่ทันระวังคนที่เดินโผล่ออกมาจากทางหลัก เนื่องจากเป็นมุมอับสายตาพอดี

ปึก!

"อ๊ะ! ขอโทษค่ะ"

หญิงสาวเซถอยหลังไปเล็กน้อย เมื่อหัวกระแทกเข้ากับกำแพงหนา รีบกล่าวขอโทษเนื่องจากตัวเองใจลอยจนไม่ได้มองทาง พอเหลือบสายตาขึ้นมองก็ต้องพบว่า คนที่ชน คือคนเดียวกับชายแปลกหน้าที่ยืนจับจ้องตอนเธออยู่บนเวทีจัดงานจนรู้สึกอึดอัด

สายตาดุดันร้อนแรงคู่เดิมไล่สำรวจการแต่งกายของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้งอย่างจาบจ้วงไร้มารยาท ทำให้เธออารมณ์ขึ้นหน่อยๆ แล้วรีบก้าวถอยหลังให้ห่างจากคนประหลาดด้วยความหวาดระแวง

"เดินดูทางซะบ้าง ไม่ใช่ดีแต่อ่อยผู้ชายไปวันๆ"

เขาทิ้งสายตาล้ำลึกพร้อมคำพูดรุนแรง ทำหญิงสาวหน้าชาวาบเหมือนถูกตบกลางสี่แยก แต่ยังไม่ทันที่สมองจะคิดคำพูดโต้กลับ เขาก็ส่ายหน้าราวกับเธอเป็นสิ่งน่ารำคาญแล้วก้าวเดินจากไปทั้งแบบนั้น ปล่อยให้สาวสวยที่ถูกด่ายืนเหวอ ก่อนที่สติจะกลับเข้าร่าง

"เอ้า! เฮ้ยคุณ! บ้าเอ๊ย! ผู้ชายอะไรวะ ปากโคตรเสีย!"

ใยไหมยีเส้นผมตรงยาวจรดเอวด่าตะโกนไล่หลังด้วยความโมโห เธอรู้ว่าเขาได้ยินคำด่าเธอแน่นอนแต่เลือกที่จะมองเมิน ทำกองไฟโทสะในกายที่เพิ่งมอดดับไปเมื่อครู่ลุกโชนอีกครั้ง

"ชีวิตแต่ละวัน เจอบ้าอะไรเนี่ย แค่เดินชนก็ถูกด่า โวะ!" ร่างสมส่วนสบถออกมาหยาบคาย ขัดกับใบหน้าสวยไร้ที่ติสิ้นเชิง แต่ใครเจอแบบเธอแล้วไม่หัวร้อนบ้างให้มันรู้ไป

ดวงตาเฉี่ยวคมตวัดค้อนมองตามแผ่นหลังของหนุ่มหล่อนิสัยโคตรแย่วางท่าสูงส่งเหนือคนอื่นอย่างเคียดแค้น แต่ก็ขี้เกียจจะไปต่อความยาวสาวความยืดกับคนบ้า จึงเลือกเก็บความโมโหเอาไว้แล้วกระทืบเท้าปึงปังจากไปอีกทาง

อีกด้าน

"อะไรของมึงวะ ไอ้แผ่นดิน กูขึ้นไปสัมภาษณ์แป๊บเดียวกลับลงมามึงก็หายหัวไปแล้ว นึกว่ากลับบ้านไปแล้วซะอีก" ฟลุ๊คขมวดคิ้วมองเพื่อนร่างสูงที่เดินเข้ามาในร้านอาหารด้วยความแปลกใจ หลังจากเพิ่งได้รับข้อความจากอีกฝ่ายชวนกินข้าวกะทันหัน

"กูแค่ออกไปเดินเล่นแก้เบื่อ หิวพอดีเลยชวนมึงกินข้าว" แผ่นดินว่าพลางเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามทิ้งตัวลงนั่ง

พอสองหนุ่มหล่อสวมสูทผูกไทราศีคนรวยจับทุกกระเบียดนิ้วมาอยู่พร้อมหน้ากัน ก็เรียกสายตาเคลิบเคลิ้มของสาวๆ ในร้านได้เป็นอย่างดี แผ่นดินเลือกที่จะไม่สนใจท่าทางเชิญชวนเหล่านั้นแล้วคว้าเมนูอาหารขึ้นมาดู ผิดกับหนุ่มเจ้าเสน่ห์อย่างฟลุ๊คที่มียักคิ้ว ส่งยิ้มให้สาวๆ ใจละลายเล่นจนเพื่อนหน้านิ่งเริ่มรำคาญ

เขาหันไปสั่งเมนูที่ต้องการพร้อมไวน์แดงเข้ากับสเต๊กเนื้อชั้นดีกับบริกรสาวที่ยืนเหม่อเผลอใจลอย มองความหล่อเหลาคมเข้มนั้นอย่างลืมตัว ก่อนจะได้สติเมื่อลูกค้าสุดหล่อปิดเมนู รีบก้มหน้าเขินจิ้มเมนูบนเครื่องรับออร์เดอร์

"ลูกค้าอีกท่านรับเป็นอะไรดีคะ"

"ผมขอสเต๊กปลากับไวน์ขาวแล้วกันครับ"

"ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ"

เธอก้มหน้าเอียงอายเมื่อหนุ่มหน้าใสที่ดูสุภาพกว่าส่งยิ้มละลายใจมาให้ ส่งผลให้พวงแก้มใสเห่อร้อน โค้งตัวให้ทั้งคู่แล้วรีบหลบไปหวีดร้องด้วยความเขินสุดขีดกับเพื่อนร่วมงานด้านหลังร้าน

"เมื่อไหร่จะเลิกสักทีไอ้นิสัยอ่อยเรี่ยราดเนี่ย รำคาญตาฉิบ" แผ่นดินแขวะเพื่อนไปที แต่อีกฝ่ายก็ทำเพียงส่งยิ้มระรื่นกลับมาให้อย่างไม่สะทกสะท้าน

"ก็แล้วเมื่อไหร่มึงจะเลิกทำหน้าเป็นตูด เหมือนโกรธคนทั้งโลกล่ะ"

"เรื่องของกู"

"เออ งั้นกูจะยิ้มให้สาวก็เรื่องของกูเหมือนกัน"

แผ่นดินทำได้เพียงพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ใช้สายตาดุดันจ้องกลับกับคำตอบของเพื่อนรักที่ยอกย้อนกวนอารมณ์ หากไม่ใช่เพราะทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยตอนไปเรียนยังสหรัฐอเมริกา และถ้าไม่ใช่ตอนนี้ต้องร่วมงานทางด้านธุรกิจกับมันต่อ เขาคงเลิกคบมันไปแล้ว

"ไหนบอกจะดีลเด็กไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงตกลงรับนัดกินข้าวกับกูได้"

ร่างสูงใหญ่หนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรเต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างคนชอบออกกำลังกายเอนหลังพิงพนัก ท่อนขากำยำเพรียวสอบใต้กางเกงสแล็กสีดำยกขึ้นไขว่ห้าง ผ่อนคลายไปกับบรรยากาศดีๆ ของร้านอาหารหรู เอ่ยถามเพื่อนสนิทด้วยความสงสัย

พอได้ยินคำถาม ฟลุ๊คก็กลอกสายตาพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ อย่างสุดแสนเสียดาย เมื่อคิดถึงหน้าสวยๆ และหุ่นอวบอึ๋มน่าสัมผัสของเหยื่อที่หมายตา

"เฟลดิ! น้องเขาไม่รับงานนอก"

"..."

คำตอบนั้นทำให้แผ่นดินขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ เพราะผู้ชายหน้าตาดี ฐานะร่ำรวยแบบฟลุ๊คเป็นที่หมายปองของสาวๆ อยู่แล้ว ปกติเพื่อนมากรักก็มักควงพวกเน็ตไอดอล พริตตี้ ดาราหน้าใหม่สลับเปลี่ยนแทบจำหน้าไม่ได้ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีคนปฏิเสธโอกาสดีๆ ที่จะได้ใกล้ชิดกับนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเช่นนี้ได้

"มึงเสนอราคาให้น้อยไปหรือเปล่า" คำดูแคลนหลุดออกจากปากหนุ่มหน้าคมเข้ม ซึ่งเพื่อนรักก็ดูเหมือนจะรับไม่ค่อยได้กับคำพูดจาตรงไปตรงมาไม่ให้เกียรติเช่นนั้น แต่ก็ขี้เกียจจะเอามาเป็นหัวข้อทะเลาะ จึงปล่อยผ่านเหมือนอย่างเคย

"แค่กูถามว่ารับงานพิเศษเพิ่มหรือเปล่า น้องก็ทำหน้าเหมือนจะอยากตบกูแล้ว พอบอกว่าไม่รับงานแบบนั้นกูเลยไม่กล้าเซ้าซี้ต่อ รู้สึกผิดนะที่ไปถามแบบนั้น แต่ก็เสียดายอยู่ดี โคตรสวยเลย"

"เล่นตัวโก่งราคาให้มึงสนใจน่ะสิ"

"ก็แย่ละ! กูดีลผู้หญิงมาตั้งกี่คน ดูออกโว้ยว่าใครแค่เล่นตัว ใครไม่เอา!"

"งั้นมึงคงไม่ใช่สเป็กยัยพริตตี้คนนั้นแหละ"

แผ่นดินไหวไหล่ตอบกลับสบายๆ อย่างไรเขาก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเสน่ห์มารยาของผู้หญิงสมัยนี้เท่าไร ยิ่งทำอาชีพล่อแหลมต้องใช้หน้าตาร่างกายหาเงิน ร้อยทั้งร้อยก็อยากสบายทั้งนั้น

"ขี้เกียจจะคุยกับมึงแล้วจริงๆ หัวแข็งฉิบหาย"

ฟลุ๊คส่ายหัวระอากับความเชื่อฝังหัวแปลกๆ ของเพื่อนสนิท แล้วก็เป็นจังหวะเดียวกับที่บริกรสาวยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟทำให้ทั้งคู่หยุดโต้เถียงกันชั่วคราว ก่อนจะหันกลับไปคุยเรื่องธุรกิจที่เขากำลังร่วมงานกับแผ่นดินแทน

คอนโดใยไหม

ใยไหมเดินทางกลับถึงห้องพัก แม้จะอยู่นอกตัวเมืองไปหน่อยแต่ก็ไม่ไกลมหาวิทยาลัยนัก แถมเดินเท้าออกจากซอยประมาณห้าถึงสิบนาทีก็เจอรถไฟฟ้า ทำให้สามารถเดินทางไปไหนได้สะดวก แม้ห้องพักเธอมันจะไม่ใหญ่โตหรูหราก็ตาม แต่พอเป็นกรุงเทพทุกอย่างมันก็ดูแพงไปหมด ห้องขนาดเท่าหรูหนู ประมาณสามสิบตารางวา ราคาค่าเช่าต่อเดือนยังสูงถึงแปดพันบาท ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ ค่าครองชีพในแต่ละวัน

หญิงสาววางข้าวของพะรุงพะรังในมือยังโต๊ะกาแฟตัวเตี้ยหน้าทีวี พร้อมทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนโซฟาขนาดกะทัดรัดนั่งได้เพียงสองคน ขนาดของมันเล็กถึงที่ว่าพอเธอนอนราบเหยียดตัวยาว ก็ทำให้ช่วงเข่าไปเกยบนที่วางแขนซะแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ หลับตาผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากทั้งงานและเรื่องราววุ่นวายที่เผชิญตลอดวัน

แล้ววันอันแสนยากลำบากก็ดูเหมือนจะยังไม่จบสิ้นเมื่อเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าแผดเสียงร้อง หญิงสาวปรือดวงตาคู่สวยขึ้นมองอย่างเกียจคร้าน แต่จะไม่รับก็ไม่ได้เผื่อเป็นเอเจนซี่ติดต่องาน จึงพยายามเอื้อมมือคว้ากระเป๋าสะพายบนโต๊ะด้านหน้า แต่ความขี้เกียจก็ทำให้ใยไหมไม่ยอมลุกขึ้นนั่งดีๆ

มือบางควานหาโทรศัพท์หรูรุ่นใหม่ขึ้นมา แล้วก็ต้องพ่นลมออกแรงๆ พร้อมกลอกสายตาระอาเมื่อเห็นเบอร์ของมารดาแสดงบนหน้าจอ

'ติ๊ด'

"ว่าไงแม่"

(โอ๊ยกว่าจะยอมรับสาย ฉันถือสายรอเป็นชาติ!) ธิดาเปิดปากบ่นลูกสาวตั้งแต่ประโยคแรกที่เธอกดรับ นั่นยิ่งทำให้ระดับความอยากคุยกับอีกฝ่ายลดฮวบแม้จะไม่ได้เจอกันเกือบสามปีก็ตาม

"หนูก็ไม่ได้ว่างจับโทรศัพท์ตลอดไหมล่ะ! สรุปโทรมาจะบ่นเรื่องรับสายช้าว่างั้น"

(หน็อยยัยนี่! พูดกับฉันดีๆ สิยะ นี่แม่นะแม่ คนที่ต้องอุ้มท้องแกมาเก้าเดือน ลำบากลำบนเลี้ยงจนแกโตขึ้นมาได้อย่างทุกวันนี้)

"เรื่องนี้พูดมาเป็นล้านรอบแล้ว! ถ้าจะทวงบุญคุณ ระลึกย้อนความหลังให้หนูซาบซึ้งก็เอาไว้รอบหน้าแล้วกันค่ะ หนูเหนื่อยมาก ขอตัวไปพักก่อน" เธอขู่มารดาแล้วทำท่าจะวางสายจริงๆ ทำให้อีกฝ่ายต้องรีบร้องเรียกเอาไว้

ใยไหมพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะยอมยกมือถือแนบหูอีกครั้ง แล้วรีบพูดดักคออีกฝ่ายไว้ก่อนราวกับรู้ทันความคิด

"ถ้าจะโทรมาขอเงินไม่มีนะ!"

(โวะ! ไอ้นี่! จะไม่มีได้ไง คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าแกอยู่ดีกินดีแค่ไหนที่กรุงเทพ จะมางกอะไรกับคนเป็นแม่ฮะ!" อีกฝ่ายตะคอกกลับด้วยความหงุดหงิดไม่แพ้กัน ไม่วายย้ำสถานะความเป็นแม่ให้เธอจำขึ้นสมองว่าลูกควรมีหน้าที่เลี้ยงดูบุพการี ทำใยไหมเหนื่อยหน่ายมากที่ต้องมาพูดคุยกับคนที่ได้ชื่อว่าแม่

"ก็เงินที่ทำงานมาก็เอาไปจ่ายค่าเทอม ค่าห้องไงล่ะ แม่ไม่ช่วยออกอย่ามาพูดดีกว่า!"

(แต่รายได้แกมันเยอะไง! อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ฉันไปถามยายเพ็ญมาแล้วว่างานพวกพริตตี้แบบที่แกเป็นเนี่ย วันหนึ่งไม่ต่ำกว่าสามพันห้าพันแน่)

"แล้วคิดว่ามันเยอะนักเหรอไงกับการใช้ชีวิตในกรุงเทพเนี่ย หนูทำงานหนูก็เหนื่อยนะ ไม่ได้มีเหลือพอให้แม่เอาไปเล่นไพ่หรอก"

(ฉันน่ะถึงบอกว่าแกมันโง่! ได้ไปร่ำไปเรียนอยู่ในมหาลัยดีๆ หน้าตาก็ได้จากฉันไปเยอะไม่รู้จักหาผัวรวยๆ ให้มันดูแลจะได้สบาย)

ใยไหมไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาเปลี่ยนตรรกะความคิดของคนเป็นแม่เลยจริงๆ พอทั้งคู่ถกเถียงกันเรื่องเงิน มันก็จะวนมาอีหรอบนี้เช่นเดิม คือให้เธอจับผู้ชายรวยเป็นแฟน จนเธอขี้เกียจจะมานั่งปวดหัวคุยกับอีกฝ่ายต่อ

"พอๆ หนูขี้เกียจจะฟังแม่บ่นแล้ว มีอยู่แค่สามพันจะเอาไหม"

(ชิ! ถ้าพูดง่ายๆ แบบนี้ตั้งแต่แรกก็จบแล้ว โอนมาด้วย)

"หนูโอนให้แม่ไว้ใช้จ่าย อย่าให้รู้ว่าแอบเอาไปเล่นไพ่กับพวกยายเพ็ญจนหมดตัว ครั้งหน้าหนูจะไม่โอนให้แล้วจริงๆ" หญิงสาวขู่กลับทำให้มารดาส่งเสียงจิ๊จ๊ะขึ้นจมูกขัดใจที่ถูกคนเป็นลูกมาวางท่าสอน

(ฉันจะไปจ่ายดอกยัยป้าที่ตลาดโว้ย! ไม่ต้องทำมาเป็นเก่งสอนฉันหน่อยเลย ฉันรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แกน่ะเลิกเล่นตัวแล้วหาผู้ชายรวยๆ ดูแลซะ หน้าตาดีๆ แค่อ้อนนิดอ้อนหน่อย ขี้คร้านจะสบายเป็นคุณนายไปตลอดชาติ ไอ้ศักดิ์ศรีที่ยึดมั่นถือมั่นไว้น่ะมันแดกไม่ได้รู้ไว้ซะ!)

"..."

เธอเลือกที่จะไม่ตอบกลับอะไรมารดาบังเกิดเกล้าต่อ กดตัดสายทิ้งไปเลยทั้งที่อีกฝ่ายเหมือนยังพูดไม่จบ นั่นคงทำให้ธิดาหัวเสียไม่น้อย ถึงได้โทรย้ำกลับมาอีกหลายครั้ง อยากจะด่าลูกสาวหัวแข็งอีกสักยก นิ้วเรียวกดตัดสายทิ้งไปอีกครั้ง เข้าแอปธนาคารเพื่อโอนเงินให้อีกฝ่ายไปซะจะได้เลิกวุ่นวายกับเธอสักที

และมันก็จริงอย่างที่คิด เพราะเมื่ออีกฝ่ายได้เงินไปโทรศัพท์เธอก็เงียบกริบ

มือบางยกขึ้นก่ายหน้าผาก หลับตาลงช้าๆ ความรู้สึกมากมายวิ่งวนอยู่ในอกพร้อมความน้อยเนื้อต่ำใจลึกๆ ที่ไม่เคยระบายให้ใครรับทราบ

ใยไหมนั้นเป็นเด็กต่างจังหวัด เธอเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างขัดสน อยู่กับธิดาเพียงแค่สองคน พ่อที่แท้จริงของเธอยังมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขดีในบ้านหลังโตพร้อมครอบครัวแสนอบอุ่นของเขา และนั่นคือสิ่งที่เธอและแม่ไม่เคยได้รับ เพราะแม่เธอนั้นเป็นเมียน้อย

ความโลภและความคิดที่มีไม่มากนัก ทำให้ธิดาในวัยยี่สิบปีปล่อยให้ตัวเองท้อง เพื่อจะเหนี่ยวรั้งเจ้าของโรงงานที่เธอแอบลักลอบมีความสัมพันธ์ด้วยให้หันมาสนใจ หวังว่าเขาจะยอมทิ้งแฟนสาวที่คบกันมานาน แล้วมาดูแลรับผิดชอบเธอกับลูก

แล้วธิดาก็คิดผิด เพราะวิวัฒน์ดูแลส่งเสียเธอแต่ช่วงแรก ใช้คำหวานหลอกล่อให้หลงเชื่อว่าจะตบแต่งกับเธอ จนกระทั่งท้องโตใกล้คลอดไปทุกวัน อีกฝ่ายก็เริ่มวางตัวห่างเหินเบื่อหน่าย รู้ตัวอีกทีเขาก็เข้าประตูวิวาห์กับแฟนสาวคนนั้น และไล่อดีตชู้ท้องแก่ออกจากงานพร้อมเงินก้อนหนึ่งให้เธอเลิกวุ่นวายกับชีวิตเขาซะ

ใยไหมจึงได้เติบโตมากับมารดาตามลำพังอย่างยากลำบาก เงินที่ได้มามีไม่มาก จึงทำให้ธิดาต้องไปหยิบยืมมาจากคนอื่นบ่อยครั้ง พร้อมผลักดันให้ลูกสาวที่ฉายแววสวยตั้งแต่เด็กเข้าประกวดนั่นนี่เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวอีกทาง

เหตุผลที่เธอย้ายมาเรียนในกรุงเทพเพราะเบื่อนิสัยเช่นนี้ของแม่เต็มทน อยากจะเจอสังคมใหม่และมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม แต่สุดท้ายเธอก็ต้องทำงานที่อาศัยรูปร่างหน้าตาอยู่ดี ไม่อยากจะยอมรับแต่ลึกๆ เธอก็อยากร่ำรวยสุขสบายอย่างคนอื่นบ้าง แต่ศักดิ์ศรีที่ค้ำคอว่าจะไม่เจริญรอยตามมารดาเด็ดขาด จึงเพียรพยายามทำแค่งานที่รับมอบหมายเท่านั้น ไม่เคยรับงานเสริมแบบสาวอื่นทำ แม้มันจะได้เงินดีกว่าก็ตาม

ใยไหมไม่ได้หวงพรหมจรรย์ แต่ด้วยหน้าตา บุคลิกที่ดูแรงๆ หรือดวงก็ไม่ทราบ ทำให้ในชีวิตดูไม่ค่อยจะเจอผู้ชายดีๆ กับเขาสักเท่าไร จึงครองตัวเป็นโสดมาตลอด ถึงแม้จะมีชายหนุ่มหน้าตาดี ฐานะร่ำรวยเข้าหาไม่ขาดสายก็ตาม

ตั้งใจว่าหลังเรียนจบจะไปสมัครงานดีๆ แบบคนทั่วไป เริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ห่างวงจรอุบาทว์อย่างที่ผ่านมา ผู้ชายจะได้เลิกมองแค่นมกับหน้าแล้วถามราคา ถึงตอนนั้นอาจจะหาผู้ชายสักคนไม่ต้องร่ำรวยล้นฟ้า ขอแค่ไม่เป็นภาระแล้วช่วยกันเก็บเงินสร้างครอบครัว เท่านี้ก็ดูเป็นชีวิตเรียบง่ายอย่างที่หวังแล้ว

แม้จะมีอีกหนทางที่รวดเร็วและสบายกว่าดึงดูดใจอยู่เสมอ แต่ใยไหมก็ยังเชื่อว่าชีวิตเธอยังไม่อับสิ้นหนทางขนาดนั้น เงินไม่สามารถทำให้ผู้หญิงหัวแข็งแบบเธอยอมขายศักดิ์ศรี ถ้ามันไม่คุ้มค่ามากพอ

ร่างสมส่วนนอนคิดวางแผนชีวิตเรื่อยเปื่อยบนโซฟาตัวเดิมไม่ยอมขยับไปไหนนานนับชั่วโมงตั้งแต่วางสายมารดาไป ดวงตาเรียวสวยปรือขึ้นมองนาฬิกาบอกเวลาบนผนังห้อง บิดกายขับไล่ความขี้เกียจแล้วจึงยอมลุกตัวขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว

วันอันแสนวุ่นวายเธอยังไม่จบเพราะยังต้องออกไปทำงานในคลับหรูอีก ในฐานะพริตตี้ระดับท็อปของร้าน!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel