บท
ตั้งค่า

บทที่ 8

นางเป็นบุตรีของศัตรู

และแล้ววันสำคัญที่รอคอยก็มาถึง... วันที่สวี่เหวินหรงต้องสวมบทบาทฮูหยินผู้เป็นที่รักเคียงข้างฉินเย่าหานผู้เป็นสามีเข้าสู่งานเลี้ยงที่พระราชวังจัดขึ้น

รถม้าประดับตราประจำตระกูลฉินเคลื่อนเข้าสู่ลานกว้างหน้าประตูวังก่อนจะหยุดลง ทหารรักษาการณ์ตรวจป้ายเชิญก่อนส่งสัญญาณให้ผ่านเข้าไปได้ ด้านนอกตลอดทางเดินนั้นผู้คนเดินให้ขวักไขว่ตรงข้ามกับภายในรถม้ายิ่งนัก

ฉินเย่าหานซึ่งนั่งนิ่งมาตลอดก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“หากวันนี้เจ้าทำไม่ได้อย่างที่อวดอ้างไว้... ก็จงกลับไปรับชะตากรรมดั้งเดิมเสียเถิด”

สวี่เหวินหรงฟังแล้วไม่โต้แย้งอันใด นางเพียงพยักหน้ารับคำว่างว่าง่าย นัยน์ตาหลุบต่ำดั่งสตรีผู้เคร่งครัดในอำสั่งของสามี ทว่าภายในใจกลับลอบหัวเราะเย้ยหยัน

...แม้แต่จะอ้าปากบอกว่าเขาอยากให้นางทำอันใดเขายังมิบอกนางสักครึ่งคำ แต่กลับคาดหวังผลลัพธ์ที่ไร้ที่ติเสียอย่างนั้น ชิชะ ไอ้แม่ทัพบ้าอำนาจ ช่างขู่ ชอบใช้สายตาข่มผู้อื่น--

สวี่เหวินหรงด่าอย่างอัดอั้นอยู่ในใจไม่เท่าไหร่รถม้าก็จอดสนิทแล้ว ฉินเย่าหานเป็นคนก้าวลงไปก่อนแล้วสวี่เหวินหรงค่อยขยับกายตามลงไป ทว่าบนรถม้ากับพื้นนั้นสูงเกินไปแม้จะมีบันไดมาวางพาดให้แล้วก็ตาม

หัวสมองที่กำลังปลอดโปร่งในหัวท่องเพียงว่านางต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุดทำให้คิดอันใดบางอย่างออกขึ้นมา

เหวินหรงสูดลมหายใจลึกก่อนจะเค้นเสียงที่หวานล้ำให้ดังพอที่จะดึงสายตาผู้คนรอบกาย

“ท่านพี่... ช่วยน้องด้วยสิเจ้าคะ”

ฉินเย่าหานหยุดฝีเท้าทันควัน แผ่นหลังกว้างนิ่งงันคล้ายไม่มั่นใจว่าเสียงที่เรียกขานอย่างสนิทสนมนั้นหมายถึงใคร ซึ่งแน่นอนว่าเหวินหรงก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ นางเอ่ยซ้ำด้วยน้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำยิ่งกว่าเดิม “พี่หาน... เหตุใดจึงทิ้งน้องไว้เช่นนี้เล่าเจ้าคะ”

คราวนี้ฉินเย่าหานหมุนตัวเดินกลับมาพร้อมมองนางด้วยสายตาดุดันที่บ่งบอกว่าอยากจะบีบคอนางให้สิ้นใจลงตรงหน้าประตูวังเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าสวี่เหวินหรงกลับส่งยิ้มหวานละมุนอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ข้าลงมิได้... บันไดนี้สูงนัก ท่านพี่ช่วยประคองข้าหน่อยสิเจ้าคะ”

แววตาของนางวูบหนึ่งส่งคำเตือนอย่างเป็นนัยทำนองว่า ...ท่านจำจุดประสงค์ของวันนี้ได้หรือไม่... อย่าปล่อยให้ข้าต้องแสดงงิ้วฉากนี้เพียงผู้เดียวสิ

ฉินเย่าหานบดกรามจนเกิดสันนูนเห็นชัดว่าเขากำลังข่มกลั้นโทสะอย่างสุดกำลัง ก่อนจะยอมเดินย้อนกลับมาแล้วยื่นแขนให้นางทื่อ ๆ

สวี่เหวินหรงไม่ใส่ใจเรื่องยิบย่อยนั้น นางวางมือลงบนแขนแกร่งพลางก้าวลงบันไดทีละขั้นอย่างเชื่องช้า ยามเมื่อปลายเท้าแตะพื้นนางก็เอียงหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของเขากระซิบเสียงแผ่วเบาให้ได้ยินเพียงสองคน

“ท่านบอกให้ข้าพิสูจน์ตนเองมิใช่หรือ... นี่เพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้นนะต้องรบกวนท่านพี่ช่วยสนับสนุนข้าหลังจากนี้ด้วย”

ฉินเย่าหานเตรียมจะตวัดสายตาดุใส่ ทว่าจังหวะนั้นเอง เสียงกระซิบกระซาบจากกลุ่มสตรีสูงศักดิ์ที่เพิ่งลงจากรถม้าคันใกล้เคียงก็ดังแว่วเข้าหู

“ดูสิ... สามีภรรยาคู่นั้นช่างรักใคร่กันเหลือเกิน”

“มีกระซิบและมองด้วยแววตาหวานซึ้งด้วย ข้าล่ะอิจฉาจริงเชียว”

ถ้อยคำเหล่านั้นไม่ต่างจากน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง... เพราะนั่นช่วยให้สวี่เหวินหรงทำอันใดหลังจากนี้ก็ถูกคนหน้าตึงยอมเล่นงิ้วตามไปเสียหมด

สวี่เหวินหรงยกมุมปากขึ้นเพียงนิด รอยยิ้มนั้นงดงามพอจะลวงตาผู้คนทั้งใต้หล้า แต่สำหรับฉินเย่าหานแล้วรอยยิ้มนั้นไม่ต่างจากใบมีดที่กำลังถูกเจ้าของรอยยิ้มกรีดลงบนหัวใจ เขาได้แต่ข่มกลั้นความขุ่นมัวลงปิดบังด้วยใบหน้าเยือกเย็นที่เขาถนัดแทน

ฉินเย่าหานยังไม่ทันได้ก้าวไปไกลจากประตูทางเข้าลานพิธีเท่าไรก็มีผู้คนเข้ามาทักทายราวคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ทั้งฝ่ายที่หวังขอหน้า ทั้งฝ่ายที่หวังหยั่งเชิงของท่านแม่ทัพหนุ่มที่กำลังเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน

ฉินเย่าหานยืนรับการทักทายเงียบ ๆ จำเป็นต้องพาฮูหยินผู้เป็นที่รักไปด้วยทุกที่

“ท่านแม่ทัพฉิน! ไม่พบกันนาน ท่านยังองอาจดังเดิม! อ้อ…แล้วนี่…” สายตาขุนนางผู้นั้นเลื่อนไปยังสตรีที่คล้องแขนแม่ทัพหนุ่มไว้แน่น ก่อนคิ้วจะยกสูงเมื่อคาดเดาบางอย่างได้ “ฮูหยินของท่าน…คุณหนูจากสกุลสวี่งั้นหรือ?”

คำถามนั้นไม่ใช่คำถามจริง ๆ หากเป็นความแปลกใจที่ซ่อนคมไว้ในน้ำเสียงนั้นต่างหาก เพราะใครในเมืองหลวงนี้ต่างก็รู้ว่าตระกูลฉินกับตระกูลสวี่ไม่ถูกกัน เช่นนั้นแม้ท่านแม่ทัพได้รับสมรสพระราชทานแล้วก็ไม่เคยพาฮูหยินออกงานเลย แต่ครานี้กลับ...

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้า สวี่เหวินหรง ยินดีที่ได้พบท่านเจ้าค่ะ”

สวี่เหวินหรงหยักยิ้มแต่พอดี นางมอบรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนพอให้คนมองรู้สึกถึงความเข้าถึงง่ายแต่ก็ไม่ดูเป็นรองใคร

เมื่อคนแรกเอ่ยทักทายและคุยเรื่องอื่นใดเล็กน้อยจบก็จากไป แล้วอีกคนก็เข้ามาต่อทันที ฉินเย่าหานไม่พูดใดมากนักนอกจากพยักหน้าและรับคำทักทายสั้น ๆ ตามมารยาท

ผ่านไปคนแล้วคนเล่า คำถามเดิมวนกลับมาไม่รู้ ...จบฮูหยินจากสกุลสวี่? จริงหรือ?

สวี่เหวินหรงยิ้มรับจนรู้สึกเหมือนเหงือกแห้ง ตรงมุมปากเริ่มตึงคล้ายจะค้างอยู่ที่รอยยิ้มนี้ จนเมื่อถึงเวลาที่ทุกคนควรกลับไปนั่งประจำที่ สวี่เหวินหรงจึงได้ปล่อยลมหายใจออกยาวราวยกหินหนักลงจากอก

มือเรียวยกขึ้นนวดมุมปากไปพลางเอ็นตัวไปใกล้ผู้เป็นสามี กระซิบพึมพำด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเหนื่อยล้าแบบไม่หลบซ่อน

“ข้ารู้แล้วว่าทำไมท่านถึงเอาแต่เก๊กหน้าครึ้ม” นางกัดฟันเอ่ยเพื่อให้คนมองมาไม่รู้ว่านางกำลังพูดอันใดนอกจากจะคิดว่านางเอนพิงไหล่สามีเท่านั้น “ข้ายิ้มให้ทุกคนที่เข้ามาทักทายท่านแม่ทัพจน เมื่อยหน้าปากก็แทบจะเป็นตะคริวหมดแล้ว”

ฉินเย่าหานไม่ผลักไสความใกล้ชิดนี้อย่างลืมตัวเพราะเอาแต่ฟังคำพูดที่แสนจะถูกใจเมื่อครู่ ดวงตาคมกริบฉายแววเหมือนจะสมน้ำหน้าแต่แล้วมุมปากของเขาที่เกือบจะยกขึ้น…ก็หุบลงทันใด

…นางเป็นบุตรีของศัตรู

เขาไม่ควรแม้เพียงเศษเสี้ยวจะเผลอรู้สึกว่ามัน…น่าขัน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel