อารัมภบท 2
สามวันให้หลัง ขบวนเสด็จของหวงเหมยไทเฮาจึงเข้าประตูวังหลวงในยามรุ่งสาง
อำนาจและบารมีล้นฟ้าที่สั่งสมมานับตั้งแต่เป็นฮองเฮาในอดีตฮ่องเต้หานเต๋อยังคงมี การกลับเข้าวังหลวงของหวงเหมยไทเฮาจึงเป็นที่กริ่งเกรงของคนในวัง
กระทั่งเข้าตำหนักอันเป็นที่ประทับ หวงเหมยจึงได้ยินเสียงทรงอำนาจของพระมารดาแห่งแผ่นดินแคว้นหาน
เว่ยฮองเฮา...
ขันทีหน้าห้องคงเกรงว่าฮองเฮาสกุลเว่ยจะทำกิริยาไม่บังควรอย่างเช่นทำตัววางอำนาจหรือกำเริบเสิบสานกับไทเฮาจึงทัดทานเอาไว้มิให้นางเข้ามาง่ายๆ
“ฮองเฮา ช้าก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยฮองเฮาเชิดหน้าสะบัดชายเสื้อเอ่ยอย่างหงุดหงิด “ข้าจะเข้าเฝ้าไทเฮา มีสิ่งใดไม่เหมาะสมกัน ไสหัวไป!”
มุมปากของหวงเหมยยกยิ้มบาง เว่ยฮองเฮายังคงเป็นสตรีที่บ้าอำนาจ วาจาสะเทือนฟ้าสะเทือนดินเช่นเดิม
สตรีผู้นี้มีความหยิ่งทะนงและโอหัง หากว่าผู้ใดทำตัวไม่เชื่อฟังมีแต่ต้องถูกโทษทัณฑ์ปางตาย นางมักทำตัวโอ้อวดและโหดเหี้ยม ทำให้ผู้อื่นมิกล้าล่วงล้ำเหิมเกริม โดยเฉพาะเหล่าสนมชายา ไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามหรือล้ำเส้น ยิ่งไม่ลงมือคานอำนาจกับนางทั้งนั้น
เว่ยฮองเฮาที่เป็นเช่นนี้ ทำให้สตรีวังหลังทำได้เพียงปรนนิบัติฮ่องเต้เท่านั้น
นับได้ว่าลดปัญหายุ่งยากลงไปได้มาก
เมื่อประตูห้องเปิดออก หวงเหมยไทเฮาจึงค่อยๆ ปรายตาเงยหน้ามองเว่ยฮองเฮาช้าๆ
ในครรลองสายตาได้เห็นสตรีร่างระหงในอาภรณ์นางพญาหงส์ค่อยๆ สืบเท้าเข้ามา ท่าทางของเว่ยฮองเฮาแสดงให้เห็นความเย่อหยิ่งถือตัวอันสูงลิ่ว ในแววตาแฝงความเกรี้ยวกราดหยามหยัน ทั่วเรือนกายแผ่กำจายรัศมีสูงส่งเหนือหมู่มวลออกมา
ทว่าเมื่อประตูปิดลง สตรีผู้เกรี้ยวกราดดุดันพลันอันตรธาน คงเหลือเพียงสตรีผู้หนึ่งซึ่งคล้ายไม่เคยก้าวร้าว
“เสด็จแม่! ท่านกลับมาทำไม? ไยไม่อยู่ในอาราม”
แม้รูปประโยคคล้ายไล่ให้ไป ทั้งไม่ต้องการเจอหน้า หากแต่น้ำเสียงอ่อนหวานออดอ้อนเช่นนี้มีเพียงหวงเหมยเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้ยินจากสตรีผู้ทะนงตนอย่างเว่ยฮองเฮา
เบื้องหน้าภายนอกไม่ว่าฮองเฮาจะเป็นสตรีเช่นไร แต่เบื้องหลังนางมักจะอ่อนโยนและเชื่อฟังคำสั่งสอนของหวงเหมยเสมอ
การสร้างอำนาจเพื่อข่มขวัญผู้คนก็ช่าง การสร้างบารมีเพื่อโอ้อวดก็ดี ทุกอย่างที่ทำไปล้วนต้องการค้ำชูราชวงศ์เท่านั้น หากจะล้มราชัน ต้องเริ่มจากวังหลัง เช่นนั้น วังหลังต้องเข้มแข็งเพื่อค้ำชูบัลลังก์ให้แข็งแกร่งสืบไป
แต่เพราะวังหลังมีสตรีร้ายกาจให้คอยจัดการมากมาย นางพญาหงส์ยิ่งต้องเข้มแข็งยิ่งกว่า
หวงเหมยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางถอนหายใจเอ่ยเสียงเบา “มีอะไรก็ค่อยๆ พูดเถอะ”
หญิงสาวผู้เป็นถึงมารดาแผ่นดินคุกเข่าลงเบื้องหน้ากล่าวด้วยสุ้มเสียงเจือเจือสะอื้นทั้งน้ำตาว่า
“ฝ่าบาททรงเลอะเลือนไปแล้วเพคะ พระองค์ทรงหลงเชื่อคำยุยงของอำมาตย์หวัง ทั้งยังเชื่อใจซ่งเหวินมากเกินไป ถึงขนาดคบคิดกัน ทำการริบอำนาจทางการทหารของแม่ทัพเว่ยและแม่ทัพหยางผู้ภักดี และยามนี้ยังแต่งตั้งแม่ทัพซ่งมีอำนาจเหนือทุกกองธง แต่งตั้งเจ้าเมืองกังฉินตามอำเภอใจโดยไม่ฟังคำขุนนางทัดทาน พวกเขาขึ้นภาษีที่ดินเพิ่มจำนวนส่วยจากรายปีเป็นรายเดือน ทำชาวบ้านเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ชาวประชาอยู่อย่างหวาดหวั่นขวัญผวาอดอยากปากแห้งแต่ไม่อาจอพยพแล้วเพคะ”
ครั้นวาจาของเว่ยฮองเฮาจบลง หวงเหมยไทเฮาถึงกับมุ่นคิ้ว อะไรนะ?
อำมาตย์หวังและซ่งเหวินฝ่ายบู๊รวมถึงแม่ทัพซ่งล้วนเป็นขุนนางเสเพลและเห็นแก่ตัวไร้ความคิดไม่ต่างจากอันธพาลที่บังเอิญเกิดมาสูงศักดิ์ชาติตระกูลสูงส่ง
พวกเขามีดีแค่ตระกูลยิ่งใหญ่เอาไว้ส่งสนมเข้าวังหลังเพื่อที่ค้ำชูราชวงศ์หาน เหตุใดจึงกล้าเสนอหน้ามีสิทธิ์มีเสียงต่อพระพักตร์ได้อีก ทั้งยังได้เป็นถึงอำมาตย์ เป็นถึงขุนนางฝ่ายขวา และเป็นถึงแม่ทัพคุมตราพยัคฆ์
