ตอนที่4
ดวงตาหงส์หันไปประสานกับเจ้าของเสียง เมื่อเห็นคนผู้นั้น แววตาอี้อินพลันสาดประกายรังเกียจออกมาไม่ปิดบัง
“ใต้เท้าหลี่”
คนตรงหน้านางคือหลี่เซวียน บุตรชายคนโตสกุลหลี่ มารดาเขาคือหยางหลินจี น้องสาวของหยางจี้ชวนผู้นำตระกูลหยาง พี่น้องสกุลหยางนั้นรักใคร่สนิทสนมกันมาก ดังนั้นในคราวที่สกุลอี้กับสกุลหยางเกิดข้อพิพาท คนแรกที่ออกมากล่าววาจาโจมตีบิดานางจึงเป็นหยางซื่อหรือหยางหลินจีนั่นเอง
ส่วนหลี่เซวียนผู้เป็นบุตรชายก็มิได้ดีไปกว่ากัน ยามที่สกุลอี้กับสกุลหยางยังไม่แตกหัก นายน้อยผู้นี้ชื่นชอบที่จะหาโอกาสมาพัวพันกับนางอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาภายหลังสองสกุลมีปัญหา การกระทำของอีกฝ่ายก็ยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
“ช่างน่ายินดีนักที่ได้เจอคุณหนูอี้ที่นี่”
หลี่เซวียนเอ่ยวาจาทักทาย ฟังดูเหมือนเปี่ยมด้วยความสุภาพ หากสายตาโลมเลียนั้นเผยความคิดอกุศลในใจออกมาชัดเจน
“งานเทศกาลลอยโคมของต้าโจวเรา หนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าผู้ใดล้วนตั้งตารอทั้งนั้น ย่อมไม่แปลกตรงไหนหากข้าจะมาเที่ยวชม”
เห็นแววตาหยาบโลนของบุรุษตรงหน้า อี้อินให้นึกรังเกียจจนไม่คิดรักษามารยาทกับอีกฝ่าย
“ดึกมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน เชิญใต้เท้าหลี่ตามสบาย” กล่าวจบก็ก้าวเดินต่อทันที ไม่คิดรอให้อีกฝ่ายกล่าวชวนสนทนาต่อ
ทว่าหลี่เซวียนหยางกลับดื้อด้านกว่าที่อี้อินคิด อีกฝ่ายไม่ได้หลบทางให้ แต่จงใจก้าวมาหยุดขวางหน้ากลุ่มของนาง เห็นแบบนี้คิ้วเรียวพลันขมวดแน่น
“ใต้เท้าหลี่ทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน”
“คุณหนูอี้โปรดใจเย็น ข้าไม่ได้คิดจะทำอะไรท่าน” หลี่เซวียนมองใบหน้าไม่สบอารมณ์ของอี้อินพลางเผยรอยยิ้มแสยะ “เพียงแต่…ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อพบท่าน”
“แต่ข้าไม่เห็นจะจำได้เลยว่าพวกเรามีอะไรเกี่ยวข้องจนต้องมาพบกัน ใต้เท้าหลี่เข้าใจสิ่งใดผิดไปหรือไม่”
อี้อินตัดสินใจเมินคำพูดล่อแหลมที่ราวกับจะบอกว่า ตนกับอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ถึงขั้นแอบนัดพบกันลับๆ
“ขอใต้เท้าหลี่โปรดหลีกทางด้วย”
หลี่เซวียนคือคนน่ารังเกียจอย่างแท้จริง นางไม่อยากเสนากับเขาเลยสักนิด
“คุณหนูอี้กล่าวเกินไปแล้ว เพียงแต่คนที่มีธุระกับคุณหนูจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ตัวข้าผู้นี้”
หลี่เซวียนเลียริมฝีปากแห้งผากของตนด้วยท่าทีหยาบโลน รอจนท่านหญิงคังหนิงหมดเรื่องกับสตรีตรงหน้า เขาก็จะได้ตัวอีกฝ่ายมากระทำสิ่งใดก็ได้ตามใจต้องการ
“คงต้องรบกวนให้คุณหนูอี้ตามข้าไปแล้ว”
“ขอปฏิเสธ หากใต้เท้าหลี่ไม่ได้มีเรื่องอะไรแล้ว ก็ช่วยถอยไปจะดีกว่า”
หลี่เซวียนคนนี้ไร้ความคิดหรือไม่มีสมองกัน เขาคิดว่านางจะยินยอมตามไปอย่างง่ายดายงั้นหรือ!
“แต่เรื่องนี้ท่านหญิงคังหนิงเป็นผู้เรียกร้องมาด้วยตัวเอง ข้าคิดว่าคุณหนูอี้คงไม่อาจปฏิเสธได้”
ท่านหญิงคังหนิง…
“ท่านหญิงคังหนิงเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าจะพาตัวข้าไปตรงไหนกัน ดึกดื่นค่ำมืดยามวิกาลเช่นนี้มิใช่เหตุสมควรสักนิด แล้วท่านหญิงเป็นผู้มีการศึกษา มีหรือจะทำเรื่องแบบนี้ การแอบอ้างชื่อผู้อื่นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย ใต้เท้าหลี่เห็นด้วยหรือไม่” เสียงใสกล่าวติเตียน
แท้จริงแล้วอี้อินรู้ดีแก่ใจว่าคนไร้สมองอย่างหยางจื่อหรงสามารถทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งการสั่งให้ลูกพี่ลูกน้องมาจับตัวนาง
“จะ…เจ้า!”
หลี่เซวียนขมวดคิ้วถลึงตา จะให้เขาพูดอะไรได้ ถ้ายอมรับคำพูดนาง นั่นมิใช่หมายถึงยอมรับว่าลูกพี่ลูกน้องเขาเป็นสตรีไร้การศึกษาไม่รู้จักคิดหรอกหรือ
“คุณหนูอี้วาจาพลิกแพลงยิ่งนัก หากไม่ใช่เพราะเจ้าทำลายหยกพระราชทานที่ฮองเฮาทรงมอบให้ท่านหญิง พวกข้ากรมอาญาจะต้องมาจัดการเรื่องนี้หรอกหรือ”
หลี่เชวียนหยางรู้ดีว่าขอแค่พาตัวนางไปได้ วันนี้ต่อให้อี้อินมีปีกก็หนีเขาไม่พ้น
“ต่อให้ท่านหญิงคังหนิงคิดฟ้องร้องข้าเรื่องหยกพระราชทานถูกทำลายจริงๆ ก็ต้องมีหลักฐานพยาน มิใช่กล่าวแค่วาจาเลื่อนลอย อีกอย่างนะหลี่เซวียน ท่านเป็นคนของกรมอาญา ไม่ใช่ศาลต้าหลี่ ผู้ใดให้อำนาจเจ้ามาจับกุมคนกัน”
เห็นอาการชะงักของคนทั้งกลุ่ม ดวงตาหงส์หรี่ลงวูบหนึ่ง ดูเหมือนว่าหลี่เซวียนกับพรรคพวกยังมีความกริ่งเกรงอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าอี้อินย่อมไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ นางรู้ดีว่าการตามอีกฝ่ายไปไม่มีผลดีต่อตัวนาง
