ตอนที่1 พี่เขย 2
ชายหนุ่มเพียรระงับจิตใจไม่บังควรที่กำลังก่อเกิดแล้วเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “เจ้ามีเรื่องใดคับข้องใจ ไยไม่บอกฮูหยิน ไฉนมาแอบร้องไห้คนเดียวเช่นนี้ ไปเถอะ” ว่าพลางผายมือเชื้อเชิญแม่นางน้อยออกไปนอกห้องเพื่อพาไปหาภรรยา ให้อีกฝ่ายปรับทุกข์อย่างเปิดเผย ย่อมดีกว่าการแอบร้องไห้อย่างตรอมตรมเพียงลำพังแน่นอน
หากแต่ในจังหวะที่บุรุษกำลังหมุนกายเดินนำหน้าหมายจะออกไปชายผ้าพลันถูกมือเล็กจับตรึงเอาไว้
หลี่ชุนเทียนผินใบหน้าหล่อเหลาหันกลับมามอง
ซ่งซูหรงยังคงไม่ปล่อยมือจากชายเสื้อของพี่เขย นางส่ายหน้าแดงเรื่อเนิบช้าทั้งน้ำตา ดวงหน้าอ่อนหวานหมดจดฉายแววโศกสลดน่าเวทนา
“ข้าไม่กล้ารบกวนพี่สาวเจ้าค่ะ นางกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สองให้พี่เขย ทั้งยังต้องดูแลเจ้าใหญ่ที่ซุกซน ไหนเลยจะมีเวลามากมายปานนั้น เรื่องรบกวนใจทั้งหลาย ข้าไม่อาจนำไปปรึกษาได้จริงๆ แค่พี่สาวรับมาดูแลก็เกรงใจมากแล้ว”
ซ่งซูหรงพูดพลางสะอื้นไห้ ตัดพ้อตนเองเสียงเครือ “ข้าทำได้เพียงแอบร้องไห้อยู่ที่นี่เจ้าค่ะ ขายหน้าพี่เขยแล้ว”
สุภาพบุรุษมักแพ้น้ำตาหญิงงาม ท่าทางอ้อนแอ้นอ่อนแอบอบบางของนางทำให้ยามนี้หลี่ชุนเทียนมิอาจก้าวขาออกจากห้องได้เลยแม้แต่ก้าวเดียว
เขาเห็นสาวน้อยกำลังโศกเศร้าก็ให้รู้สึกเห็นใจเหลือเกิน
“เจ้ามีเรื่องใด ปรึกษาพี่เขยก็ได้กระมัง”
ซ่งซูหรงชะงักชั่วครู่ ก่อนค่อยๆ ช้อนตาฉ่ำน้ำขึ้นมอง คล้ายจงใจเผยดวงหน้าสะคราญที่กำลังแดงปลั่งให้เห็นได้อย่างชัดเจนถนัดตามากขึ้น “พี่เขย...”
เสียงตื่นตระหนกของนางฟังดูออดอ้อนอย่างมาก ใบหน้างามก็ดึงดูดให้จ้องมองอย่างมากเช่นกัน
ทำเอาบุรุษหนุ่มไม่สามารถละสายตาออกห่างนางได้ แม้ก้าวเท้าถอยหนีก็ไม่มีท่าทีแต่อย่างใด
หลี่ชุนเทียนจึงเดินมานั่งลงข้างกายน้องสาวของภรรยาพลางจับจ้องนางอย่างห่วงใย “เจ้าคงมีเรื่องร้ายแรงที่บ้านไม่อาจระบายให้ผู้ใดฟัง?”
ซ่งซูหรงกลั้นสะอื้น “ข้าปรึกษาพี่เขยได้หรือไม่?”
ชายหนุ่มเอ่ยยิ้มๆ “อืม...ได้สิ”
คล้ายนกน้อยกำลังฝ่าพายุฝนแล้วบังเอิญได้พบเจอต้นไม้ใหญ่ให้พักพิงเพื่อหลบแรงลมกรรโชกอย่างชั่วร้าย สาวน้อยร้องเรียกเสียงหวาน “พี่เขย...ข้า...”
น้ำเสียงของนางทั้งออเซาะทั้งเรียกร้องการปกป้อง
บุรุษมีสัญชาตญาณชอบปกป้องอยู่แล้ว
ชายหนุ่มก้มหน้ามองดรุณี เห็นแพขนตายาวงอนพร่างพราวม่านน้ำปานนั้น ในใจให้รู้สึกปรารถนาใช้ท้องนิ้วเกลี่ยไล้ให้เหลือเกิน แต่จนใจที่ไม่อาจกระทำ
เขาเพียงเอ่ยเสียงทุ้มเบาอย่างต้องการปลอบโยน“น้องซูหรง อย่าร้องไห้อีกเลย พี่เขยเห็นแล้วปวดใจนัก เอาล่ะ! เจ้ามีเรื่องใดจงเล่ามาเถิด”
กระแสเสียงบุรุษฉายความเคร่งขรึมจริงจังเพื่อตั้งใจฟังวาจานางปรับทุกข์ ทว่าฝ่ายสตรีกลับขยับโถมกายเข้าหาอ้อมอกอบอุ่นหนากว้าง ทั้งยังบดเบียดแนบชิด ทั่วตัวนางคล้ายไร้กระดูกอย่างไรอย่างนั้น
ทันทีที่ร่างนุ่มซุกซบ เจ้าของแผงอกพลันชะงักงัน แล้วนิ่งค้าง เริ่มรับรู้ได้ว่า เรือนร่างนวลนางยามนี้บางครั้งเบาหวิวคล้ายปุยนุ่น บางครั้งกลับหนักประหนึ่งหินพันชั่ง
หนักปานนั้น หลี่ชุนเทียนถึงกับผลักไสซ่งซูหรงไม่ออก ได้แต่นั่งตัวเกร็งแข็งทื่ออยู่กับที่
หญิงสาวราวกับไม่รับรู้อาการตกตะลึงแข็งค้างเป็นท่อนไม้เช่นนั้นของพี่เขย นางยิ่งร่ำไห้หนักกว่าเดิม
เรือนร่างอ้อนแอ้นสั่นสะท้านอยู่ตรงแผงอกเขา ยังขยับยุกยิกเบาๆ เสียดสีหน้าขาคล้ายยั่วยวนโดยไม่ตั้งใจ
หลี่ชุนเทียนสูดลมหายใจเข้าอกพลางก้มหน้ามองนาง พยายามเอื้อมมือผลักไหล่อีกฝ่ายออกห่าง
ทว่ากลับไม่เป็นผล เมื่ออีกคนซุกซบแนบชิดไม่คลายทั้งยังขยับยุกยิกแนบสนิทขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายอวบอิ่มนุ่มนิ่มหอมกรุ่นของนางบดเบียดเสียดสีจนเขารู้สึกร้อนผ่าวไม่รู้ตัว
“น้องซูหรง...”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่วทุ้ม “ปล่อยก่อน...”
หากแต่แม่นางน้อยกลับกระชับอ้อมแขนเรียวเล็กแน่นขึ้น เพียรกกกอดร่างแกร่งเอาไว้ไม่ยอมปล่อย แสดงออกว่าทุกข์ตรมอย่างยิ่งต้องการหาที่พักพิงอย่างที่สุด
น้ำตาไหลรินอาบสองแก้มนุ่มที่แดงปลั่งเนิ่นนาน กลีบปากนางก็ขยับพร่ำเพ้ออู้อี้อยู่ตรงอ้อมอก
“พี่เขย...ข้า...”
เสียงนั้นฟังออกว่าขมขื่นเหลือเกินทว่ากลับอ่อนหวานอย่างมากในความรู้สึก
