บท
ตั้งค่า

ตอนที่5

“ที่นี่คือเมืองหลวง เป็นแผ่นดินใต้ฝ่าพระบาทฮ่องเต้ หากมิใช่คำสั่งจากพระองค์ คดีความต่างๆ ล้วนต้องเป็นหน้าที่ของศาลต้าหลี่ มีกฎหมายข้อไหนของต้าโจวที่ให้อำนาจแก่พวกเจ้ากัน” พูดจบก็กวาดตามองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยแววตาเคร่งขรึม “หรือเจ้าจะบอกว่าสกุลหลี่กับสกุลหยางมีอำนาจมากพอที่จะทำเรื่องพวกนี้ได้”

ลูกมะพลับนิ่มที่คิดบีบกลับกลายเป็นดอกไม้ที่มีหนามแหลม ใบหน้าหลี่เซวียนทั้งดำทั้งคล้ำเห็นได้ชัด

“คุณหนูอี้กล่าวเกินไปแล้ว พวกเราหาได้มีเจตนาดั่งที่ว่ามาเลยสักนิด ข้าก็แค่ต้องการเชิญเจ้าไปหารือกันเท่านั้นเอง”

หลี่เซวียนกัดกรามกรอด น้ำเสียงที่กล่าวฟังดูต่ำดุดันผิดกับรอยยิ้มที่พยายามแต่งแต้มไปโข

“เรื่องนี้ทางข้าเองก็ลำบากใจ แต่เพราะท่านหญิงต้องการฟ้องร้องเจ้าเรื่องหยกที่เสียหาย หากคุณหนูอี้มั่นใจว่าไม่ได้ทำจริงๆ ก็ติดตามพวกเราไปแก้ข้อกล่าวหาเถอะ”

เพราะมีผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจ หลี่เซวียนจึงได้แต่แสดงท่าทีประนีประนอม ทว่าในคำพูดยังแฝงการข่มขู่อยู่ลึกๆ ทว่าอี้อินกลับแข็งขืนไม่แยแสคำพูดนั้น ทั้งยังไม่คิดไว้หน้าเขา

“แล้วทำไมข้าต้องตามท่านไปด้วยเล่า เดิมทีหากมีการฟ้องร้องกล่าวหา ก็ควรให้ทางศาลต้าหลี่เป็นผู้จัดการ แต่ท่านหญิงคังหนิงไม่เพียงไม่ทำตามกฎหมาย ยังใช้เจ้าซึ่งเป็นคนของกรมอาญามาจับตัวข้า นี่ไยมิใช่เรียกว่าขุนนางรับใช้ผู้มีอำนาจหรอกหรือ ใต้เท้าหลี่ เจ้ากระทำเรื่องเช่นนี้ฮ่องเต้ทรงทราบหรือไม่”

“หุบปาก!” หลี่เซวียนเปล่งเสียงดุจคำราม แววตาทอประกายตื่นตระหนกปนหวาดหวั่น

เดิมทีเขาก็แค่ต้องการใช้ชื่อลูกพี่ลูกน้องเป็นข้ออ้างเพื่อนำตัวสตรีตรงหน้าไป ไหนเลยจะคาดคิดว่าอีกฝ่ายเพียงเปิดปากพูดออกมาไม่กี่ประโยค ก็สามารถโยนข้อหาใส่ศีรษะเขาได้นับไม่ถ้วนแล้ว สมคบคิดแบ่งพรรคแบ่งพวก ใช้อำนาจโดยมิชอบ เหล่านี้ถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับขุนนาง หากล่วงรู้ถึงพระกรรณฮ่องเต้ ต่อให้เป็นท่านป้าหญิงของเขาก็ยากจะช่วยเหลือ

“คุณหนูอี้ ข้าวกินส่งเดชได้ แต่วาจามิอาจกล่าวไปเรื่อยเปื่อย เจ้าอย่าได้คิดใส่ร้ายผู้อื่นกลบเกลื่อนความผิดตัวเองเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นถ่วงเวลาอีกเลย รีบตามพวกเราไปกรมอาญาจะดีกว่า ใครถูกใครผิดผิดประเดี๋ยวก็ได้รู้กันเอง จริงไหม”

อี้อินนึกอยากเบะริมฝีปากอยู่ในใจ หากนางยอมตามหลี่เซวียนผู้นี้ไป คงมิต่างจากส่งตัวเองเข้าปากเสือ แม้เศษซากก็ไม่ต้องคิดหาแล้ว

“แน่นอนว่าจริงอย่างที่ใต้เท้าหลี่กล่าว แต่ทว่าใต้เท้าหลี่คงไม่เข้าใจคำกล่าวที่ว่าหญิงชายนั้นแตกต่างกระมัง ดึกดื่นยามวิกาลเช่นนี้ท่านมาพูดปากเปล่า จะให้ข้าตามไปเกรงว่าคงไม่เหมาะไม่ควรเท่าใด ไม่สู้รอให้เช้าแล้วข้าค่อยไปพบพวกเจ้าที่กรมอาญาเอง...”

“พูดไปพูดมาก็มีเจตนาบ่ายเบี่ยงอยู่ดี เช่นนั้นคุณหนูอี้โปรดอย่าถือสาที่ข้าจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ เด็กๆ!”

สิ้นคำกลุ่มคนด้านหลังหลี่เซวียนก็ก้าวขึ้นหน้ามา ท่าทีบ่งบอกชัดเจนว่าต่อให้ต้องใช้กำลัง อีกฝ่ายก็ไม่คิดปล่อยนางไปโดยง่ายเป็นแน่ อี้อินเหลือบมองสาวใช้กับผู้คุ้มกันด้านหลังแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วแน่น น่าเสียดายถ้าหากรู้อย่างนี้นางไม่น่าออกมากับผู้คุ้มกันเพียงไม่กี่คนเลย

“คุณหนู...” ปี้หยวนรีบก้าวออกมาขวางหน้าเจ้านาย ขณะเดียวกันผู้คุ้มกันทุกคนก็ขยับมาบังพวกนางไว้เบื้องหลัง “คุณหนู ท่านไปกับอาเฉาก่อนเถอะขอรับ ทางนี้พวกข้าน้อยจะขวางไว้เอง”

ในหมู่ผู้คุ้มกัน มู่อิงมีอาวุโสที่สุด เขาออกปากแนะนำผู้เป็นนายพลางพยักหน้าให้เด็กหนุ่มที่อายุน้อยสุดในกลุ่ม

อี้อินไม่ได้ตอบกลับคำพูดของมู่อิง นางย่อมรู้ดีว่าสิ่งสำคัญยามนี้คือการพาตัวเองกลับจวนสกุลอี้ให้ไวที่สุด เพราะอย่างไรเสียเรื่องทำลายของพระราชทานก็เป็นเพียงข้อกล่าวหาเลื่อนลอย ต่อให้นางขัดขืนไม่ยอมตามหลี่เซวียนไปก็ยังไม่ถือว่ามีความผิดอะไร ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือเมืองหลวง แม้สกุลหลี่กับสกุลหยางโอหังแค่ไหน ก็ไม่กล้าลงมือหนักหน่วงเอาชีวิตคนจริงๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel