บทที่ 9
นางเกือบตายแล้ว
เวลาผ่านไปจนงานเลี้ยงที่ต้องปั้นหน้ายิ้มก็จบลง
รถม้าตราตระกูลฉินแล่นออกจากพระราชวัง โดยภายในรถม้านั้นเจ้านายทั้งสองกำลังนั่งประจันหน้ากันอยู่ ความเงียบครอบงำอีกเช่นเคยและดูเหมือนจะหนักหนากว่าขามาอีกด้วยซ้ำ
สวี่เหวินหรงพยายามนั่งนิ่งเฉยอย่างทรมาน นางเป็นคนอยู่นิ่งเป็นไม่ได้ต้องหาอะไรมาทำหรือฟังเสมอ ตอนนี้จึงได้แต่อดเสียดายอยู่ในใจเพราะนางน่าจะหยิบตะกร้าถักถุงมือมาด้วยจะได้ไม่เสียเวลาเปล่าเช่นนี้
แต่ก็ได้แค่คิด...ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสออกมาข้างนอกอีกเมื่อใด
เหวินหรงขยับปลายนิ้วเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจทำเรื่องอื่นที่มีประโยชน์เช่นกันและก็ทำได้ในตอนนี้ นั่นก็คือการชวนบุรุษหน้าขรึมตรงหน้าคุยนั่นเอง
“เมื่อคืน…ท่านแม่ทัพกลับเข้าห้องนอนเมื่อใดหรือเจ้าคะ” นางถามเสียงเบา
“...”
ฉินเย่าหานไม่ตอบ สีหน้าของเขานิ่งเฉยเช่นเดิมราวกับไม่ได้ยินที่สวี่เหวินหรงพูดเมื่อครู่ ทว่านางก็ไม่ถือสา นางเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องอย่างคนรู้จักเอาตัวรอด
“เอ่อ ห้องนอนของท่านอากาศเย็นนัก ท่านแม่ทัพจะว่าอะไรหรือไม่ หากข้าให้บ่าวนำเตียงอุ่นอีกหลังไปตั้งไว้…ข้าจะได้นอนสบายขึ้น”
หลายคืนมานี้นางหนาวสั่นตื่นเช้ามาก็รู้สึกคอแห้งจนเหมือนจะล้มป่วย หากไม่ใช่เพราะร่างนี้ยังแข็งแรง…นางคงไม่รอดมาจนถึงวันนี้ ขอเพียงนางได้นอนเตียงอุ่นที่มีเตาอยู่ด้านล่างก็น่าจะพอคลายหนาวได้บ้าง
คราวนี้ฉินเย่าหานตอบแล้ว
“ถ้านอนไม่ได้…ก็ไปนอนที่อื่น”
คำพูดนั้นเหมือนปิดประตูใส่หน้าทันใด สวี่เหวินหรงเบ้ปากอย่างไม่รู้จะอ้างอันใดอีก นางกลัวว่าหากพูดอันใดไปเขาก็จะหาเหตุผลมาไล่นางกลับไปนอนที่อื่น ชิ หากไม่เพราะนางกลัวว่าเขากับจิ้นจื่อถงจะมีโอกาสได้รู้สึกหวานซึ้งกันนางก็คงไม่ไปนอนทรมานบนพื้นแข็งหรอก!
ภายในรถม้ากลับมาเงียบสงบอีกไม่ทันไร เสียงดังแหวกอากาศก็พุ่งเข้ามาแทนที่
ฉึก!
ลูกธนูสีดำปักแน่นอยู่กับผนังไม้ของรถม้า…ห่างจากศีรษะสวี่เหวินหรงไม่ถึงคืบ!
สวี่เหวินหรงสะดุ้งสุดตัวหวีดร้องเสียงสูงพร้อมกับสมองว่างเปล่าราววิญญาณกระโจนออกจากร่าง เมื่อไร้หัวคิดร่างกายก็ตัดสินใจแทนนาง
...เหวินหรงกระโดดพรวดไปนั่งบนตักฉินเย่าหานเสียแล้ว
ดวงตาคมกริบวาบขึ้นในเสี้ยววินาที มือหนึ่งยกขึ้นประคองท้ายทอยของสตรีที่อาจหาญกระโดดมาบนตักของเขาอย่างไม่กลัวตาย ด้วยเพราะตอนนี้ไม่ใช่เวลาคาดโทษใครสำคัญกว่านั้นคือการเอาชีวิตรอด มือหนายกขึ้นจับหัวเล็กและกดนางลงต่ำก่อนที่ธนูอีกดอกพุ่งผ่านช่องหน้าต่างมายังจุดที่สวี่เหวินหรงเคยอยู่
ฉินเย่าหานกัดฟันแน่นแม้อยากผลักนางออกจากตัวให้พ้นแต่ความถี่ของลูกธนูไม่เปิดช่องว่างให้ทำอย่างนั้น เขาเปลี่ยนเป็นลากนางให้ไถลลงจากตักแล้วพาให้ก้มต่ำหลบลงไปใต้ที่นั่งของรถม้า
เบาะนั่งซ้อนแผ่นไม้หนาเสริมไว้ด้านในรับลูกธนูที่นุ่งมาได้เป็นอย่างดีราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
ด้านนอกสองฝ่ายปะทะกันพัลวัน เสียงม้าร้อง เสียงเหล็กกล้าปะทะกันฉับ ๆ รถม้าโยกแรงจนสวี่เหวินหรงเผลอคว้าแขนเขาไว้แน่น นิ้วเย็นเฉียบจนเหมือนจับก้อนน้ำแข็งสาเหตุเพราะนางกลัวสุดขีด
“อยู่นิ่ง ห้ามพูดมาก แล้วเจ้าจะรอด” ฉินเย่าหานเอ่ยเสียงต่ำพร่าเตือนสตินาง
สวี่เหวินหรงเริ่มได้สติ นางอิงแอบกับไหล่หนาและดูจะอบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ภาพลูกธนูปักเฉียดหัวเมื่อครู่ยังติดตาก็ตาม…
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ เสียงด้านนอกก็เงียบลงแล้ว ก่อนที่จะถูกแถลงไขด้วยรายงานจากองครักษ์ของฉินเย่าหาน
“จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านแม่ทัพเป็นอะไรหรือไม่!”
“ไม่เป็นไร ออกเดินทางต่อ”
เสียงล้อรถเริ่มขยับอีกครั้ง รถม้ากระตุกเล็กน้อยก่อนเคลื่อนตัวไปตามถนนทำเหมือนเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น
ฉินเย่าหานลุกขึ้นกลับไปนั่งที่เดิมอย่างสงบนิ่งแล้วทิ้งให้สวี่เหวินหรงยังนั่งอยู่บนพื้นรถม้าเช่นเดิม ใบหน้าขาวซีดแสดงออกชัดเจนว่ายังหวาดกลัวไม่หายแถวขาก็ไร้แรงจนพยุงตัวลุกไม่ขึ้นด้วยซ้ำ นางจึงยังนิ่งอยู่ที่เดิมจนอีกคนในรถม้าเหลือบตามอง
