อารัมภบท 3
ลับหลังไทเฮาเช่นนาง ฮ่องเต้หานจงทำอะไรลงไป? หวงเหมยสะกดโทสะที่กำลังบังเกิดเอาไว้ ถามเสียงขรึม
“เกิดเรื่องขนาดนี้ขึ้นได้อย่างไร? เจ้าเป็นถึงฮองเฮา เป็นพระมารดาแผ่นดิน ไยเจ้าไม่ช่วยเตือนสติฝ่าบาท”
ฮองเฮาเว่ยหลุบตาลงต่ำกล่าวต่ออย่างจนปัญหา “โธ่เอ๋ย! ขนาดเฉียงฮุยไทเฮาเป็นถึงมารดาแท้ๆของฝ่าบาท ยังสังเวยชีวิตเพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้ ส่วนหม่อมฉัน...” นางเม้มปากแน่น พยายามกลั้นสะอื้นไห้เพื่อเอ่ยต่ออย่างยากลำบาก “ฝ่าบาททรงต้องการให้ลี่เฟยขึ้นเป็นฮองเฮา ยังไม่ทันออกราชโองการก็ริบตราหงส์ไปแล้วเพคะ”
หวงเหมยเบิกตา “ว่าอย่างไรนะ?”
ฮองเฮาส่ายหน้าช้าๆ “ฝ่าบาททรงโปรดปรานสนมชายามิใช่เรื่องผิด จะใส่พระทัยสนมหลายคนในเวลาเดียวกันก็ไม่ผิด ทว่าทุกวันนี้พระองค์กลับหลงใหลเพียงแค่ ‘ลี่เฟย’ นางเดียว จนไม่เป็นอันออกว่าราชการหลายครั้งหลายครา กระทั่งตบหน้าหม่อมฉันกลางธารกำนัลเพื่อนางก็ทำมาแล้วถึงสามครั้ง ยามนี้ยังทรงรับสั่งขังหม่อมฉันเอาไว้ในตำหนักชุ่ยกงมิได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน มิให้ออกไปแจ้งข่าวไทเฮา”
เมื่อได้ยินมาถึงตรงนี้ ดวงตาหวงเหมยพลันสว่างวาบอย่างโกรธา
“หมายความว่า การที่เจ้ากล้าออกมาพบข้าในวันนี้ กล้ามาเตือนข้าถึงที่นี่ ไยมิใช่ต้องถูกลงโทษหรอกหรือ?”
เว่ยฮองเฮาก้มหน้ายอมรับโดยดุษฏี ไม่กล้าเอ่ยถึงประเด็นนี้เพราะรู้ดีว่ามิอาจเลี่ยงได้ง่าย นางเพียงพึมพำอย่างอ่อนแรงว่า
“ลี่เฟยแท้จริงคือหลานสาวของอำมาตย์หวัง หม่อมฉันรู้สึกระแคะระคายนานแล้ว และทรงเตือนฝ่าบาทแล้ว ทว่ายิ่งเตือนก็ยิ่งเลวร้าย ท้ายที่สุดตระกูลเว่ยของหม่อมฉันที่มีบรรพบุรุษช่วยค้ำยันราชวงศ์ร่วมร้อยปีก็ยังไม่อาจรักษา มิคิดว่าฝ่าบาทจะเป็นเช่นนี้ พระองค์กลายเป็นเจ้าสำราญ ลุ่มหลงสุรานารีถึงเพียงนี้...”
ท้ายประโยค หวงเหมยฟังออกว่าเว่ยฮองเอาหมดใจกับฮ่องเต้แล้ว น้ำเสียงหมดอาลัยตายอยากเช่นนั้นกำลังเกิดจากสตรีผู้หนึ่งซึ่งรักใคร่พระสวามีของตนเองอย่างสุดซึ้ง
แววตาของไทเฮาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด หลังจากที่นางวางมือจากวังหลวงไปเฝ้าพระธรรมในอาราม หานจงซึ่งเป็นชายหนุ่มสุภาพอ่อนโยน เชื่อฟังคำสั่งสอนมาแต่ไหนแต่ไร ไฉนถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เพราะเกิดมีรักปักใจต่อสตรีผิดคนใช่หรือไม่?
รักจนหน้ามืดตาบอดเห็นผิดเป็นชอบ...
คล้ายสวรรค์ไม่ปล่อยให้หวงเหมยได้ขบคิดจนกระจ่าง แสงสว่างที่สอดส่องเข้ามาในห้องจากการเปิดประตูออกกว้างพลันเกิดขึ้น พร้อมกับร่างขององครักษ์หลวงกรูกันเข้ามา
แม้ตกใจแต่เว่ยฮองเฮาก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วหมุนกายทันใด นางใช้เรือนร่างบอบบางของนางบดบังไทเฮาเอาไว้ในท่วงท่าพร้อมปกป้อง
ในขณะที่หวงเหมยเพียงลุกขึ้นยืนช้าๆ ทอดสายตาไปทางเบื้องหลังของกลุ่มทหารองครักษ์หลวงอย่างเย็นชา สองตาเหี้ยมเกรียม เห็นเป็นโอรสสวรรค์ในอาภรณ์สีดำมังกรทองสวมพระมาลาเต็มยศ
เยื้องไปเล็กน้อยคือกลุ่มขุนนางอีกหลายคน
ช้าเกินไป...นางกลับมาช้าเกินไป...เจ้าคนถ่อยผู้นี้ถึงได้มีเวลาได้ตระเตรียมแผนการ...
ชั่วจังหวะครุ่นคิด สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจพลันดังขึ้น “ไทเฮาและฮองเฮา สมคบคิดกันล้มล้างราชวงศ์อย่างอุกอาจ สังหารองค์ทายาทที่กำลังจะเกิดมา หลักฐานและพยานพร้อมมูล ความผิดมหันต์ถึงขั้นนี้ เราในฐานะราชันย่อมไม่อาจอภัย”
